ให้ภาพรวมของธุรกิจแฟชั่นรีเทลว่าไตรมาสแรกไปได้ดี แต่มาสะดุดในไตรมาสที่สองจากเหตุการเมือง

ธุรกิจค้าปลีกแฟชั่นหวังให้รัฐบาลสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว เพื่อดึงนักท่องเที่ยวกลับมาซื้อสินค้าในประเทศ
“ในไตรมาสแรกต้องบอกว่าดีนะครับ แล้วไม่ใช่ดีแค่บริษัทเรา ธุรกิจนี้โดยรวมเติบโตเยอะมากครับ แต่เรามาเสียจังหวะในไตรมาสที่สอง เรื่องวิกฤติการเมือง ที่เห็นชัดเลยคือกรุงเทพตรงราชประสงค์ ยอดขายตรงนั้นมันหายไป แล้วมองไปอีก 3-5 เดือนข้างหน้า มันมีผลกระทบเรื่องการท่องเที่ยว เมื่อนักท่องเที่ยวไม่เข้ามา ธุรกิจที่จะเกิดขึ้นจากการที่นักท่องเที่ยวจะมาซื้อของก็หายไป อย่างของเราเองยอดขายเกือบ 50% ก็มาจากนักท่องเที่ยว นอกจากนั้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว อย่างธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร บริการต่างๆ ก็มีรายได้น้อยลง กลุ่มคนที่ทำงานด้านนี้ก็จะมีรายได้น้อยลง การบริโภคของเขาในเรื่องแฟชั่นก็จะน้อยลงตาม
“ไตรมาสสาม เราหวังว่ารัฐบาลจะทำให้นักท่องเที่ยวมีความเชื่อมั่นในประเทศไทยแล้วกลับมา ไตรมาสสี่ก็ขึ้นกับว่าถ้าสร้างความเชื่อมั่นได้ ก็จะกลับมาได้ เพราะว่าธุรกิจจริงๆ แล้วยังไปได้ดี และมีแนวโน้มว่าจะดี แต่เนื่องจากเราอาศัยนักท่องเที่ยวเยอะ ถ้านักท่องเที่ยวหายไป เป้าทางธุรกิจก็จะหายไป” ดร. พงศ์ศานติ์ ให้มุมมอง
ในส่วนของ แอล เอ็ม อี เอง ช่วงเหตุการณ์วุ่นวายจนกระทั่งห้างสรรพสินค้าเซนโดนเผาทำลายนั้น “สินค้าของเราถูกเผาหมด เรียกได้ว่าหลายสิบล้านนะ แล้วโอกาสในการขายที่หายไปอีก กว่าเซนจะเปิดได้ใหม่ ก็อีกปีครึ่งหรือสองปี ช่วงต้นปีเราตั้งเป้าว่าทั้งปีจะเติบโต 25% แต่ตอนนี้ก็ต้องดู ต้องปรับตัวตลอดเวลาว่าจะเป็นยังไง”
อย่างไรก็ตาม แอล เอ็ม อี ยังเดินหน้าทำการตลาดต่อไปโดยมีแผนการตลาดว่า จะมุ่งเน้นให้ลูกค้ามีโอกาสจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
“ก็จะมี event ขึ้นมาเสริม โดยร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ก็คือห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้าต่างๆ มีแฟชั่นโชว์บ้าง มีจัดโปรโมชั่นที่มี event เพราะโปรโมชั่นแบบลดราคามันไม่พอแล้ว ต้องทำให้เกิด event ขึ้นมา เพื่อเสริมให้เกิดกิจกรรม ให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้น มีความแปลกใหม่ ไม่ใช่รอแค่ว่าเมื่อไหร่จะมีการลดราคา” ดร. พงศ์ศานติ์ กล่าว
นอกจากนี้ยังต้องคอยศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อวางแผนการตลาดได้ถูกต้อง
“เรามีการสังเกตลูกค้าของเราตลอดว่าเขามีพฤติกรรมการซื้อย่างไรบ้าง ดูว่าเขาชอบซื้อสินค้าเมื่อไหร่ แบบไหน ลักษณะไหน เพื่อเราจะได้จัดวิธีการตลาดและสินค้าให้ตรงตามความต้องการ ลูกค้าคนไทยมีเยอะอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องดูความเหมาะสม ต้องเข้าใจ ดูรายได้เขาว่าเหมาะกับสินค้าไหนยังไง ลูกค้าบางกลุ่มอยากนำสมัยตลอดเวลา ของใหม่เข้าต้องชอปปิ้ง กับอีกกลุ่ม ยอมช้านิดหน่อยแต่จ่ายถูกกว่า คนกลุ่มหลังนี่สำคัญที่ว่าเราต้องดึงเขามาเป็นแฟนเรา ให้เขามาซื้อกับเราเรื่อยๆ อีกหน่อยรายได้เขาก็ต้องเพิ่มขึ้น เขาก็จะซื้อทั้งสินค้าออกใหม่และ
สินค้าลดราคา” กรรมการบริหาร บริษัท แอล เอ็ม อี เปิดเผยกลยุทธ์













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.