"ในเฟสสองเราอาจจะเปิดสอนวันเสาร์-อาทิตย์ เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักไม่ส่งพนักงานมาอบรมในวันธรรมดา เพราะกลัวกระทบกับระบบการทำงาน และอาจต้องมีการปรับหลักสูตรเนื่องจากบางครั้งหลักสูตรมีความทันสมัยเกินไปทำให้ผู้เรียนตามไม่ทัน ทั้งนี้เฟสสองจะเปิดอบรมปีละ 3-4 ครั้ง แต่ละหลักสูตรรับผู้อบรมประมาณ 20-30 ราย" รศ. ดร. กาญจนา กล่าว
หลังจากดำเนินโครงการ JARAD เฟสแรกที่ใช้เวลา 20 เดือน ใช้งบประมาณ 89 ล้านบาท ขณะนี้การดำเนินงานเสร็จสิ้นลงแล้ว สามารถฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านอัญมณีและเครื่องประดับทั้งสิ้น 720 คน จาก 7 หลักสูตร
"ทางโครงการฯ ไม่ได้วัดความสำเร็จจากจำนวนผู้เข้าอบรมเท่านั้น เรามีการติดตามว่าบุคลากรที่มาฝึกอบรมได้นำความรู้กลับไปฝึกพัฒนางานจริงหรือไม่ จากการติดตามผล บางคนก็สามารถไปพัฒนางานและส่งออกไปตลาดต่างประเทศได้ หรือบางคนก็ได้เทคนิคเพิ่มเติม อาทิ การลงยาสีเดิมใช้วิธีเจาะช่อง ปัจจุบันสามารถลงได้ทั้งเรือน เป็นรูปดอกไม้ ทำให้งานดูใส หรือการเจียระไนเพชรที่ช่วยลดการสูญเสียได้ถึง 50-60% ซึ่งเราจะสอนการแก้ปัญหาให้ช่างคิดได้ด้วยตนเอง"
รศ. ดร. กาญจนา กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของประเทศจีนและอินเดียมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีค่าแรงงานที่ต่ำกว่าไทย ทำให้การแข่งขันในเรื่องราคาไม่สามารถทำได้อีกต่อไป การทำเครื่องประดับจึงต้องเน้นในเรื่องการออกแบบให้ทันสมัย สวยงาม ประณีต ซึ่งต้องอาศัยนักออกแบบและช่างฝีมือระดับสูงร่วมกับการพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตให้ทันสมัยแปลกใหม่ สอดรับกับความต้องการผู้บริโภค อาทิ เครื่องประดับที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันเป็นแนวหวานอ่อนช้อย สีชมพู ถ้าเป็นทองมีลักษณะบางเบา ถ้าเป็นกำไลจะมีตัวเรือนไม่ใหญ่
ทั้งนี้ โครงการ JARAD-Jewelry Advanced Research and Development จัดหลักสูตรเพื่อเพิ่มขีดความ สามารถด้านเทคนิคและเทคโนโลยี มุ่งสู่ความเป็นเลิศในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ 7 หลักสูตร ประกอบด้วย
การสร้างแม่พิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ การเจียระไนขั้นสูง การหล่อขึ้นรูปขั้นสูง การฝังพร้อมหล่อขั้นสูง การปั๊ม การเชื่อม และการทำเครื่องประดับที่ทำด้วยหลอด การขัดตกแต่งชิ้นงานขั้นสูง การชุบและการเคลือบผิวขั้นสูง













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.