แม้แต่แบรนด์ระดับไฮเอนด์ยังไม่วายต้องมีเสื้อผ้าลำลองเช่น เสื้อยืดหรือเสื้อกล้ามเก๋ๆ ยีนส์เท่ๆ ไว้เป็นตัวทำรายได้ ยิ่งปัจจุบัน บริษัทเปิดกว้างให้พนักงานสวมใส่เสื้อผ้าลำลองได้มากขึ้น ตลาดเสื้อผ้ากลุ่มนี้จึงมีการแข่งขันกันสูง ทั้งรูปแบบ สไตล์ และแน่นอนว่าราคาก็เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในเศรษฐกิจที่ยังไม่ค่อยจะฟื้นตัวเท่าไหร่
Hybrid Outfitters แบรนด์เสื้อผ้าลำลองที่เติบโตมาตลอด 7 ปี และยังชัดเจนกับคอนเซปต์เสื้อผ้าแนววินเทจ ไม่เอียงไปตามกระแส jira & gunyah เสื้อผ้าของสาวๆ ที่หลงใหลสไตล์ deconstruction แบรนด์ Hayes เสื้อที่วาดลวดลายได้แรงสะใจ รวมไปถึง H-brand น้องใหม่ในตลาดเสื้อผ้าลำลองที่ขอเกิดด้วยเทกนิค garment dyed

Vintage style
Hybrid Outfitters
เสื้อผ้าแนววินเทจที่วัยรุ่นสยามสแควร์รู้จักกันดี Hybrid Outfitters ทำตลาดมาแล้วเจ็ดปี โดยยืนหยัดกับจุดเด่นที่ "เป็นตัวของตัวเอง"
"เจ็ดปีที่แล้วเป็นยังไงตอนนี้ก็ยังเหมือนเดิม ไม่ตามกระแส ก็คือยังเป็นเสื้อยืดย้อนยุคเหมือนเดิม คนที่ชอบของเราก็ยังชอบอยู่แบบนั้น คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้แบรนด์อยู่ได้ครับ อาจจะไม่ได้เปรี้ยงปร้างมากเหมือนแบรนด์ที่ตามแฟชั่น แต่มันก็ยืนยงครับ" คุณสุภวัฒน์ ข่มอาวุธ จาก Hybrid Outfitters กล่าว
Hybrid Outfitters ส่วนใหญ่เป็นเสื้อยืด โปโล เสื้อเชิ้ต เป็นเสื้อผ้าผู้ชายประมาณ 60% กลุ่มเป้าหมายอายุ 17-20 ปลายๆ ซึ่งก็คือเด็กมหาวิทยาลัย คนที่เพิ่งทำงาน และกลุ่มคนทำงานครีเอทีฟ คุณสุภวัฒน์ กล่าวด้วยว่า แม้ Hybrid Outfitters จะมีสินค้าที่ใกล้เคียงกับแบรนด์อื่น "แต่อารมณ์และคอนเซปต์ของสินค้า รวมถึงรูปแบบร้านจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เสื้อผ้าของเราจะเด็กกว่า ซ่ากว่า ดู bad กว่า มันคนละลุค คนละอารมณ์"
คุณเฉลิมพล พิมพ์วัน ผู้ดูแลแบรนด์อีกรายหนึ่งเสริมว่า "เสื้อผ้าของเราปีหนึ่งมีสามคอลเลกชั่น แต่ละคอลเลกชั่นมีแบบเป็นร้อยๆ แบบ แต่การผลิตต่อชิ้นต่อแบบไม่มากครับ เราเน้นให้มันหลากหลายมากกว่า ราคาก็ไม่สูงมาก ถ้าเป็นเสื้อยืดก็เฉลี่ยตัวละ 600-800 บาท ขึ้นอยู่แบบงาน และคุณภาพของวัตถุดิบ"
แบรนด์เลือกใช้ผ้าจากในประเทศและต่างประเทศในสัดส่วนครึ่งต่อครึ่ง โดยผ้าที่นำเข้าส่วนใหญ่เป็นผ้าทอที่นำมาผลิตเสื้อเชิ้ต นำเข้ามาจากญี่ปุ่น ฮ่องกง จีน และประเทศในแถบในเอเชีย ส่วนผ้ายืดนั้นสั่งผลิตกับโรงงานไทย
"ผ้า woven (ผ้าทอ) เป็นผ้าที่เราสั่งทอขึ้นมาตามสเปคที่เราต้องการ ลูกค้าสบายใจได้ในเรื่องคุณภาพ คือผ้าวูเวนในไทยคุณภาพมันก็ได้นะครับ แต่ว่าติดเรื่องของ cost ซื้อเมืองนอกบางทีถูกกว่า เพราะเราไม่ได้ทำเยอะ ถ้าเราอยากได้ผ้าที่เนื้อสวยงามมาก เนื้อละเอียดมาก โรงงานในประเทศไทยจะมีราคาในการทำสูง ราคาเสื้อผ้าของเราก็จะสูงตามไปด้วย" คุณเฉลิมพล อธิบาย
jira & gunyah
กับคอนเซปต์ deconstruction
แบรนด์ที่ย้ำชัดว่าคอนเซปต์ของตัวเองคือ deconstruction และมีกลุ่มเป้าหมายเฉพาะหรือ niche market สำหรับ jira & gunyah ซึ่งชื่อแบรนด์มาจากชื่อของสองสาวดีไซเนอร์และเจ้าของร้าน คุณจิรพร ภัทรกิจวานิช และ คุณศิริกันยา จันทร์สกุลพร
คุณจิรพรหรือ จ๋า พูดถึงคอนเซปต์ deconstruction ว่า "คือการที่คนใส่สามารถเล่นกับเสื้อผ้าได้ เสื้อตัวหนึ่งใส่ได้ 5 แบบ 6 แบบ ตลาดของเราเป็น niche อาจเป็นตลาดที่แคบเพราะคนส่วนใหญ่ชอบใส่เสื้อผ้าสบายๆ มากกว่า แต่คอนเซปต์หลักของเราคือแบบนี้ เราเน้นความแปลกในตัวแพตเทิร์น แล้วก็การเล่นสี การเล่นลูกเล่นในตัวเสื้อ ชุดทำงานก็มีนะคะแต่เราจะทอนลูกเล่นที่มีอยู่ให้น้อยลง"
กลุ่มเป้าหมายของแบรนด์คือสาวๆ ที่รักในการแต่งตัวและสนุกที่จะเล่นกับเสื้อผ้าหลายๆ แบบ อายุ 20-35 ปี เป็นวัยรุ่น นักศึกษาถึงคนเริ่มต้นทำงานที่สนุกกับการใช้ชีวิต หากเอาเข้าจริง ลูกค้าที่มาซื้อส่วนใหญ่กลับเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งเอเชียและยุโรป "เขาชอบแพตเทิร์น และสนใจในความแปลกที่เสื้อผ้าของเราสามารถใส่ได้หลายแบบ" คุณจ๋า กล่าวเสริม
แบรนด์เสื้อผ้าล้วนต้องดีไซน์เป็นคอลเลกชั่น jira & gunyah ก็เช่นกัน เพียงแต่คอลเลกชั่นของแบรนด์ก็ต้องยืนตามไดเรกชั่น deconstruction แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอาจเป็นเรื่องของโทนสี เทรนด์ silhouette ต่างๆ
"เราดูเทรนด์แต่จะไม่ตามเทรนด์ ปัจจุบันแฟชั่นไปเร็วมาเร็วมาก ไม่ถึงเดือนเปลี่ยนจากเอวสูงเป็นเอวต่ำได้เลย เพราะฉะนั้นเราก็เลยคงความเป็นตัวของตัวเรา ถ้าคนชอบภาพลักษณ์ของเรา เขาก็จะมาหาเรา" คุณจ๋า อธิบาย
ทั้งนี้ เสื้อผ้า jira & gunyah มีราคาตั้งแต่ 1-2 พันบาท หากเป็นชุดแซคราคาจะอยู่ที่ 2,000-4,000 บาท นอกจากเสื้อผ้า ยังมี accessory โดยคิดเป็นสัดส่วน 30% และเสื้อผ้า 70%
ในเรื่องของแผนการตลาด เนื่องจากลูกค้าต้องการเห็นสินค้าใหม่ จึงต้องมีสินค้าเข้าร้านอย่างสม่ำเสมอ ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าให้หุ่นโชว์ทุกอาทิตย์ เพื่อให้ลูกค้ามาอัพเดทได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังประชาสัมพันธ์แบรนด์ผ่านทางว็บไซต์ www.jiragunyah.com ตลอดจนให้ยืมชุดไปถ่ายแบบและให้ผู้จัดรายการใส่ในรายการต่างๆ
"ปีหน้ามองไว้ว่าอยากจัดระบบในร้านให้ดี อยากใช้ pull strategy มากกว่า push เพราะมันเป็น niche เราต้องทำแบรนด์ให้ดี ทำโปรโมชั่นเสริม แล้วก็อยากส่งออกมากขึ้น ปีที่แล้วเราได้เข้าร่วม BIFF&BIL ในฐานะ ‘Now' Designer ได้รับคัดเลือกให้ไปงาน Pret-A-Porter ที่ฝรั่งเศส ก็ได้ออร์เดอร์มา ก็มี keep อยู่เรื่อยๆ ค่ะ แล้วก็ลูกค้าจาก BIFF&BIL ที่สนใจแล้วมาติดต่อที่ร้าน มาสั่งที่ร้านเรื่อยๆ" คุณจ๋ายังเปิดเผยด้วยว่า ในอนาคตเธอสองคนมีแผนที่จะทำไลน์เสื้อผ้าผู้ชายเพื่อขยายฐานลูกค้า รวมทั้งขยายสาขาเพิ่ม
เมื่อถามถึงการแข่งขันในตลาดเสื้อกลุ่มนี้ คุณศิริกันยา หรือ กิฟท์ บอกว่า ตอนที่วางตำแหน่งของแบรนด์พบว่าคู่แข่งในแนวเดียวกันมีไม่มากนัก ลักษณะการดีไซน์ก็แตกต่างกันเพราะ jira & gunyah ส่วนใหญ่ทำเป็นฟรีไซส์ sizing ก็จะต่างกันไป
"Greyhound แพตเทิร์นเขาเก๋ มีความเป็นตัวตนของเขา ถามว่าเหมือนกันไหมก็ไม่เหมือน แต่ลูกค้าก็อาจใกล้เคียงกันบ้าง หรือ wwa การเล่นแพตเทิร์นคล้ายกัน แต่เขาออกแนว masculine ของเราอารมณ์เป็น feminine กว่า ส่วนแบรนด์ในเซ็นทรัลเวิลด์ด้วยกันส่วนใหญ่เป็นแนวหวาน เป็นชุดใส่ไปงานคอกเทลหรือชุดที่เรียบง่าย ใส่สบาย ของเราเนี่ยค่อนข้างเป็น street เราเชื่อว่าแถวนี้ไม่ค่อยมีแบรนด์ไหนเหมือนเรา" คุณกิฟท์ ให้ความเห็น
คุณกิฟท์ยังได้ฝากคำแนะนำไปถึงน้องๆ ที่ต้องการเป็นดีไซเนอร์ว่า "ให้กล้าที่จะคิดแล้วทำไปเลย ไม่ต้องลังเล การจะทำแฟชั่น หลักๆ อยู่ที่แรงบันดาลใจ ถ้าเราคิดอยู่ตลอดเวลา ไอเดียใหม่ๆ มันก็จะเกิดขึ้น"
และสำหรับผู้ที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกเรียนในประเทศหรือต่างประเทศดี คุณกิฟท์ซึ่งเคยใช้ชีวิตนักเรียนที่ Hutt Valley High School เมือง Wellington และ Wellington Polytechnic เมือง Wellington ประเทศนิวซีแลนด์ บอกว่า "การเรียนที่นิวซีแลนด์ เขาจะให้เด็กคิดแล้วก็ทำ ให้เด็กพัฒนาด้วยตัวเองจริงๆ ให้เราคิดเองทำอะไรเองเยอะ เขาจะเปิดกว้างกว่า แต่เมืองไทยมันก็มีจุดดีที่ว่าอาจารย์จะใกล้ชิดกับเรามากๆ จะช่วย develop งานกับเราไปเรื่อยๆ ก็แล้วแต่ว่าจะชอบแบบไหน"
ลายแรงแบบ Hayes
แม้จะเป็นเสื้อผ้าที่คนทั่วไปมองว่าแรง แต่ลวดลายและสีสันกราฟิกของ Hayes (เฮย์ส) ก็โดนใจผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งมากๆ โดยเฉพาะชาวต่างชาติ ทำให้แบรนด์ Hayes สามารถทำตลาดได้อย่างต่อเนื่องมาตลอดหกปี
ที่น่าสนใจมากคือเจ้าของแบรนด์ยอมรับว่าตัวเธอกับสไตล์ของแบรนด์นั้นไม่ใช่แนวเดียวกัน แต่เพราะมองเห็นช่องทาง ทำให้คุณอมรรัตน์ มีสมบูรณ์พูนสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท House of Apparel บอกว่าวันนี้เธอประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
"ตัวเองไม่ได้ชอบแนวนี้เลย แต่กลายเป็นว่าเรา success กับมัน คือเสื้อผ้ามันลายมาก แขนลายนึง บางทีสองลายด้วย ด้านหน้าลายนึง ด้านหลังลายนึง หนึ่งตัวประกอบด้วยสี่ลายพิมพ์ โอ้โห.. แต่ใส่ขึ้นมาแล้วสวย คือตอนนั้นโรงงานที่ทำผ้าให้แบรนด์ที่บาร์เซโลน่าเค้ามีสต็อคเหลือเยอะมาก เขาก็เลยเอามาตัดเสื้อสำเร็จรูปขาย เราก็ซื้อมาลองทำตลาดดู เอาไปลองขายที่ร้านของเพื่อนที่สยามสแควร์ ก็ได้กำไรมาตลอด จนของในโรงงานเขาหมด"
เมื่อของสต็อคหมด คุณอมรรัตน์จึงให้ช่างวาดลายพิมพ์ออกมาเพื่อนำไปเป็นพิมพ์บนผ้า และนำไปตัดเย็บเป็นแบรนด์ของตัวเอง
"การทำเสื้อผ้าแบบนี้มัน complicate มาก คนอื่นคงไม่อยากจะมากอปปี้ เพราะมินิมัมในการพิมพ์มันสูง แล้วเราใช้ผ้าจากโรงงานที่ทำจิม ทอมป์สัน แต่ที่ทำราคานี้ได้เพราะเราคุมต้นทุนได้ fix cost เราไม่สูง เพราะเราจ่ายงาน outsource หมด"
ปัจจุบัน Hayes มีหน้าร้านที่ประตูน้ำ สำหรับสัดส่วนตลาดในประเทศและส่งออกอยู่ที่ประมาณ 20-80% โดยตลาดหลักคือยุโรป ราคาเสื้อส่งออกอยู่ที่ 180-320 บาท
"ลูกค้ามีตั้งแต่อายุ 20 กว่า ถึง 40 ปี ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ คือขายจากหน้าร้านไปส่งคาร์โก ไปส่งออกทั้งนั้น เราขายเป็นแบรนด์ของเรา เลือกไปเลย แบบไหน สีสันเท่าไหร่ ไม่มีมินิมัม" คุณอมรรัตน์ เล่าอย่างอารมณ์ดี
H-brand
เน้นเทกนิค garment dyed
เพิ่งทำตลาดเสื้อผ้าลำลองมาได้เกือบสองปี H-brand จับกลุ่มเป้าหมายวัย tween คืออายุ 10-16 ปี เป็นวัยที่อยู่ระหว่างวัยเด็กกับวัยรุ่น ทั้งผู้ชายและผู้หญิง คุณธนวัฒน์ บุณทริกพรพันธ์ ผู้จัดการแบรนด์ กล่าวถึงคอนเซปต์ของแบรนด์ว่า
"เราตั้งเป้าให้เป็น hi-class casual wear เป็น casual ที่ไม่ได้มีแค่ garment wash ธรรมดา แต่มีเรื่อง garment dyed คือย้อมเป็นตัว เป็นเทกนิคที่ทำออกมาแล้วดูสวยกว่า คือผมเอา yarn dyed (ด้ายที่ย้อมแล้ว) มาย้อมอีกที เป็นสินค้าหลักของผม" คุณธนวัฒน์ อธิบายและยอมรับว่าการแข่งขันในกลุ่มตลาดเสื้อผ้าลำลองนั้นมีคู่แข่งมาก อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่า H-brand นั้นแตกต่างจากแบรนด์อื่นชัดเจน
"ในกลุ่ม tween ยังไม่มีสไตล์แบบนี้ เสื้อผ้าเราเน้นรายละเอียดเกือบทุก item เช่น มีการตกแต่งด้วยผ้า ใช้เทกนิค garment dyed ทำให้มีเอกลักษณ์ ในตลาดตอนนี้แข่งกันเรื่องรูปแบบ ต้องทันสมัย อีกเรื่องคือต้องมีความเฉพาะตัว ต้องชัดเจน ถึงจะทำให้แบรนด์อยู่ได้ อย่างคอลเลกชั่น Summer 2009 โทนสีหวานๆ แต่มีความร้อนแรง ผมทำเทกนิค garment dyed เลยประยุกต์การย้อมได้หลายๆ แบบ" ผู้จัดการหนุ่ม กล่าวเพิ่มเติม
ในส่วนของการประชาสัมพันธ์ ทางบริษัทยังไม่เน้นการโฆษณาผ่านสื่อ แต่ใช้วิธีสร้างความน่าสนใจด้วยการจัดแต่งหน้าร้าน
"ตอนนี้เราเพิ่งเริ่มต้น คิดว่าน่าจะใช้วิธีจัดหน้าร้านให้น่าสนใจ ผมให้พนักงานขายหมุนเวียนการจัดแต่งให้เปลี่ยนไปทุกอาทิตย์ ไม่ให้ซ้ำจำเจ และให้ความสำคัญกับเรื่องของจุดขาย แบรนด์ผมมีจำหน่ายในห้าง ที่เดอะมอลล์ โรบินสัน และ เอ็มโพเรี่ยม อยู่ในแผนกเด็กทั้งหมด ตอนนี้ทำแต่ตลาดในประเทศ
การตอบรับจากปีที่แล้วกับปีนี้ก็ดีขึ้นครับ โตขึ้นประมาณ 30% ก็ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ยอดขายตอนเริ่มต้นนี่ตั้งไว้ไม่สูงเท่าไหร่ ปีหนึ่งคิดว่าน่าจะได้สัก 5 ล้าน ปีนี้น่าจะได้เท่าที่ดูยอดขายที่ผ่านมา แต่สภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดีมีผลมากครับ เห็นได้ชัดว่าคนเดินห้างน้อยลง ยอดขายก็เลยน้อยลง"
สำหรับราคาสินค้าของ H-Brand เสื้อโปโลมีราคาประมาณ 600 บาท ส่วนกางเกงยีนส์ 1,300-1,500 บาท
ทั้งนี้ H-brand เป็นแบรนด์ของบริษัท แสนทวี อินเตอร์กรุ๊ป ซึ่งมีการผลิตผ้าหลายชนิดรวมถึงผ้า yarn dyed มาเป็นเวลากว่า 50 ปี ปัจจุบันบริษัทมีการติดตั้งเครื่องย้อมการ์เมนท์ (garment dyed) ซึ่งคุณธนวัฒน์บอกว่าเป็นเทกนิคที่เหมาะกับการทำเสื้อผ้าสไตล์ casual ที่สุด เนื่องจากสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีรูปแบบที่น่าสนใจและแตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่นๆ
ส่วนชื่อ H-brand นั้น ผู้จัดการแบรนด์อธิบายว่า ตัว H มีหลายความหมายที่ดี เช่น Happy, Healthy และ High นอกจากนี้ยังมีโลโกรูปเหยี่ยวซึ่งก็คือ Hawk "ก็เป็นอีกความหมายดีๆ ครับ"
ตลาดซบ ยอดขายตก
ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ผู้ประกอบการทุกรายจึงเห็นตรงกันว่าปีนี้ขอให้ยอดขายคงที่เท่าปีก่อนก็น่าพอใจแล้ว
คุณสุภวัฒน์ ยอมรับว่า เศรษฐกิจไม่ดีทำให้ยอดขายลดลง "ปีนี้เราขอเท่าเดิมครับ แล้วปีนี้เราไม่มีนโยบายเปิดร้านเพิ่ม จากที่มีหน้าร้านและเคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้ารวม 17 แห่ง แต่เราจะเน้นเสื้อผ้าผู้หญิงเพิ่มขึ้น เพราะเสื้อผ้าผู้ชายของเราแข็งแรงแล้ว ก็อยากจะดึงเสื้อผ้าผู้หญิงของเราให้แข็งแรงตาม"
ด้านคุณศิริกันยา จาก Jira & gunyah บอกว่า สภาพเศรษฐกิจที่ผ่านมามีผลกระทบต่อยอดขายของร้านพอสมควร แต่ทางร้านก็พยายามเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ด้วยการดีไซน์ให้ลูกค้าสามารถนำเสื้อผ้าแต่ละชุดไปใส่ได้หลายๆ แบบ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่าที่จะซื้อ
ในขณะที่แบรนด์ Hayes เห็นด้วยว่าตลาดดรอปลงไปเพราะนักท่องเที่ยวน้อยลง
"สินค้าเราเป็นสินค้าต่างชาติ ไม่ใช่สินค้าสำหรับคนไทยเท่าไหร่ ก็กระทบเยอะ แต่ปีนี้น่าจะดีกว่าปีที่แล้ว เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นแต่คนเราไม่ใช้เงินนานๆ มันก็ทนไม่ไหว ก็ต้องค่อยๆ กลับมาใช้เงินมากขึ้น" คุณอมรรัตน์ ให้ความเห็น
แม้สถานะทางเศรษฐกิจและการเมืองไทยจะยังไม่เป็นใจกับผู้ประกอบการเท่าไหร่ แต่การที่แบรนด์มีจุดยืน มีคอนเซปต์ที่ชัดเจน ก็เป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้บริโภคเป้าหมายของแบรนด์นั้นๆ ให้ความสนใจและยังภักดีกับแบรนด์ แต่ผู้บริหารแบรนด์เองก็ต้องทำงานหนักเพราะในตลาดมีการแข่งขันสูงโดยเฉพาะเสื้อผ้าแนว casual ที่คนทั่วไปอาจมองว่ามีรูปแบบที่ไม่แตกต่างกันมากนัก การสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์จึงเป็นสิ่งที่ "ต้อง" ทำ และต้องทำ "ไม่หยุด"













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.