Switch to: uk
18 May 2012 23:52PM

จุดเปลี่ยนของกระบวนการจัดซื้อเสื้อผ้า

11 Jun 09 ,  ttisfashionbiz
  • 0
วิเคราะห์การค้าปลีกเสื้อผ้าและการเลือกแหล่งผลิตจากผู้ซื้อรายใหญ่ของโลก

Interfiliere.jpgนักวิเคราะห์ข่าวแห่ง just-style.com ให้ความเห็นว่า ด้วยสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ธุรกิจเสื้อผ้าต้องใส่ใจกับปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อความอยู่รอดมากกว่ากลยุทธ์ระยะยาว ถึงแม้ว่ากระแสข่าวลือเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดซื้อเสื้อผ้าของโลกอาจไม่มีมูลหรือหลักฐานที่แน่ชัด แต่ปัจจุบันสถานการณ์ของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าได้เปลี่ยนไปจาก 13 เดือนก่อน ซึ่งผู้ผลิตต้องเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้ออันเนื่องมาจากการถีบตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบ การลดค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และการขาดแคลนแรงงานในจีน
 ช่วงกลางปี 2551 นักวิเคราะห์แห่งธนาคารแคนาดารายหนึ่งยืนยันว่า ผู้นำเข้าเสื้อผ้าจะหยุดสั่งซื้อสินค้าจากแถบเอเซียโดยจะหันไปซื้อสินค้าที่ผลิตในท้องถิ่นแทน ซึ่งจะทำให้กระบวนการไร้พรมแดนต้องล่มสลายไป แต่ถึงวันนี้เราก็ได้รู้กันแล้วว่าการคาดคะเนดังกล่าวเป็นเพียงภาพลวงตา
 ตัวเลขเบื้องต้นของการนำเข้าสิ่งทอและเสื้อผ้าของอเมริกากลางในเดือนมกราคม 2552 ลดลง 22.7% จากช่วงเดียวกันในปี 2551 แต่การนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้น 1.3%
 นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์สมมติฐานอื่นๆ เช่น
1. ผู้บริโภคจะเลิกซื้อเสื้อผ้าราคาเต็ม
 นักวิเคราะห์ประจำธนาคารสามแห่งในสหรัฐอเมริกามองว่า การแข่งกันลดราคาขายปลีกเสื้อผ้าจะส่งผลให้โครงสร้างราคาขายปลีกเปลี่ยนไปอย่างถาวร แต่ในความเป็นจริง เสื้อผ้าที่วางขายทั่วไปในสหรัฐฯ ยกเว้นแถบวอลล์สตรีท มีราคาลดลงเพียง 0.9% ในเดือนมกราคม และปริมาณการซื้อขายก็ไม่ต่างกันมากนัก อย่างไรก็ตาม การโน้มน้าวให้ผู้บริโภคจ่ายค่าเสื้อผ้าเต็มราคาจะเป็นปัญหาใหญ่โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักรและประเทศอื่นๆ ซึ่งค่าเงินตกต่ำลง
2. ฝ่ายจัดซื้อหันเหไปจากจีน
 นักวิเคราะห์ของ just-style เรื่องนี้เป็นเรื่องที่โรงงานเสื้อผ้านอกประเทศจีนพยายามหลอกตัวเอง ข้อเท็จจริงคือ มูลค่าการนำเข้าเสื้อผ้าจากจีนไปยุโรปและสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ตัวเลขการส่งออกของจีนในเดือนมกราคมก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
 เชื่อกันว่าการที่ธนาคารปล่อยเงินกู้จำนวนมหาศาลให้ประเทศผู้ส่งออกเสื้อผ้าในช่วงธันวาคม-มกราคมที่ผ่านมา จะช่วยประคับประคองให้โรงงานหลายแห่งดำเนินธุรกิจต่อไปได้ถึงแม้ลูกค้าจะขอยืดเวลาการชำระเงิน ในขณะที่ลูกค้าประจำกดดันให้ลดราคาขาย แนวโน้มระยะสั้นและปานกลางบ่งชี้ว่าส่วนแบ่งของจีนในตลาดหลักจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เงินกู้ส่วนใหญ่คงจะหดหายไป และภาวะถดถอยในจีนอาจยังไม่ปรากฏขึ้นในอนาคตอันใกล้ ถึงแม้จะมีข่าวลือว่าผู้ผลิตจีนกำลังล้มละลายก็ตาม
3. ญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตออกจากจีน
 ปัจจุบันญี่ปุ่นนำเข้าสินค้าสิ่งทอและเสื้อผ้าที่ผลิตจากจีนประมาณ 75% มีกระแสข่าวว่ากระทรวงเศรษฐกิจของญี่ปุ่นต้องการลดอัตราส่วนดังกล่าวลงเหลือ 50% ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตหลายรายในบังคลาเทศ อินโดนีเซีย และไทย ต่างก็หวังพึ่งตลาดญี่ปุ่นเพื่อชดเชยการหดตัวของตลาดส่งออกอื่นๆ ซึ่งการคาดการณ์ข้อนี้มีความเป็นไปได้ เนื่องจากการพึ่งพาสินค้านำเข้าจากประเทศเดียวเป็นสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์
 หากประเทศในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งได้ลงนามในข้อตกลงทางการค้ากับญี่ปุ่นสามารถเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดสิ่งทอญี่ปุ่นจาก 7% เป็น 28% มูลค่าการส่งออกของประเทศเอเซียตะวันออกเฉียงใต้จะเพิ่มเป็นสองหรือสามเท่า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าจากเอเซียไปยุโรปและสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี การขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของแบรนด์ดังญี่ปุ่นอย่าง Uniqlo บ่งบอกว่า กระทรวงเศรษฐกิจของญี่ปุ่นอาจไม่มีสิทธิพูดแทนอุตสาหกรรมสิ่งทอ ไม่เหมือนกับกระทรวงพาณิชย์ของยุโรปหรือสหรัฐฯ นอกจากนี้ ขนาดและความรวดเร็วในการลงทุนของบริษัท Fast Retailing เจ้าของแบรนด์ Uniqlo ก็เป็นดัชนีบ่งบอกว่าผู้ซื้อญี่ปุ่นสามารถโยกย้ายฐานการผลิตได้รวดเร็วและเบ็ดเสร็จเพียงใด
4. ซื้อลูกค้า
 การตัดสินใจเข้ายึดกิจการของลูกค้าที่มีปัญหาสภาพคล่อง ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจนั้นจะไปรอด การซื้อหรือสร้างลูกค้าอาจเพิ่มยอดขายได้ช่วงระยะหนึ่งก่อนที่จะกลับคืนสู่สถานการณ์เดิม เช่นในกรณีที่สมาคมผู้ผลิตผ้าฝ้าย Lubbock เข้าซื้อโรงงานผลิตกางเกงยีนส์ในกัวเตมาลา และการร่วมทุนระหว่างโรงงานผลิตเสื้อผ้า 38 รายในตุรกีเพื่อเปิดร้านค้าปลีก MOL Magazalari ที่จำหน่ายเฉพาะสินค้าที่ผลิตในตุรกี กรรมการผู้จัดการร้านดังกล่าวเปิดเผยว่ามีแผนจะเปิดร้านค้าปลีกไม่ต่ำกว่า 100 แห่งใน 6 ประเทศ รวมทั้ง รัสเซีย และแมสซาโดเนีย ภายในปี 2552 แต่เป็นที่สงสัยอยู่ว่า ยอดขายทั้งหมดอาจไม่เพียงพอที่จะช่วยให้โรงงานอยู่รอดปลอดภัยได้
 ปัจจัยสำคัญที่จะเอื้อให้ร้านค้าปลีกของผู้ผลิตอยู่รอดได้ คือ จุดเด่น หรือโอกาสเฉพาะตัว ซึ่งไม่ครอบคลุมถึงการเป็นสินค้าที่ผลิตในตุรกี อย่างไรก็ตาม การเปิดร้าน MOL Magazalari น่าจะซื้อเวลาให้กับผู้ผลิตตุรกีซึ่งจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันได้บ้าง
5. ความรับผิดชอบทางสังคม
 ข้ออ้างที่ว่า ลูกค้าที่มีปัญหาสภาพคล่องคงไม่มีเวลากังวลกับหลักเกณฑ์การปฏิบัติต่อพนักงานของโรงงาน แต่แรงกดดันจากผู้บริโภคไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่เกื้อหนุนนโยบายการจัดซื้อ โรงงานจีนหลายแห่งยกเลิกนโยบายเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ในขณะที่สมาคมการค้าของบังคลาเทศและกัวเตมาลาก็ต่อต้านการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเช่นกัน ในทางตรงข้าม  Nike และ New Look แบรนด์จากสหราชอาณาจักร ได้นำเสนอผลงานด้านจริยธรรมซึ่งส่งผลในการเพิ่มประสิทธิภาพของโรงงาน
 ดิสเคาน์สโตร์รายใหญ่ เช่น Carrefour, Tesco, Aldi, Lidl, และ Wal-Mart ถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิของพนักงานที่อยู่ในเครือข่ายการจัดซื้อสินค้า รายงานของ Clean Clothes Campaign - CCC จากอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ อ้างว่า โรงงานเสื้อผ้าในอินเดีย บังคลาเทศ ศรีลังกา และไทย ซึ่งจัดส่งสินค้าให้กับร้านค้าปลีกยักษ์ใหญ่ใช้แรงงานเกินคนละ 90 ชั่วโมงต่อสัปดาห์โดยไม่จ่ายค่าล่วงเวลา อีกทั้งยังจ่ายค่าแรงต่ำ นอกจากนี้ แรงกดดันจากร้านค้าปลีกให้ผู้ผลิตส่งมอบสินค้าเร็วขึ้นและในราคาที่ถูกลง เท่ากับเป็นการดูแคลนข้อผูกพันทางด้านความรับผิดชอบทางสังคมซึ่งบริษัทเหล่านี้ได้เคยประกาศไว้
 วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2552 ดิสเคาน์สโตร์สี่รายที่กล่าวมาซึ่งมีรายชื่ออยู่ในบัญชีดำ ไม่สามารถชี้แจงข้อกล่าวหาดังกล่าวได้ ส่วน Wal-Mart อธิบายว่า บริษัทมีแผนงานและมาตรฐานด้านจริยธรรมที่แน่ชัดและให้ความสำคัญต่อข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิดังกล่าว ทางบริษัทเข้าใจความซับซ้อนของกระบวนการจัดซื้อเสื้อผ้าซึ่งครอบคลุมเครือข่ายทั่วโลก จึงได้ดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อติดตามดูแลว่าเสื้อผ้าที่วางขายในร้าน Wal-Mart ผลิตขึ้นด้วยวิธีการที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม นอกจากนี้ ผู้จัดส่งสินค้าให้กับ Wal-Mart ทุกรายยังมีพันธะต้องแจ้งชื่อและที่อยู่ของโรงงานทุกแห่งที่อยู่ในเครือข่ายจัดซื้อให้บริษัททราบทุกปี

ย้ายฐานการผลิตอาจเป็นเพียงกลยุทธ์ระยะสั้น
 มีการประเมินว่าการที่ผู้จัดซื้อเสื้อผ้าในประเทศต่างๆ โยกออร์เดอร์จากจีนเพื่อหนีปัญหาเงินหยวนที่แข็งค่าน่าจะเป็นปรากฏการณ์ระยะสั้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนและนักธุรกิจหลายรายวิตกว่าปริมาณการผลิตสิ่งทอและเสื้อผ้าอาจลดลงอย่างต่อเนื่อง ทางการจีนจึงได้หวนกลับไปใช้มาตรการชดเชยภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสิ่งทอและเสื้อผ้าส่งออกอีกครั้ง รวมทั้งประกาศระงับการปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ยกเลิกการเก็บเงินฝากสำหรับวัตถุดิบนำเข้า ออกคำสั่งห้ามรัฐวิสาหกิจปลดคนงานออก และยืนยันว่าผลประโยชน์จากการว่างงานควรนำไปใช้ในการฝึกอบรมพนักงาน หรืออีกนัยหนึ่งคือจ่ายเงินอุดหนุนค่าจ้างแรงงาน
 ถึงแม้ว่าจีนจะกังวลกับปัญหาการว่างงาน แต่ส่วนแบ่งในตลาดเสื้อผ้าสหรัฐฯ ในเดือนกันยายนที่ผ่านมาก็สูงเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่ตลาดภายในของจีนเองก็ขยายตัวในอัตรา 20% หลังจากที่ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องประมาณ 30% ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
 สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่โรงงานจีนมีความแข็งแกร่งและกล้าที่จะควบคุมราคาขายไม่ให้สูงขึ้น ในปีที่ผ่านมา ราคาขายส่งจากโรงงานจีนขยับขึ้นเพียง 2.6% และราคาขายปลีกก็เพิ่มขึ้นไม่เกิน 10% เมื่อเทียบค่าเป็นเงินดอลลาร์ โดยที่ค่าจ้างแรงงานมีสัดส่วนไม่เกิน 15% ของต้นทุนการผลิตเสื้อผ้าในจีน อีกปัจจัยหนึ่งซึ่งส่งผลให้ราคาเสื้อผ้าในสหรัฐฯ ที่นำเข้าจากจีนเพิ่มสูงขึ้น คือการเพิ่มค่าของเงินหยวนซึ่งมีน้ำหนักถึง 80% ในการคิดคำนวณราคาส่งมอบในสหรัฐฯ
 ทั้งนี้ราคาขายส่งจากโรงงานจีนเมื่อแปลงเป็นเงินยูโรสูงขึ้น 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ราคาที่กำหนดเป็นเงินปอนด์สูงขึ้นถึง 40%
 ด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอในบังคลาเทศและตุรกีเริ่มกระเตื้องขึ้นประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน โดยเสื้อผ้าถักมีการส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 45% ในช่วงกรกฏาคม-กันยายน 2551 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ทำให้โรงงานต้องปฏิเสธออร์เดอร์ใหม่ที่หลั่งไหลเข้ามา ส่วนตุรกีมีคำสั่งซื้อจากยุโรปเพิ่มขึ้นในเดือนตุลาคมจนถึงปลายปี ต่อเนื่องมาถึงเดือนมกราคม เนื่องจากร้านค้าปลีกในยุโรปเลิกสั่งซื้อสินค้าครั้งละปริมาณมาก และโยกคำสั่งซื้อบางส่วนจากจีนไปยังตุรกี อย่างไรก็ตาม โรงงานเสื้อผ้าและสิ่งทอในตุรกีกว่าครึ่งได้ปิดกิจการลงแล้วโดยปลดคนงานออกถึง 50%

แปลและเรียบเรียงข้อมูลจากบทความของ Mike Flanagan เวปไซต์ just-style.com
Interfiliere02.jpg
Li & Fung รับช่วงกิจการจัดซื้อจาก Liz Claiborne
 Li & Fung บริษัทจัดซื้อยักษ์ใหญ่ฮ่องกง ทุ่มเงิน 83 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เข้าซื้อกิจการจัดซื้อของ Liz Claiborne แบรนด์ดังในสหรัฐฯ ซึ่งมีนโยบายหันไปเน้นหนักด้านการสร้างแบรนด์และธุรกิจค้าปลีก
 
Li & Fung จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนจัดซื้อสินค้าให้แบรนด์ต่างๆ ของ Liz Claiborne เช่น Lucky Brand, Juicy Couture, Kate Spade และเสื้อผ้าสไตล์นิวยอร์กที่ออกแบบโดย Isaac Mizrahi แต่ไม่ครอบคลุมถึงเครื่องประดับ และ Liz Claiborne จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับ Li & Fung สำหรับการสั่งซื้อสินค้าผ่านบริษัท
 William McComb กรรมการผู้จัดการของ Liz Claiborne กล่าวว่า ระบบจัดซื้อซึ่งเน้นเสื้อผ้าขนาดเดียวที่ทุกคนสวมใส่ได้ไม่สอดคล้องกับกลยุทธ์ที่เน้นการสร้างแบรนด์สำหรับผู้บริโภคที่มีลักษณะแตกต่างกัน และมีความต้องการเฉพาะตัว อย่างไรก็ตาม เมื่อคำนึงถึงความเป็นจริงในปัจจุบัน Liz Claiborne จำเป็นต้องทบทวนความสามารถของบริษัทในแต่ละด้าน โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นธุรกิจหลัก
 ทั้งนี้ เครือข่ายจัดซื้อของ Li & Fung ครอบคลุมสำนักงานกว่า 80 แห่งซึ่งกระจายอยู่ใน 40 ประเทศทั่วโลก เป็นปัจจัยสำคัญที่จะเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับ Liz Claiborne ในการตอบสนองความต้องการของแบรนด์ที่หลากหลาย อีกทั้งจะช่วยเพิ่มกำไรส่วนต่างและเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งมอบสินค้าไปยังผู้บริโภค
 Bruce Rockowitz ประธาน Li & Fung กล่าวเสริมว่า บริษัทจะได้ประโยชน์จากการขยายฐานการสั่งซื้อ อีกทั้งจะดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ ให้เข้ามาใช้บริการของ Li & Fung ในอนาคต
 
Liz Claiborne เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ริเริ่มจัดซื้อเสื้อผ้าจากทวีปเอเซีย แต่สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงภายหลังการยกเลิกโควตาสิ่งทอ บริษัทแห่งนี้ต้องประสบปัญหายุ่งยากในการบริหารกลยุทธ์และทีมงานหลายทีมในเอเซีย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการสรรหาแบบเสื้อที่ดีที่สุดในราคาต่ำสุด นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบจากการที่สินค้าที่ไม่จำเป็นต่อการยังชีพขายได้ลดลงมาก Liz Claiborne จึงมีนโยบายตัดค่าใช้จ่ายในการลงทุนถึง 50% ปลดคนงาน 8%  ปิดศูนย์กระจายสินค้าในรัฐเพนซิลเวเนีย และระงับการจ่ายโบนัสให้พนักงานทุกระดับ ทั้งนี้ ในปี 2550 Liz Claiborne ได้ปิดศูนย์กระจายสินค้าไปแล้ว 6 แห่ง และปลดคนงานออกไป 2,200 คน

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.