ผู้เขียนได้ไปดูงานแสดงสินค้า Licensing International Expo 2011 ที่ลาสเวกัสมา ตื่นตาตื่นใจต้องรีบมาเล่าให้ท่านผู้อ่านค่ะ
งานนี้จัดระหว่างวันที่ 14-16 มิถุนายน 2554 ที่ Mandalay Bay Convention Center, Las Vegas ผู้จัดคือ Advanstar ที่เป็นผู้จัดงานแสดงสินค้าแฟชั่น MAGIC Show, International Licensing Industry Merchandisers’ Association (LIMA) เป็นสปอนเซอร์

Licensing International Expo 2011 ถือเป็นงานแสดงสินค้าที่สำคัญที่สุดของธุรกิจ Licensing
งานนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 31 ย้ายมาจากนิวยอร์ก ดูจากผลสำรวจแล้วผู้คนดูจะชอบที่ย้ายมาที่นี่ ทั้งสถานที่จัดงานและอื่นๆ การเดินทางจากสนามบินมาที่จัดงานก็แสนสะดวก แค่ไม่กี่นาที โรงแรมต่างๆ ก็ไม่ไกล มีผู้มาชมงาน 21,000 คน มีผู้แสดงสินค้า 400 ราย จาก 90 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจัดแสดงสินค้าและสิทธิบัตรกว่า 5,000 รายการ มูลค่าการซื้อขายในงานกว่า 1.87 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ถือว่าเป็นงานสำคัญที่สุดของธุรกิจ Licensing
ผู้ที่มางานเป็นพวกที่อยู่ในธุรกิจด้านนี้ เช่น เจ้าของไลเซนส์ ผู้รับผลิตให้เจ้าของไลเซนส์ เจ้าของแบรนด์ บริษัทโฆษณา ทนายนักกฎหมาย บริษัทที่ปรึกษา เอเยนต์ด้าน Licensing ผู้ค้าปลีก ผู้จัดจำหน่ายสินค้า
นอกจากงานแสดงสินค้า มักจะมีจัดสัมมนาควบคู่ไปด้วย เป็นการให้ความรู้สร้างผู้ประกอบการ สำหรับงานนี้ LIMA สมาคมที่เป็นสปอนเซอร์รับผิดชอบการจัดโดยเรียกเสียดูดีว่า Licensing University มีหัวข้อสัมมนาให้ความรู้กว่า 30 เรื่อง เช่น ความรู้เบื้องต้นของธุรกิจ Licensing, Corporate Licensing Your Brand in the International Market, Legal Licensing Law, How the Digital World is Changing Licensing Forever, Anatomy of a License Agreement ฯลฯ
บรรยากาศงานคึกคักและครึกครื้นดีมากค่ะท่านผู้อ่าน พวกตัวการ์ตูนจากค่ายหนังใหญ่ๆ มากันเพียบ ภาพยนต์และตัวละครดังๆ นักร้องนักแสดง นักกีฬา แต่งคูหากันสวยงามดูแล้วเพลินมาก สินค้าที่มาแสดงเขาแบ่งเป็นประเภทไว้แบบนี้ค่ะ
Animation/ Anime/ Manga,
Apparel/ Fashion,
Art & Design,
Automotive,
Brands & Trademarks,
Characters,
Entertainment,
Food & Beverage,
Inspirational/ Religious/ Holiday,
Interactive/ Video Games,
Not-for-Profit/ Charitable,
Sports/ Outdoors,
Publishing,
Professional Services to the Licensing Industry
ดูแล้วก็เห็นความสำคัญของการมีแบรนด์และคุณค่าของแบรนด์ พอดังเป็นที่นิยม ก็สามารถใช้ความเป็นเจ้าของแบรนด์หรือเจ้าของกรรมสิทธิ์ขายสิทธิ์ให้ใครๆ ซื้อไปผลิตสินค้าบริการกันได้มากมาย รับทรัพย์ได้มากขี้นไปอีก พวกเอเยนต์ดูแล้วก็เป็นตัวกระตุ้นตัวหนึ่ง คูหาประเทศก็มีหลายประเทศ เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น จีน สเปน ของไทยก็มีแต่ไม่ได้ขึ้นป้ายชัดเจนว่ามาจากไทย ภาครัฐที่สนับสนุนคือกรมทรัพย์สินทางปัญญา มีโครงการนำสินค้าของบริษัทไทย 13 บริษัทมาออกงานนี้ ทั้งอาหาร ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมจากโครงการ Silk Valley และบริษัท Animation เท่าที่สอบถามดูก็มีผู้สนใจพอควร โดยเฉพาะบริษัท Animation พอใจและเห็นว่างานนี้ตรงกับธุรกิจ ส่วนสินค้าอื่นอาจไม่มากเท่าที่ควร ไปในทางรับผลิตให้เจ้าของไลเซนส์หรือมีคนจะมาสั่งไปขาย
หลังจากดูงานและศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมแล้ว คิดว่าจะแบ่งต้นฉบับเป็น 2 ตอนค่ะ ตอนแรกนี้เป็นภาพรวมอุตสาหกรรม แล้วภาคสองจะลงเรื่องรายละเอียดของแบรนด์ บริษัท และสินค้าที่น่าสนใจ
มาดูภาพรวมอุตสาหกรรมนี้กันหน่อยนะคะ จะเห็นว่าอเมริกาเป็นประเทศผู้นำในธุรกิจนี้ จากมูลค่าธุรกิจ Licensing ทั่วโลก ตามสถิติล่าสุดที่หาได้เป็นของปี 2009 ก็ถือว่าไม่เก่าเกิน คงไม่เปลี่ยนมากมายเป็นพันล้าน ยังใช้อ้างอิงกันอยู่
ของอเมริกาอยู่ที่ 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แค่ในสหรัฐฯ เองก็ปาเข้าไปถึง 95.000 ล้านเหรียญสหรัฐ และในอเมริกานี้มีมูลค่า ค่า royalty 5,500 ล้านเหรียญในปี 2001 ซึ่ง 44 % มาจากตัวคาแรกเตอร์และธุรกิจบันเทิง

คูหาผู้แสดงสินค้าจากประเทศไทยที่สนับสนุนโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา
แหล่งที่มาของรายได้มาจากธุรกิจประเภทต่างๆ ดังนี้ค่ะ
Character/ Entertainment 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ
Trademark/ Brands 963 ล้านเหรียญสหรัฐ
Fashion 911 ล้านเหรียญสหรัฐ
Sports 707 ล้านเหรียญสหรัฐ
Collegiate 175 ล้านเหรียญสหรัฐ
Art 147 ล้านเหรียญสหรัฐ
Music 117 ล้านเหรียญสหรัฐ
ส่วนที่เป็นค่ารอยัลตี้ แบ่งตาม Product category ได้ดังนี้
Apparel 976.4 ล้านเหรียญสหรัฐ
Toys & Games 958.3 ล้านเหรียญสหรัฐ
Software/ Video Games 536.8 ล้านเหรียญสหรัฐ
Accessories 450 ล้านเหรียญสหรัฐ
Gifts & Novelties 506.4 ล้านเหรียญสหรัฐ
Food & Beverages 418.3 ล้านเหรียญสหรัฐ
มูลค่าตลาดไลเซนส์กีฬา ค่ารอยัลตี้ 707 ล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่าค้าปลีก 14,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มาจากกีฬาที่ชนอเมริกันคลั่งไคล้แต่ชาติอื่นอาจไม่ค่อยสน เช่น อเมริกันฟุตบอล (National Football League: NFL), เบสบอล (Major League Baseball: MLB), Collegiate Licensing Co.,: CLC, บาสเก็ตบอล National Basketball ASSN: NBA, NASCAR, ฮอคกี้ (National Hockey League: NHL)
ในส่วนของแฟชั่น มูลค่ารอยัลตี้ 911 ล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่าค้าปลีก 15,500 ล้านเหรียญสหรัฐ
ศิลปะ มีมูลค่ารอยัลตึ้ 147 ล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่าค้าปลีก 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ
พอเป็นไอเดียให้เห็นขนาดของตลาดนะคะ
แล้วอะไรขายดี ดูตัวอย่างของตัวละครที่ขายดี อันนี้ต้องดูแยกกันตามค่ายเลยนะคะ เริ่มจากดิสนีย์ ได้แก่ Winnie The Pooh, Disney Princess, Power Rangers, Lizzie McGuire ถ้าจากค่าย Warner Bros ก็จะมี Looney Tunes: Back in Action, Harry Potter, Scooby-Doo ส่วนค่าย Nickelodeon มี Spongebob Squarepants, Dora The Explorer, Blue’s Clues, Jimmy Neutron, Rugrats
นอกจากค่ายดังที่กล่าวมาแล้ว ก็มีบริษัทอื่นๆ ที่เป็นเจ้าของไลเซนส์ เช่น Hit Entertainment, 4kids Entertainment, Marvel, Mattel, United Media
เทรนด์ที่น่าสนใจมีหลากหลาย เพราะแล้วแต่รสนิยมผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม ยุคนี้เป็นยุค niche ใช่ไหมคะ เขาก็มีพวกเขา เช่น พวก Retro ย้อนยุคกลับมาเป็นที่นิยม แล้วก็พวกนักร้องนักแสดงก็เอามาขายไลเซนส์ได้และขยายตัวมาก ซึ่งก็มีหลายประเภท วงร็อคอย่าง KIZZ หรือนักมวยปล้ำก็ยังขายได้
พวกของเล่น พอได้ไลเซนส์มาก็ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น เราก็คุ้นกันอยู่แล้วกับตุ๊กตาหรือของเล่นอื่นๆ ที่มาจากหนังฮิตๆ ทั้งหลาย แม้แต่บริษัทรถยนต์ยังขายไลเซนส์กันได้ เช่น BMW นอกจากนี้ พวกอาหารและเครื่องดื่มก็มาผลิตตามไลเซนส์กันมากขึ้น คิดเป็น 25% ของไลเซนส์บริษัททั้งหมด ตัวอย่างเช่น โคคาโคล่า เริ่มไลเซนส์แบรนด์เพื่อปกป้องเครื่องหมายการค้า ผลคือสร้างรายได้ให้บริษัทถึง พันล้านเหรียญสหรัฐ
พวกสินค้าสุขภาพความงามมีแนวโน้มจะขยายมาเป็นสินค้าไลเซนส์มากขึ้น เร็วๆ นี้เพิ่งไปสำรวจตลาดที่ Target มา เห็นมีขายลิปมัน ทั้ง Hello Kitty และ M&M
พวกเคเบิลทีวีที่มีรายการของตัวเองก็เข้ามาร่วมวงด้วย แล้วยังงานศิลปะของศิลปินดังๆ มาไลเซนส์เป็นการ์ด หนังสือ ถุง ปกสมุด สารพัดแล้วแต่จะคิดได้
นักแสดง ทั้งที่มีชีวิตอยู่และที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ชื่อเสียงความนิยมยังประดับไว้ในโลกา เช่น มาริลีน มอนโรว์ นิยมนำรูปไปทำโปสเตอร์ ไปทำหุ่นตัวเล็กๆ ไว้ดูแล่นก็มี
องค์กรไม่หวังผลกำไร องค์กรการกุศล เช่น พิพิธภัณฑ์ ลูกเสือ ก็ยังขายไลเซนส์ได้ นัยว่าเพื่อช่วยการกุศล
แต่ที่มากที่สุดเป็นพวกค่ายเอ็นเตอร์เทนเมนท์ทั้งหลาย มีตัวการ์ตูน ตัวละครจากภาพยนต์ ทีวีต่างๆ
สำหรับการไลเซนส์สินค้าของพวกบริษัทถือว่าเป็นการเสริม brand awareness ที่เสี่ยงน้อย แต่ได้ส่งเสริม core product แล้วยังขยายกลุ่มลูกค้าไปกลุ่มใหม่ๆ ได้อีกด้วย ปกป้องเครื่องหมายการค้าของตัวเอง (ถ้าไม่ทำอาจมีคนอื่นไปช่วยทำให้ อย่ากระนั้นเลย ทำเองดีกว่า รายได้ไม่กระเด็นไปให้ใคร)
คาดว่าอนาคตของการออกไลเซนส์ของบริษัทต่างๆ คงเพิ่มขึ้น แต่อาจเป็นในอัตราที่ต่ำลง อย่างไรก็ดี ในวงการคาดกันว่าค่ารอยัลตี้คงค่อยๆ เพิ่มขึ้น และแต่ละดีลจะใหญ่ขึ้น ค่าประกัน guarantees น่าจะลดลง ในขณะที่ค่ารอยัลตี้ทรงตัว ที่น่าจับตามองคือ cross licensing จะมีมากขึ้น
อนาคตของไลเซ่นระดับค้าปลีก รายเล็กๆ จะทำยากเพราะเล็กไป ไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายพอ คนให้ไลเซนส์ตอนนี้ติดต่อตรงกับผู้ค้าปลีก
ตลาดต่างประเทศขยายตัว เช่น แคนาดา ยุโรป ญี่ปุ่น อินเดีย ตลาดต่างประเทศนี้อาจไม่มีใครใหญ่เท่าอเมริกา แต่ก็มีความนิยมไลเซ่นส์สินค้าแตกต่างกัน เช่น ในอิตาลี Licensing พวกเอนเตอร์เทนเมนท์ไม่มากเหมือนอเมริกา แต่ไปมากที่กลุ่มแฟชั่นกับรถยนต์ สูงถึง 60% ของสินค้าที่ไลเซนส์ในตลาดรีเทล แม้แต่รถเวสป้ายังทำไลเซนส์ขายสินค้าได้ตั้งหลายอย่าง ส่วนประเทศเยอรมนี ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ นิยมไลเซ่นส์ที่เป็นของเล่นและเสื้อผ้า
ตลาดจีนที่มองข้ามไม่ได้ก็ขยายตัวมาก ไม่แต่แบรนด์อินเตอร์เท่านั้น แม้แต่แบรนด์จีนเองก็ป๊อปปูล่าใช่ย่อย แบรนด์ที่ฮิตสุดของจีนในการขายไลเซ่นส์คือ Pleasant Goadt and Big Big Wolf ขายกันได้เป็นล้านทีเดียวค่ะ พวกเสื้อยืดของตัวละครหรือหนังดังๆ เช่น Transformer, Kung Fu Panda ก็ขายได้ทะลุเป้าcross over between licensing and other industry จะมีมากขึ้น บริษัทของเล่นของจีนหันมาทำหนังการ์ตูน แล้วก็ไปทำทีวี เป็นเจ้าของ kid channel ตามด้วยไปเป็นเจ้าของบริษัทเสื้อผ้าเด็ก
เห็นภาพรวมกันไปแล้วนะคะ คราวหน้ามาดูรายละเอียดกัน













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.