เดรสของสตรียังผลิตจากผ้ายีนส์ ปัจจุบันคนไทยชอบสะสมยีนส์เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 8 ตัวต่อคน จากเดิมที่เคยสะสมเฉลี่ย 6 ตัวต่อคน ธุรกิจยีนส์จึงแข่งขันสูง เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดยีนส์ที่มีมูลค่าเฉียด 6,000 ล้านบาท
สงครามยีนส์ระอุ แบรนด์ดังหันใช้กลยุทธ์ “ดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง” ผ่านช่องทาง social network ขยายฐานลูกค้าวัยรุ่น ทั้ง Lee และ ลีวายส์ ด้านแม็คยีนส์ตั้งเป้ารายได้กว่า 1,700 ล้านบาท น้องใหม่แบรนด์ Explendid เผยคอลเลกชั่นแรกในงาน BIFF&BIL 2011 ขอแชร์ตลาดยีนส์ ส่วน ยงวัฒนา การ์เม้นต์ กลับมาเจาะตลาดรัสเซีย ซึ่งมีการบริโภคยีนส์สูง เนื่องจากค่าน้ำแพง ผู้บริโภคจึงไม่นิยมซัก ใส่ยีนส์แล้วทิ้ง
Lee รุกตลาดวัยรุ่นด้วย social network
คุณวราวุธ มัทนพจนารถ ผู้อำนวยการอาวุโสผลิตภัณฑ์ Lee เปิดเผยว่า ปัจจุบันไลฟ์สไตล์คนไทยเปลี่ยนไป ในการทำงานก็แต่งตัวลำลองมากขึ้น สามารถใส่ยีนส์ทำงานได้ ปัจจุบันคนไทยซื้อยีนส์เฉลี่ยเดือนละสองครั้ง แต่ละครั้งใช้จ่ายประมาณ 2,500 บาทต่อคน นอกจากนี้คนไทยยังนิยมสะสมยีนส์มากขึ้น เฉลี่ย 8 ตัวต่อคน จากอดีต 6 ตัวต่อคน แต่หากเป็นในยุโรปสะสมยีนส์คนละประมาณ 12-14 ตัว
ตลาดยีนส์ในเมืองไทยโดยรวมมีมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท เฉพาะยีนส์ที่วางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้ามีมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท โดยมี ลีวายส์® ครองอันดับ 1 มีสัดส่วนตลาดประมาณ 25% ตามมาด้วยแบรนด์ Wrangler ด้วยสัดส่วนการตลาดประมาณ 22% และแบรนด์ Lee มีสัดส่วนประมาณ 20% ปัจจุบันลูกค้ากลุ่มใหญ่ของ Lee คือกลุ่มวัยรุ่น ประมาณ 30-40% รองลงมาคือกลุ่มลูกค้าอายุ 25-30 ปี เป็นผู้ชาย 70% ผู้หญิง 30% แต่อนาคตบริษัทจะเพิ่มไลน์เสื้อผ้าผู้หญิงมากขึ้น ซึ่งจะทำให้สัดส่วนเปลี่ยนเป็น ผู้ชาย 60% ผู้หญิง 40%
“ปีที่ผ่านมา Lee เน้นทำการตลาดแบบ below the line เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นอายุ 18-25 ปี นอกจากนั้น Lee ได้ริเริ่มทำ fan page ใน facebook เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยใช้ชื่อว่า Lee Club Thailand เน้นเข้าถึงกลุ่มลูกค้าโดยตรง เพื่อมอบสิทธิพิเศษต่างๆ ให้กับสมาชิก เช่น การเลือกคอลเลกชั่นของ Lee ก่อนใคร กิจกรรม Meet & Greet กับดารา ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 6,000 คน ตั้งเป้าสิ้นปี 2554 จะมีสมาชิกเพิ่มเป็น 10,000 คน โดยวางงบการตลาดไว้ 35 ล้านบาท เน้นทางสื่อออนไลน์มากขึ้น”
การออกคอลเลกชั่น Lee ยังเน้นนวัตกรรมอย่างสม่ำเสมอ เดือนมีนาคมที่ผ่านมาได้เปิดตัว Lee Waterproof ยีนส์กันน้ำรุ่นล่าสุดด้วยเทคโนโลยีพิเศษใช้เคลือบผิวผ้า ซึ่งมีประสิทธิภาพกันน้ำได้ ระบายอากาศได้ดี
“ปกติกางเกงยีนส์ราคาเฉลี่ยตัวละ 1,600-1,900 บาท รุ่น waterproof ราคา 2,500 บาท ขายดีมาก คนไทยไม่กลัวราคา เพราะเขาอยากได้ยีนส์ที่มีนวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ผ่านมาบริษัทก็มีปรับราคาสินค้าขึ้น 10% เพราะวัตถุดิบขึ้นราคา แต่ด้านหนึ่งก็พยายามลดต้นทุนการผลิต คือเพิ่มทักษะพนักงาน จากเย็บได้คนละ 10 ตัว เพิ่มเป็น 15 ตัว ถ้าปลายปีวัตถุดิบยังขึ้นราคาอยู่ก็คงต้องปรับอีกครั้ง สำหรับผลประกอบการ จากไตรมาสแรกของปีนี้ยอดขายเพิ่มขึ้น 20% ปี 2554 ตั้งเป้าว่ายอดขายจะเพิ่มอย่างต่ำ 15-20% หรือประมาณ 3,600-4,000 ล้านบาท และขยายชอปเพิ่มอีก 10 ชอป” ผู้อำนวยการอาวุโสผลิตภัณฑ์ Lee กล่าว

คุณวราวุธ มัทนพจนารถ ผู้อำนวยการอาวุโส Lee กับแผนรุกตลาดวัยรุ่นด้วย social network

คุณวิวัฒน์ ชือไพเวสน์ เผย ยงวัฒนา การ์เม้นต์ เตรียมลุยตลาดยีนส์รัสเซียซึ่งมีการบริโภคยีนส์สูง

คุณชูเกียรติ หัตถสุวรรณ จาก H Fashion นำ Explendid ร่วมแชร์ตลาดยีนส์
Explendid ขอแชร์ตลาด
คุณชูเกียรติ หัตถสุวรรณ Brand Manager, H Fashion Co., Ltd. ผู้ผลิตยีนส์แบรนด์ Explendid เปิดเผยว่า หลังจากสั่งสมความรู้ ประสบการณ์ ในการผลิตยีนส์ให้กับแบรนด์ดังๆ ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ ลีวายส์ แม็ค AIIZ และ Gap ในนามบริษัท เทพฤกษ์ จำกัด มากว่า 26 ปี จึงได้เปิดแบรนด์ยีนส์น้องใหม่เพื่อขอแชร์ตลาดยีนส์ที่โตขึ้น
‘Explendid’ มาจากการเล่นคำสองคำ คือ Extra กับ Splendid เป็นยีนส์สำหรับหนุ่ม young executive ที่เริ่มประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่ยังชอบการแต่งกายแบบวัยรุ่น อาจใส่เสื้อเชิ้ต แจ็กเกต คู่กับกางเกงยีนส์ โดยเพิ่งเปิดตลาดโชว์ศักยภาพในงาน BIFF&BIL 2011 เดือนเมษายนที่ผ่านมา
“ผมว่าแต่ละปีตลาดยีนส์ในเมืองไทยโตขึ้น มีลูกค้ามองหาเสื้อผ้ายีนส์แบบใหม่ๆ แม้แต่ชุดเดรสของผู้หญิงในปัจจุบันยังผลิตด้วยยีนส์ทั้งตัว แต่ Explendid เราเจาะตลาดผู้ชาย ราคาเกงยีนส์เริ่มที่ 1,800-3000 บาท เสื้อเชิ้ตราคาประมาณ 1,400 บาท เราเพิ่งนำไปเปิดตัวคอลเลกชั่นแรกในงาน BIFF&BIL 2011 เพราะอยากให้หลายๆ คนได้รู้จักแบรนด์ Explendid อยากเจอบายเออร์ที่มีชอปนำแบรนด์เราไปขาย ตั้งเป้าเปิดชอปแรกที่ Terminal 21 ในเดือนตุลาคม และใน 3 เดือนจะเปิดเพิ่มอีก 1 ชอป ภายในหนึ่งปีน่าจะมี 4 ชอป ต่อไปคาดหวังมีชอปทั่วประเทศ แล้วขยายไปประเทศใกล้เคียงเรื่อยๆ” คุณชูเกียรติ เผยถึงเป้าหมาย
ยงวัฒนา เจาะตลาดรัสเซีย
บริษัท ยงวัฒนา การ์เม้นต์ จำกัด ก่อตั้งมา 25 ปี เริ่มจากธุรกิจซื้อยีนส์สำเร็จรูปมาขายในตลาดต่างจังหวัด จนได้เข้ามาในตลาดโบ๊เบ๊จึงเริ่มสร้างแบรนด์ของตัวเอง โดยสองแบรนด์แรกคือ Media Jeans และ Live’s Jorrom Jeans เจาะตลาดล่าง แบรนด์ Bluetec Jeans ขายให้ตลาดอัฟริกา และแบรนด์ Playground Jeans กับ Decent Jeans เน้นตลาดระดับบน โดยสองแบรนด์หลังนี้เพิ่งเกิดได้ประมาณสามปี พร้อมกับมีธุรกิจรับจ้างผลิตยีนส์
“เหตุผลที่ขยับมาทำแบรนด์ในระดับสูงขึ้นเพราะตลาดกลุ่มล่างมีทั้ง จีน เวียดนาม เข้ามาแย่งตลาด ซึ่งเราสู้เรื่องราคาไม่ได้ แม้สัดส่วนการขายยีนส์ในกลุ่มล่างจะขายได้มากกว่าแต่กำไรน้อยกว่าถ้าเทียบกับตลาดระดับบน และในตลาดล่างมีผู้ผลิตจำนวนมาก เพราะการผลิตทำได้ง่าย การเลือกวัตถุดิบหรือการออกแบบมีขีดจำกัด เพราะถูกกำหนดด้วยราคาขาย ต่างจากตลาดกลุ่มบนที่ไม่มีข้อจำกัดด้านราคา สามารถออกแบบและมีผ้าให้เลือกหลากหลาย เฉพาะที่ผมเลือกมีกว่า 600 ไอเท็ม แล้วผมเลือกผ้าที่มีคุณสมบัติคือ ผลิตจากเส้นด้ายเบอร์เล็ก เนื้อละเอียด นุ่ม เมื่อนำไปสวมใส่แล้วไม่ระคายผิว ถึงแม้ในตลาดล่างจะกอปปี้ได้รวดเร็วมาก ใช้เวลาไม่เกินสองอาทิตย์เท่านั้น แต่กว่าตลาดล่างจะ sourcing ผ้าได้ เราก็ขายคอลเลกชั่นนั้นและพัฒนายีนส์รุ่นต่อไปแล้ว ผมว่าปัจจุบันคนแต่งตัวดีขึ้น รู้จักเลือกซื้อ ถึงแม้สินค้าจะแพงกว่า แต่เขาเพิ่มเงินเพียงอีกนิดก็ได้สินค้าที่คุ้ม ทน สวยกว่า” คุณวิวัฒน์ ชือไพเวสน์ ผู้จัดการทั่วไป อธิบาย
นอกจากนี้บริษัทยังรับจ้างผลิตยีนส์ในกับผู้นำเข้าในตลาดอเมริกา ตะวันออกกลาง อัฟริกา และเริ่มกลับมาทำตลาดรัสเซียอีกครั้ง ซึ่งรัสเซียถือเป็นตลาดยีนส์ที่ค่อนข้างใหญ่ เพราะค่าน้ำในประเทศรัสเซียแพง การซักยีนส์จะแพงกว่าซื้อใหม่ ดังนั้นผู้บริโภคจะใส่ยีนส์ 2-3 อาทิตย์แล้วทิ้ง
“คุณพ่อเคยทำตลาดรัสเซียมาก่อน แต่ที่หายจากตลาดรัสเซียไปสามปีเพราะจีนทำราคาได้ถูกกว่า พอผมกลับมาทำตลาดรัสเซียอีกครั้ง ผมเลือกทำสิ่งที่แตกต่าง โดยมีการพูดคุยกับบายเออร์ว่าจะร่วมกันพัฒนาสินค้าที่แตกต่างจากจีน ตอนนี้บายเออร์สั่งผลิตยีนส์ครั้งละ 12,000 ตัว ใช้เวลาผลิตประมาณ 40 วัน”
คุณวิวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า การรับจ้างผลิตยีนส์ทำให้ทราบความต้องการยีนส์ของลูกค้าในแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน ขึ้นกับฤดูกาลด้วย เช่น ประเทศรัสเซียไม่นิยมสวมยีนส์สีอ่อนในฤดูหนาวเพราะจะดูกลืนไปกับหิมะ แต่จะหันมาใส่ยีนส์สีเข้ม ส่วนเรื่องการฟอก ตลาดตอนบนของอเมริกากับรัสเซียจะชอบยีนส์ที่ฟอกแบบหวือหวา ต่างจากอัฟริกาที่ชอบยีนส์ที่ฟอกแบบเรียบๆ ไม่แฟชั่นมาก
“ผมเข้ามาทำธุรกิจนี้ประมาณ 5-6 ปี มองว่าถ้าไม่พัฒนาสินค้า ถ้าย่ำอยู่กับที่ก็เหมือนรอระเบิดเวลา และการที่บริษัทสร้างแบรนด์ของตัวเองด้วยเพราะมองว่าเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนกว่าแค่รับจ้างผลิตที่มีราคาเป็นปัจจัยหลัก ลูกค้าอาจย้ายไปแหล่งผลิตที่ราคาถูกกว่า และปัจจุบันมียีนส์จากต่างประเทศเข้ามาในเมืองไทยมากขึ้น เราต้องขยับตัวเองขึ้นมา ทำในสิ่งที่แตกต่าง ขายในระดับที่สูงขึ้น
“ทุกวันนี้ผมพยายามสร้างซัพพลายเชน ไม่ทำเองทุกขั้นตอน ทำแต่สิ่งที่ตนเองถนัด นอกจากนั้นก็ให้พันธมิตรเราได้มีเวลาทำมาร์เก็ตติ้ง และระยะสั้นเราตั้งเป้าว่าจะเปิดชอปที่โรงงานทอผ้า ขณะนี้ได้มีการพูดคุยกับโรงทอผ้าแล้ว การไปเปิดชอปในโรงทอเท่ากับโรงทอผ้าได้ประชาสัมพันธ์ตัวเองมากขึ้น เราเองก็ได้รับข้อมูลไปพัฒนาสินค้า” คุณวิวัฒน์ เผย
ลีวายส์ เน้น “ดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง”
ปัจจุบันภาพรวมตลาดยีนส์แฟชั่นของประเทศไทยมีการเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 15% จากมูลค่าตลาดรวมเดิมที่ 5,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 5,750 ล้านบาท โดยลีวายส์มีการเติบโตตามตลาดประมาณ 15% และยังคงครองตำแหน่งความเป็นผู้นำตลาดยีนส์ด้วยส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 40% ในปี 2554 เป็นผลมาจากการดำเนินกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการออกผลิตภัณฑ์ยีนส์ที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย พร้อมกับเพิ่มช่องทางขยายฐานกลุ่มลูกค้าวัยทีนด้วยกลยุทธ์การตลาด “ดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง” ที่เน้นการสื่อสารผ่านช่องทาง social network รูปแบบ เรียลลิตี้ คลิป ออนไลน์ ใน facebook: Levi’s Thailand มั่นใจจะขยายฐานสมาชิกได้มากกว่า 10,000 คน ตั้งเป้าครองผู้นำตลาดยีนส์ด้วยส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 40% ในปี 2554
คุณพรศีล บุทกัสกา ผู้จัดการฝ่ายการตลาดกลุ่มเสื้อผ้าแฟชั่น บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจัดจำหน่ายเครื่องแต่งกายและยีนส์ แบรนด์ลีวายส์® เปิดเผยว่า “วางแผนใช้งบประมาณ 10% ของยอดขายทั้งหมดในปีนี้ เพื่อดำเนินกิจกรรมการตลาดและสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย ทั้งบิลบอร์ด โฆษณาตามสื่อต่างๆ อาทิ รถไฟฟ้าใต้ดิน หน้าร้านลีวายส์ รวมทั้งการถ่ายแฟชั่นแนะนำสินค้าตามนิตยสาร ปีนี้เราตั้งเป้าหมายในการรุกเจาะกลุ่มแฟชั่นนิสต้าและกลุ่มวัยทีนด้วย “ดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง” ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ (social network) เพื่อสร้างฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยได้เปิดตัวแคมเปญ “Levi’s® Live The Dream – On The Road” แคมเปญที่ท้าให้คนรุ่นใหม่แหวกกรอบเดิมๆ กล้าออกเดินทางค้นหาประสบการณ์และสานฝันให้เป็นจริง พร้อมบันทึกเรื่องราวความรู้สึกความประทับใจที่ได้รับตลอดเส้นทางแห่งการสานฝันผ่านสมุดบันทึก และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ผ่านโลกออนไลน์ เพื่อให้อีกหลายๆ คนลุกขึ้นก้าวออกจากกรอบต่อไป”
แนวคิดของแคมเปญ“Levi’s® Live The Dream – On The Road” จะบันทึกผ่านเรื่องราวของผู้เข้าแข่งขันสามรายที่มีใจรักการผจญภัย ที่จะออกเดินทางค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในรูปแบบ เรียลลิตี้ คลิป ออนไลน์ ผ่านทาง Facebook: Levi’s Thailand โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนด้ร่วมติดตามภารกิจและรูปแบบการนำเสนอของผู้เข้าแข่งขันอย่างใกล้ชิด
“หลังจากคิกออฟแคมเปญนี้คาดว่าจะกระตุ้นจำนวนสมาชิกของ Facebook: Levi’s Thailand ให้เพิ่มขึ้นมากกว่า 10,000 คน นอกจากนี้เราได้เตรียมขยายช่องทางการจำหน่าย แบ่งเป็น shop-in-shop ในห้างสรรพสินค้า 106 แห่ง และรูปแบบร้านสแตนด์อะโลน 29 แห่ง เพิ่มขึ้นอีก 5-6 สาขา ซึ่งสาขาแรกที่จะเปิดในปีนี้ได้แก่ สาขาเชียงราย ในเซ็นทรัลและโรบินสัน ส่วนสาขาอื่นๆ จะทยอยเปิดภายในไตรมาสที่ 3 ของปี สำหรับครึ่งปีหลังจะเปิดชอปลีวายส์เพิ่มที่ เทอร์มินัล 21 (อโศก) ซึ่งจะเป็นชอปที่ใหญ่สุดของลีวายส์ พร้อมกับออกคอลเลกชั่น “Levi’s® 501” ไอคอนแฟชั่นยีนส์สำหรับผู้ชาย และ “Levi's Curve ID” ในกลุ่มผู้หญิง” คุณพรศีล กล่าว
คุณพรศีล เปิดเผยด้วยว่า ปีนี้ตั้งเป้า Levi’s® 501 โตไม่ต่ำกว่า 25% หรือพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากปีที่ผ่านมา จากปัจจุบันที่เติบโตแล้วถึง 15% ซึ่งลีวายส์® 501 เป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 25% ของยอดขายลีวายส์ทั้งหมด ขณะที่ Levi's Curve ID มียอดขายเติบโตประมาณ 5% และแบรนด์ลีวายส์ถือเป็นแบรนด์ที่มี top of mind มากกว่า 90%”

แม็คยีนส์ ตั้งเป้าขาย 1,700 ล้านบาท
ทันทีที่มารับตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร บริษัท พี.เค.การ์เม้นท์ (อิมปอร์ต-เอ็กซ์ปอร์ต) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายแม็คยีนส์ (Mc Jeans) คุณธนา เธียรอัจฉริยะ ตั้งเป้าสร้างรายได้กว่า 1,700 ล้านบาท ด้วยสี่ยุทธศาสตร์หลัก ประกอบด้วย พัฒนาการของแบรนด์ (Brand evolution) นวัตกรรมของสินค้า (Product innovation) ประสิทธิภาพของการผลิต (Production efficiency) และ การกระจายสินค้าที่เข้าถึงผู้บริโภค (Effortless distribution)
“สิ่งแรกที่จะได้เห็นคือการสร้างแบรนด์ เพราะแบรนด์ถือเป็นหัวใจที่จะทำให้การตลาดเดินไปข้างหน้า บริษัทต้องการสร้างแบรนด์แม็คยีนส์ให้เป็นแบรนด์ที่คนนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ (Top of Mind) ซึ่งจะเริ่มจากการปรับโลโก้และการสร้างชอป จะมีการนำโซเชียลมีเดียเข้ามาเป็นตัวขยายแบรนด์ จะนำจุดแข็งคือเรื่องของฟิตติ้ง รูปทรงที่เหมาะกับคนไทย ทำเป็น story มีเซเลปเข้ามาช่วยเสริม ให้ลูกค้าได้ทดลองสวมใส่ ตามเป้าหมายของแบรนด์ที่ต้องการขยายฐานลูกค้า โดยเฉพาะการเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นให้มากขึ้น ส่วนแผนงานทั้งหมดคาดว่าจะเห็นความชัดเจนมากขึ้นภายใน 1 ปี ทั้งในแง่ของการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดและการสร้างรายได้” ผู้บริหารหน้าใหม่ในวงการยีนส์ กล่าว
ยีนส์ เครื่องแต่งกายที่ครองใจผู้บริโภคมากว่าทศวรรษ ไม่แปลกที่จะมีผู้สนใจมาร่วมแชร์เค้กในธุรกิจนี้ แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตรายเก่าหรือรายใหม่ หากไม่สามารถครองใจผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เค้กก้อนนี้ก็อาจไม่หวานหอม













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.