ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มประเทศสมาชิกเดิมได้แก่ บรูไน ดารุสซาลาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย และกลุ่มประเทศสมาชิกใหม่ ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม โดยมาตรการสำคัญที่นำมาใช้ในการส่งเสริมการค้าระหว่างกันคือ การใช้อัตราภาษีศุลกากรพิเศษที่เท่ากัน กล่าวคือการกำหนดอัตราภาษีศูนย์
นับตั้งแต่ 1 มกราคม 2553 ประเทศสมาชิกเดิมทั้ง 6 ประเทศได้ลดภาษีเหลืออัตราศูนย์เกือบหมดแล้ว เว้นแต่เพียงสินค้าอ่อนไหวและอ่อนไหวสูงไม่กี่รายการเท่านั้น ขณะที่อัตราภาษีนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับทุกรายการในประเทศสมาชิกเดิมได้ปรับลดเป็นลำดับจนเหลืออัตราศูนย์มาหลายปีแล้ว ยกเว้นบรูไนและอินโดนีเซียที่เพิ่งปรับลดจนเหลืออัตราศูนย์ทั้งหมดเป็นปีแรก

การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยไปตลาดอาเซียน
ปัจจุบันประเทศไทยส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไปยังกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนเดิมในสัดส่วนต่ำกว่าร้อยละ 1 ของมูลค่าส่งออกไปตลาดโลก หรือมีมูลค่าการส่งออกรวม 2.2 พันล้านบาทในปี 2552 โดยส่วนใหญ่เป็นการส่งออกโลหะทองคำไปยังสิงคโปร์และมาเลเซีย ขณะที่การส่งออกไปยังอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์มีสินค้าหลักเป็นวัตถุดิบเช่นกัน โดยสินค้าส่งออกไปอินโดนีเซียประมาณร้อยละ 70 เป็นอัญมณีสังเคราะห์ และสินค้าหลักที่ส่งออกไปยังฟิลิปปินส์สัดส่วนประมาณร้อยละ 90 คือเพชรและไข่มุก ส่วนสินค้าที่ส่งออกไปยังบรูไนเกือบทั้งหมดคือเครื่องประดับทอง
หากพิจารณาการส่งออกสินค้าสำเร็จรูปไปยังกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนเดิมพบว่า เครื่องประดับแท้เป็นสินค้าที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะเครื่องประดับทองซึ่งเป็นสินค้าหลักในหมวดสินค้าสำเร็จรูปที่ส่งออกไปตลาดอาเซียนดังกล่าว (ยกเว้นฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียที่มีการส่งออกเครื่องประดับแท้จากประเทศไทยเป็นเครื่องประดับเงินในสัดส่วนร้อยละ 98 และ 49 ตามลำดับ)
อย่างไรก็ตาม ความต้องการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนเหล่านี้ภายใต้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีตามความตกลง AFTA หรือการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า Form D กลับอยู่ในอัตราต่ำ คือไม่ถึงร้อยละ 5 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไปยังตลาดกลุ่มนี้ อันอาจมีสาเหตุมาจากอัตราภาษีศุลกากรพิเศษที่เท่ากันหรือ CEPT ไม่แตกต่างจากอัตราปกติหรือ MFN Rate ซึ่งไม่ต้องยื่นขอ Form D หรืออาจเนื่องมาจากผู้ประกอบการไทยละเลยการทำตลาดภายในภูมิภาคอย่างจริงจัง
โอกาสอัญมณีและเครื่องประดับไทยในตลาดอาเซียน
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในตลาดหลักของสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยอย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น อีกทั้งช่วงเวลาฟื้นตัวที่ยังไม่แน่ชัด ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญกับการรุกตลาดอาเซียนอย่างจริงจังโดยเฉพาะประเทศบรูไนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี (รายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงถึง 50,100 เหรียญสหรัฐฯ อยู่ในลำดับที่ 9 ของโลก) และนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับเพื่อการบริโภคอย่างแท้จริง อีกทั้งยังมีอัตราภาษีศุลกากรพิเศษตามความตกลง AFTA เป็นศูนย์ทุกรายการแล้วในปีนี้ ในขณะที่การส่งออกไปยังประเทศอินโดนีเซียภายใต้ความตกลง AFTA จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรสูงกว่าประเทศสมาชิกอาเซียนเดิมอื่นๆ ด้วยอัตราอากรเป็นศูนย์จากอัตราภาษีปกติที่เรียกเก็บสูงสุดในอัตราร้อยละ 15
อัตราภาษีปกติ (MFN Rate) สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับรายการสำคัญของประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม

ที่มา: http://www.worldtariff.com
หมายเหตุ: *ส่วนประกอบเรียกเก็บในอัตราร้อยละ 3
**ส่วนประกอบไม่เสียอากร
สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยที่เหมาะสมในการเปิดตัวสู่ตลาดอาเซียนควรเป็นเครื่องประดับแท้คุณภาพสูง ทั้งเครื่องประดับทอง เครื่องประดับเงิน หรือเครื่องประดับเงินชุบหรือเคลือบด้วยทอง ตกแต่งด้วยอัญมณีหรือไม่ก็ได้ แต่ควรให้ความสำคัญกับดีไซน์ทันสมัยและเทกนิคการผลิตที่ได้ชิ้นงานใหญ่แต่ไม่ใช้เนื้อโลหะมีค่ามาก อย่างการผลิตแบบอิเล็กโตรฟอร์มมิ่ง นอกจากนี้การรับประกันคุณภาพโดยเฉพาะเปอร์เซนต์ความบริสุทธิ์ของโลหะมีค่าในชิ้นงาน และการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับอัญมณี ตลอดจนบริการหลังการขาย เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างฐานตลาดที่มั่นคงในระยะยาว ความท้าทายเพียงประการเดียวในการทำตลาดคือ เรื่องจำนวนชิ้นงานต่อแบบที่เหมาะสมในการนำเสนอ เนื่องด้วยตลาดกำลังซื้อสูงมีขนาดไม่ใหญ่นัก การผลิตแบบเฉพาะหรือ Custom Made จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเป็นผู้นำตลาด หากผู้ประกอบการไทยสามารถรักษาอัตราการนำเสนอสินค้ารูปแบบใหม่ๆ หรือปรับแต่งดีไซน์ได้ตามความต้องการของลูกค้าแล้ว การสร้างฐานตลาดในอาเซียนจึงไม่ใช่เรื่องยาก ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า ตลาดอาเซียนมีความเหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีขนาดไม่ใหญ่มากหรือ SME โดยเฉพาะกิจการที่สามารถปรับการผลิตให้สอดคล้องตามความต้องการของตลาดได้
การขยายฐานการตลาดไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนไม่เพียงได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ความตกลง AFTA เท่านั้น หากแต่ผู้ประกอบการไทยยังสามารถขยายขอบเขตการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีอื่นๆ ที่อาเซียนได้เจรจาไว้และมีผลบังคับใช้แล้ว อาทิ ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ความตกลงอาเซียน-นิวซีแลนด์-ออสเตรเลีย ความตกลงอาเซียน-เกาหลีใต้ เป็นต้น รวมไปถึงการขยายการลงทุนไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ผู้ประกอบการไทยควรแสวงหาความร่วมมือทางธุรกิจหรือการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจกับผู้ประกอบการอาเซียนอื่นที่มีจุดแข็งแตกต่างจากไทย อาทิ ความร่วมมือกับผู้ประกอบการมาเลเซียซึ่งมีการทำธุรกิจกับภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างแน่นแฟ้น ความร่วมมือกับผู้ประกอบการสิงคโปร์ที่มีความสามารถด้าน การทำตลาดสูงและมีเครือข่ายการค้าในหลายประเทศอาเซียนอยู่แล้ว เป็นต้น













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.