ชาวมิลเลนเนียม: ตัวแปรสำคัญต่อเทคโนโลยีสารสนเทศในองค์กร

10 Mar 10 ,  Editorial
  • 0

เผยผลสำรวจวัยรุ่นจีนและอินเดียอายุ 14-27 เปิดรับเทคโนโลยีมากกว่าวัยรุ่นประเทศอื่น และกล้านำเอาเทคโนโลยีมาเปลี่ยนแปลงในองค์กร

87_millenium

Accenture บริษัทให้คำปรึกษาด้านบริการเทคโนโลยีทำการสำรวจนักเรียนและคนทำงานรุ่นใหม่ 5,000 คน ใน 13 ประเทศทั่วโลก พบว่า ประสบการณ์ทางเทคโนโลยีของนักเรียนและคนทำงานรุ่นใหม่ซึ่งเติบโตในยุคสหัสวรรษ และมีอายุ 14-27 ปี จากประเทศจีนและอินเดียมีพัฒนาการทางเทคโนโลยีก้าวกระโดดกว่าวัยรุ่นในประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะวัยรุ่นในแถบยุโรปตะวันออกซี่งเห็นว่าการใช้เทคโนโลยีทำให้พวกเขาเสียเวลามากเกินไป

 

วัยรุ่นสหัสวรรษแถบอเมริกาจากประเทศบราซิล แคนาดา และสหรัฐอเมริกา รวมทั้งแถบเอเชียแปซิฟิกจากประเทศญี่ปุ่นและออสเตรเลียมีการรับรู้ในเชิงบวกเกี่ยวกับเทคโนโลยีแต่ไม่มากเท่ากับวัยรุ่นในประเทศจีนและอินเดีย

 

Gary Curtis หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์จาก Accenture กล่าวว่า ลักษณะประชากรเปลี่ยนไปจากยุคเบบี้บูมเป็นยุคสหัสวรรษซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นเรื่องดีหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ลักษณะประชากรที่เปลี่ยนไปเป็นประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม ผลที่ได้จากการสำรวจแสดงนัยยะสำคัญว่า บริษัทที่ไม่สามารถจ้าง รักษา หรือดึงดูดพนักงานรุ่นใหม่ได้จะก่อให้เกิดการขาดแคลนเรื่องนวัตกรรมเทคโนโลยี

 

ผลการสำรวจยังมีประเด็นอื่นๆ ได้แก่
• ชาวจีนมิลเลนเนียมใช้เวลาในโลกเสมือนจริงทั้งเรื่องงานและชีวิตส่วนตัว โดยเฉพาะการสื่อสารแบบ real time ในหนึ่งสัปดาห์ วัยรุ่นจีนใช้เวลา 34 ชั่วโมงในการทำงานไปกับเครื่องมือการสื่อสาร ในขณะที่วัยรุ่นประเทศอื่นๆ ใช้เวลาเพียง 11 ชั่วโมง
• ในเวลาว่าง วัยรุ่นจีนใช้เวลาเฉลี่ย 14.8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ไปกับการเล่นวิดิโอเกม (วัยรุ่นประเทศอื่นใช้เวลา 3.4 ชั่วโมง) 5.1 ชั่วโมงในการซื้อของทางอินเทอร์เน็ต (ประเทศอื่นใช้เวลา 1 ชั่วโมง) และใช้เวลาในโลกอินเทอร์เน็ตอื่นๆ 5.3 ชั่วโมง (ประเทศอื่นใช้เวลา 0.4 ชั่วโมง)
• ชาวมิลเลนเนียมฝรั่งเศส เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ และอิตาลี ส่วนมากคิดว่าการใช้เทคโนโลยีทำให้เสียเวลา การรับรู้แง่ลบของวัยรุ่นยุโรปมาจากการเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต เพราะชาวมิลเลนเนียมฝั่งยุโรป 18-21% เข้าถึงเทคโนโลยีได้เฉพาะที่ทำงานเท่านั้น

 

แนวโน้มไร้ขอบเขต
ผลการสำรวจยังพบว่า ชาวมิลเลนเนียใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือของตัวเองมากกว่าใช้ทรัพยากรของบริษัท แม้แต่การใช้อีเมล ชาวมิลเลนเนียมอายุตอนปลายใช้เวลา 6.8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการเขียนและรับส่งอีเมลเรื่องงาน ในขณะที่ชาวมิลเลนเนียมอายุตอนกลางใช้เวลา 4.2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

 

45% ของคนทำงานชาวมิลเลนเนียมทั่วโลกใช้เว็บไซต์ social network ในเวลางานแม้จะมีกฎบริษัทห้ามไว้ แนวโน้มนี้เป็นไปในทางเดียวกับนโยบายไอทีด้านอื่น 66% ของชาวมิลเลนเนียมทั่วโลกไม่สนใจกฎข้อบังคับที่องค์กรกำหนดโดยอ้างเหตุผลต่างๆ เช่น ไม่รู้ว่าบริษัทมีนโยบายเกี่ยวกับไอที บริษัทไม่ได้แจ้งกฎระเบียบให้ชัดเจน หรือกฎนั้นซับซ้อนเกินไปทำให้เข้าใจยาก วัยรุ่นยังนำเรื่องเทคโนโลยีมาตัดสินใจในการเข้าทำงานกับองค์กรด้วย

 

นอกจากนี้ชาวมิลเลนเนียมยังผิดหวังกับเทคโนโลยีที่บริษัทใช้ พวกเขาจะใช้อุปกรณ์ไอทีของตัวเองมากกว่า 39% บอกว่าพวกเขาใช้โทรศัพท์มือถือที่ไม่ใช่ของบริษัทสำหรับกิจกรรมการทำงาน เช่น การส่ง MSN หรือการใช้เว็บ Social Network

 

การปรับตัวของนายจ้าง
เมื่อลักษณะประชากรของคนทำงานเปลี่ยนไป บริษัทย่อมต้องปรับตัวตาม สิ่งแรกคือองค์กรต้องให้ความสะดวกกับชาวมิลเลนเนียมวัยทำงาน ขณะเดียวกันก็ต้องใส่ใจกับความต้องการของคนทำงานอาวุโสด้วย ทั้งยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูลและความลับของบริษัท

 

Curtis กล่าวว่า บริษัทและองค์กรต่างๆ ซึ่งมีวัฒนธรรมแบบลำดับชั้นและยึดติดกับสิ่งเดิมๆ ต้องเปลี่ยนแปลง เพราะจะพบกับความยากลำบากที่จะดึงดูดและรักษาคนทำงานรุ่นใหม่ที่ต้องการเทคโนโลยีซึ่งเปลี่ยนแปลงและมีการแข่งขันตลอดเวลา

 

“เราเห็นช่องว่างระหว่างวัยการทำงาน คนทำงานยุคมิลเลนเนียมกำลังเปลี่ยนแปลงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในที่ทำงาน องค์กรต้องมีการเปลี่ยนแปลงและถมช่องว่างระหว่างบุคลากรที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงและบุคลากรที่ยึดติดกับสิ่งเดิมๆ” Curtis สรุป