โดยศึกษาแนวทางจาก 6 ประเทศที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งศูนย์รวมการผลิตและการค้าอัญมณีของโลก ได้แก่ จีน อินเดีย อิสราเอล เบลเยี่ยม สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (ดูไบ) และสหรัฐอเมริกา โดยได้เผยแพร่ในงานประชุมเชิงนโยบายเรื่อง “ยุทธศาสตร์และแผนปฎิบัติการผลักดันของประเทศไทย สู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลก”
ผศ. ดร. กฤติณี หัวหน้าโครงการการศึกษาปัจจัยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลก เผยถึงผลการวิเคราะห์ที่ทำให้ 6 ประเทศดังกล่าวประสบความสำเร็จว่า ประกอบไปด้วยปัจจัยสามประการหลัก ได้แก่ นโยบายของภาครัฐที่ต้องอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ การส่งเสริมภาคการผลิตให้มีการขยายตัว และการส่งเสริมภาคการค้า
นโยบายของภาครัฐบาลต้องทำหน้าที่ในการสนับสนุน ประสานให้เกิดความคล่องตัวในการทำธุรกิจ ในขณะที่เอกชนต้องจับมือรวมกลุ่มเป็น
คลัสเตอร์ มีหน้าที่สำคัญนำนโยบายของภาครัฐไปปฎิบัติ และสร้างอำนาจในการต่อรองเจรจากับภาครัฐ เพราะนโยบายของภาครัฐที่เหมาะสมในช่วงเวลาหนึ่งอาจไม่เหมาะสมเมื่อช่วงเวลาเปลี่ยนไป แต่การที่สองส่วนนี้จะประสบความสำเร็จได้นั้น ประเทศที่ประสบความสำเร็จต้องมีหน่วยงานหนึ่งคือ Industrial Specialized Unit ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ภาครัฐจากกระทรวงต่างๆ ซึ่งมีความรู้ความชำนาญทางอัญมณีเครื่องประดับ และภาคเอกชนมารวมตัวกันทำงาน
ปัจจัยต่อมาคือการส่งเสริมให้ภาคการผลิตมีการขยายตัวเองไปสู่ภาวะ economy of scale คือทำให้การขยายตัวนั้นนำไปสู่การลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งในการขยายตัว economy of scale พบว่าหลายๆ จำเป็นต้องอาศัยการลงทุนจากต่างชาติ ทำให้เกิดปัญหาคือจะเป็นแหล่งให้ต่างชาติเข้ามาใช้ประโยชน์ อาทิ แรงงานราคาต่ำ ดังนั้นในการนำนักลงทุนต่างชาติเข้ามาไม่ใช่แค่ให้เกิดเงินไหลเวียนในประเทศและทำให้การส่งออกเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ต้องนำไปสู่การถ่ายโอนเทคโนโลยี ผันไปเป็นกระบวนการเรียนรู้และการศึกษาของคนในชาติ นำไปสู่แรงงานที่มีคุณภาพขึ้น เมื่อแรงงานมีความรู้และคุณภาพจะเกิด know-how ที่จะขยายตัวเองต่อไปได้
ปัจจัยต่อมาคือ ประเทศที่ประสบความสำเร็จมีการส่งเสริมภาคการค้าสามส่วน คือการบริโภคในประเทศ การส่งเสริมการส่งออก ซึ่งต้องมีการทำตลาดเพื่อส่งเสริมการส่งออก และการทำการค้าระหว่างอุตสาหกรรม เช่น ระหว่างอุตสาหกรรมอัญมณีเครื่องประดับกับอุตสาหกรรมแฟชั่นเสื้อผ้า เครื่องหนัง อสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ ฯลฯ
ปัจจัยที่โดดเด่นของประเทศศูนย์กลางอัญมณีโลก
จีน เปรียบได้กับผู้มาใหม่ในตลาด (new comer) ปัจจัยที่จีนให้ความสำคัญล้วนเป็นปัจจัยพื้นฐาน อาทิ การส่งเสริมการลงทุนในประเทศ นโยบายภาครัฐของจีนที่น่าสนใจคือ มุ่งไปทางประสานให้เกิดการรวมพลัง หน่วยงานราชการต่างๆ ในจีนไม่ทำงานทับซ้อนกัน ส่วนภาคเอกชนมีการรวมตัวใช้ชื่อว่า Shanghai Diamond Exchange ซึ่งสามารถรักษาประโยชน์และอำนาจต่อรองเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางการค้า เช่น การยกเว้นภาษีนำเข้า การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเพชรก้อน นอกจากนั้นยังส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในประเทศ แต่จีนก็มีปัญหาเดียวกับเรา คือคนต่างชาติหวังเข้ามาใช้แรงงานราคาถูก คนจีนจึงใช้วิธี Copy & Development
ในขณะเดียวกันจีนก็ส่งเสริมการบริโภคในประเทศ แต่ไม่ใช่ลักษณะใครมีเงินก็ซื้อ ประเทศจีนต้องการส่งเสริมให้เกิดการบริโภคที่ทันสมัย ส่วนการส่งเสริมการส่งออก ประเทศจีนมีสินค้าหลายเกรดตั้งแต่เกรดต่ำจนถึงของดี ฉะนั้นในการส่งเสริมอัญมณีจึงเลือกกลุ่มที่มีความสามารถพอส่งเสริมได้ แล้วจับมือกับฮ่องกงซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าศึกษาถึงตลาด โดยฮ่องกงมีนิตยสารสำคัญชื่อ Hong Kong Jewelry Collection ผลิต 10,000 เล่มต่อครั้ง แต่จะมีจำนวน 2 พันเล่มที่ส่งตรงถึง buyer รายใหญ่ทั่วโลกเพื่อให้รับรู้ข่าวสารข่าวสารความเปลี่ยนแปลงในจีน
อินเดีย ฉายามือประสานสิบทิศ อินเดียเติบโตได้เพราะรู้จักสร้างเครือข่าย ภาครัฐของอินเดียพยายามที่จะสร้างความร่วมมือกับทุกประเทศ เช่น การร่วมมือกับอิตาลี โดยอิตาลีใช้อินเดียเป็นฐานผลิตเพราะมีแรงงานราคาไม่สูง ทำให้อินเดียได้โอกาสเรียนรู้ดีไซน์อิตาลีไปด้วย นอกจากการจับมือข้ามประเทศแล้ว ยังจับมือข้ามอุตสาหกรรม โดยเอาอุตสาหกรรมอัญมณีเชื่อมโยงกับซอทฟ์แวร์ เอาซอฟท์แวร์ทั้งหลายมาปรับกระบวนการผลิตให้มีต้นทุนถูกขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และจับมือข้ามไปถึงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ อสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ ฯลฯ
ในเรื่องการส่งออก เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นผู้บริโภครายใหญ่ คนอินเดียจึงไปตั้งบริษัทย่อยอยู่ในตลาดนี้ โดยทำหน้าที่เชื่อมโยงคู่ค้าและส่งเสริมการค้า เป็นการทำงานเชิงรุก
อิสราเอล เป็นเสมือนผู้ขับเคลื่อนในตลาด อาศัยจุดเด่นที่เข้มแข็งคือการสร้างเทคโนโลยี know-how ผลิตแต่สิ่งใหม่ๆ ยากๆ อิสราเอลจึงไม่เพียงแต่เน้นเรื่องการวิจัยพัฒนาเท่านั้น หากยังมีการทดลองใช้เพื่อจะนำผลที่ได้ไปปรับปรุง ผลที่เห็นคือ อิสราเอลนำเอาเทคโนโลยีมาเป็นตัวทดแทนส่งเสริมให้การผลิต จากอดีตอิสราเอลเคยมีช่างเจียระไนมากถึง 2 หมื่นคน ปัจจุบันใช้แค่ 3,200 คน ซึ่งจำนวนคนที่ลดน้อยลงแต่ศักยภาพการผลิตไม่ได้ลดลง กลับจะเพิ่มขึ้น ปัจจุบันเพชรที่มีเหลี่ยมใหม่ๆ ออกสู่ตลาดล้วนมาจากอิสราเอล ในแง่การส่งออก อิสราเอลตระหนักดีถึงกลยุทธ์ diversify market ไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งเป็นหลัก แต่ได้มองไปที่ประเทศจีน และได้พัฒนาเว็บไซต์มีภาษาจีนกลางเป็นภาษาที่สามของประเทศ
เบลเยี่ยม วางตัวเป็น Polisher เน้นไปที่การขัดเจียระไนให้มันวาวมากขึ้น ดังนั้นสิ่งที่เขาให้ความสำคัญเป็นเรื่องปัจจัยพื้นฐานในการทำธุรกิจ การศึกษา กฎหมาย การเงิน ในเบลเยี่ยมมีมหาวิทยาลัยที่สอนการทำธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องอัญมณีเฉพาะ อาทิ วิธีการทำการตลาดของเครื่องประดับ ธุรกรรมการเงินของเครื่องประดับ
เบลเยี่ยมตระหนักดีว่าการทำงานของภาครัฐต้องเป็นไปเพื่อให้เกิดความลื่นไหล เพราะเขากังวลคู่แข่งคือดูไบ จึงได้พยายามปรับกลยุทธ์ เช่น แนวทางในการขอหักลดหย่อนภาษี เบลเยี่ยมเป็นประเทศเดียวในสหภาพยุโรปที่ต้องมีการขอใบอนุญาตนำเข้าส่งออก ทำให้กลุ่มสหภาพยุโรปไม่ค่อยพอใจ ดังนั้นปัจจุบันทางรัฐบาลกำลังพิจารณาแก้กฎข้อนี้
ดูไบ เป็น Smoother นโยบายภาครัฐทุกอย่างเป็นไปเพื่อส่งเสริมให้เกิดความง่ายในการดำเนินธุรกิจ มีการยกเว้นภาษี คอนเซปต์คือ If you build it done come สร้างทุกอย่างขึ้นมาแล้วคนจะมาเอง ดูไบได้จัดตั้งหน่วยงาน Dubai Multi Commodities Center ทำงานร่วมกับหน่วยงานท่องเที่ยว มีหน้าที่ส่งเสริมให้เกิดความเป็นศูนย์กลางการค้าในดูไบ นำคนเข้ามาทำงาน มาลงทุนในประเทศ มีการทำ trade marketing ส่งเสริมให้เป็น City of Gold ที่น่าสนใจคือดูไบตระหนักถึงการเรียนรู้และใช้วิธีซื้อตัวผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาช่วยดำเนินธุรกิจ
สหรัฐอเมริกา ประเทศผู้บริโภคอัญมณีอันดับ 1 ของโลก ดังนั้นจึงทำตัวเป็น Facilitator เพื่ออำนวยความสะดวกสูงสุดให้กับผู้บริโภคของตน เน้นการพัฒนาเรื่องดีไซน์ โดยอาศัยจุดแข็งข้อนี้ทำให้ผู้ผลิตต้องปฏิบัติตาม
“จากแนวคิดของประเทศที่ประสบความสำเร็จ จุดที่น่าสนใจอันดับแรกคือ จะบริหารจัดการการลงทุนจากต่างชาติที่เข้ามาอย่างไรเพื่อให้เกิดการถ่ายโอนความรู้ และพัฒนาเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ เรื่องต่อไปคือต้องส่งเสริมให้เกิดหน่วยงาน Industry Specialize Unit สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้แต่เอกชนต้องจับมือร่วมกัน แต่การร่วมมือในทางธุรกิจจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีผลประโยชน์ร่วมกัน ฉะนั้นในการรวมกลุ่มคลัสเตอร์ต้องชี้ให้เห็นว่าใครจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง ส่วนเรื่องการบริโภคนั้นควรเน้นการส่งออก และนโยบายของภาครัฐที่ต้องเอื้อให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ สุดท้ายต้องคิดว่าเราจะวางจุดยืนของไทยอย่างไรในตลาด” ผศ. ดร. กฤติณี กล่าวทิ้งท้าย

ภาครัฐต้องส่งเสิมภาคการผลิตและการค้า พร้อมสร้าง Industry Specialized Unit ขยายการลงทุนถ่ายทอดเทคโนโลยี และหาจุดยืนในเวทีโลก เมื่อไทยจะเป็นศูนย์กลางการค้าและผลิตอัญมณีโลกมอบหมายให้ ผศ. ดร. กฤติณี ณัฎฐวุฒิสิทธิ์ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ศึกษาปัจจัยที่ไทยจะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลก












You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.