
การร่วมมือในลักษณะเครือข่ายช่วยให้ธุรกิจสิ่งทอไทยได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยเฉพาะกับบริษัทขนาดกลางและเล็ก
แต่ทั้งนี้การแข่งขันในยุคปัจจุบันไม่ได้เป็นการแข่งขันระหว่างบริษัท แต่เป็นการแข่งขันระหว่างโซ่อุปทาน การที่จะทำให้โซ่อุปทานมีความสามารถมากขึ้นจะต้องเริ่มจากการสร้างความแข็งแกร่งภายใน ดังจะเห็นได้จากการศึกษาของ Lowson et al (1999) ที่ได้วิเคราะห์การสูญเสียรายได้ของธุรกิจเครื่องนุ่งห่มที่มีผลต่อทั้งโซ่อุปทาน ดังตารางที่ 1
ตารางที่ 1 รายได้ที่สูญเสียในธุรกิจเครื่องนุ่งห่ม (ร้อยละของยอดขายปลีก)
|
|
เส้นใยและเส้นด้าย |
เครื่องนุ่งห่ม |
ค้าปลีก |
รวม |
|
ลดราคา (Forced markdowns) |
0.6 |
4.0 |
10.0 |
14.6 |
|
สินค้าขาดแคลน (Stock-outs) |
0.1 |
0.4 |
3.5 |
4.0 |
|
ต้นทุนสินค้าคงคลัง (@ 15% carrying cost) |
1.0 |
2.5 |
2.9 |
6.4 |
|
รวม |
1.7 |
6.9 |
16.4 |
25.0 |
Source: Lowson et al (1999)
จะเห็นได้ว่าธุรกิจเครื่องนุ่งห่มมีความสูญเสียจากการไม่ประสานงานกันในระหว่างโซ่อุปทานสูงถึงร้อยละ 25 ของยอดขายปลีก โดยความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นอยู่ในทุกจุดของโซ่อุปทานตั้งแต่ปลายน้ำจนถึงต้นน้ำ ดังนั้นการจัดการโซ่อุปทานจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขั้นตอนพื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือ การเจรจาทางธุรกิจเพื่อกำหนดกฎกติกาในความร่วมมือกัน การแบ่งปันผลกำไรและความเสี่ยงร่วมกัน ตรงนี้เป็นกลยุทธ์ที่แต่ละบริษัทอาจจะมีรูปแบบหรือเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป ซึ่งความร่วมมือตรงนี้ยังเป็นจุดอ่อนอย่างรุนแรงของผู้ประกอบการไทย ที่ต่อให้มีเครื่องมืออำนวยความสะดวกทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ แต่ไม่สามารถตกลงความร่วมมือได้ การจัดการโซ่อุปทานจะไม่เกิดขึ้น
ในสภาพการณ์ปัจจุบันของอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย อุปสรรคของการจัดการโซ่อุปทานเริ่มต้นตั้งแต่การขาดความเชื่อมั่นระหว่างองค์กร การวัดประสิทธิภาพในลักษณะตามหน้าที่ (functional) ไม่สะท้อนภาพของการจัดการโซ่อุปทานที่เป็นการวัดในลักษณะของกระบวนการ เช่น แต่ละกระบวนการมีการวัด KPI เป็นของตนเอง โดยไม่ได้มองถึงประสิทธิภาพโดยรวมของการตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้า ซึ่งจะต้องเน้นความร่วมมือของแต่ละหน่วยงานหรือการทำงานแบบ cross functional ทั้งภายในบริษัทและระหว่างบริษัท การบริหารงานจัดซื้อยังไม่เป็นระบบ เพราะไม่มีความร่วมมือกับผู้ส่งมอบอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือการพัฒนาคุณภาพร่วมกัน ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น แม้แต่บริษัทขนาดใหญ่ที่มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศดีกว่าบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก แต่ข้อมูลสารสนเทศต่างๆ ที่สำคัญในการบริหารจัดการโซ่อุปทานยังไม่ได้เชื่อมโยงถึงกัน เช่น แผนการผลิต ปริมาณสินค้าคงคลัง Specification ของคำสั่งซื้อ เช่น สี จากโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าที่จะมีส่วนช่วยให้โรงงานย้อมทำงานได้เร็วขึ้น เช่น การทดลองย้อมก่อนที่ผ้าดิบจะมาถึง จะช่วยลดอัตราการย้อมซ้ำได้ สถานภาพของคำสั่งซื้อของลูกค้า (Customer order status) สถานภาพคำสั่งซื้อวัตถุดิบ (Purchase order status) รวมทั้งขาดการวางแผนร่วมกันระหว่างบริษัทที่จะต้องทำในลักษณะการบริหารจัดการแต่ละคำสั่งซื้อ (Order based management) เพื่อที่จะให้แต่ละโรงงานได้ทราบถึงระยะเวลาที่แต่ละโรงงานได้รับการจัดสรรเพื่อทำการผลิตสินค้า และกำหนดระยะเวลาต่างๆ ที่จะต้องแจ้งให้โรงงานปลายน้ำทราบเมื่อการบริหารการผลิตไม่เป็นไปตามแผนการผลิตที่วางร่วมกันไว้ เพื่อให้โรงงานปลายน้ำปรับแผนการผลิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว อุปสรรคเหล่านี้ยังคงปรากฏในเห็นอยู่ในอุตสาหกรรมของประเทศไทย

ธุรกิจเครื่องนุ่งห่มมีความสูญเสียจากการไม่ประสานงานกันในระหว่างโซ่อุปทานสูงถึงร้อยละ 25 ของยอดขายปลีก
แนวทางการพัฒนาโซ่อุปทาน
การพัฒนาประสิทธิภาพของโซ่อุปทานจะต้องพิจารณาถึงคุณลักษณะของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่เรานำเสนอให้แก่ลูกค้าว่าอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ใด อะไรจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขัน เช่น สินค้าเป็น Basic products หรือเป็น Seasonal products หรือ Short-season products รูปแบบการบริหารจัดการจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงวงจรชีวิตของสินค้า ถ้าผลิตภัณฑ์ของเราเป็นสินค้าพื้นฐาน ที่ไม่มีความหลากหลาย สิ่งที่จะทำให้เราชนะในการแข่งขันคือ ต้นทุนต่ำ ดังนั้น การบริหารจัดการโซ่อุปทานของเราจะเป็นในลักษณะ Lean Strategy เพื่อมุ่งเน้นการลดความสูญเสีย (waste) ในระบบบริหารการผลิตทั้งโซ่อุปทาน แต่ถ้าหากเราผลิตสินค้าที่เป็นในลักษณะแฟชั่นที่เป็นลักษณะฤดูกาล การบริหารจัดการในลักษณะ Agile Strategy หรือ Lean ผสมผสานกับ Agile (Leagile) จะเป็นส่วนสำคัญที่ใช้ในการปรับกระบวนการผลิตของโซ่อุปทาน ดังแสดงในตารางที่ 2 (Tower and Bergvall-Forsberg, 2009)
ตารางที่ 2 รูปแบบของโซ่อุปทานที่ประยุกต์กับผลิตภัณฑ์แฟชั่น
|
Merchandise |
Introduction |
Growth |
Maturity |
Decline |
|
Basic products |
Lean |
Lean |
Lean |
Lean |
|
Seasonal products |
Agile/Leagile |
Lean/Leagile |
Lean/Leagile |
Agile/Leagile |
|
Short-season products |
Agile/Leagile |
Agile/Leagile |
Agile/Leagile |
Agile/Leagile |
Source: Tower and Bergvall-Forsberg (2009)
จากตารางที่ 2 เห็นได้ว่าการกำหนดกลยุทธ์ที่จะทำให้โซ่อุปทานเป็นโซ่อุปทานที่สามารถชนะการแข่งขันได้ จะต้องเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ถึงคุณลักษณะของสินค้า ที่จะถูกนำมาถ่ายทอดเป็นกลยุทธ์ ซึ่งจะต้องเป็นกลยุทธ์อันเดียวกันทั้งโซ่อุปทาน เพื่อให้การบริหารงานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หลังจากนั้นการบริหารและการจัดการต่างๆ เช่น Lean strategy ซึ่งจะเหมาะสมสำหรับระบบการผลิตที่มีสินค้ามีความหลากหลายน้อย อายุของผลิตภัณฑ์ค่อนข้างยาว ความสามารถในการพยากรณ์การตลาดสามารถทำได้และแม่นยำ จึงสามารถจองวัตถุดิบเพื่อการสั่งซื้อได้ชัดเจน ส่วน Agile strategy จะเหมาะกับการจัดการที่สินค้ามีความหลากหลายมาก หรือเป็นสินค้าที่เป็นแฟชั่น อายุของผลิตภัณฑ์ค่อนข้างสั้น สามารถพยากรณ์ความต้องการของลูกค้าได้ลำบาก กระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์จึงจะต้องเป็นกระบวนการที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าซึ่งมาไวและไปไว มุ่งเน้นการวางระบบการจัดซื้อเป็นการจองกำลังการผลิต ระยะเวลาในเตรียมวัตถุดิบจะต้องสั้น ดังนั้นความร่วมมือในโซ่อุปทานจึงเป็นหัวใจสำคัญของผลิตภัณฑ์แฟชั่น นอกจากนี้ การจัดการโซ่อุปทานสามารถนำทั้งรูปแบบของ Lean strategy และ Agile strategy มาประยุกต์ใช้ (เป็น Hybrid strategies) โดยจะมีการบริหารแบบ Lean จากปลายน้ำมาถึงจุด Decoupling point (จุดสำรองวัตถุดิบหรือวัตถุระหว่างการผลิต) แล้วหลังจากนั้นก็จะเป็นการบริหารแบบ Agile ต่อไป ภายใต้ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทที่เป็นในลักษณะ collaboration ที่มีการแบ่งปันสารสนเทศ มีความซื่อสัตย์ซึ่งกันและกัน มีการวางแผนร่วมกัน มีการแบ่งปันผลกำไรและความเสี่ยงซึ่งกันและกัน รวมทั้งมีเป้าหมายทางธุรกิจเหมือนต่อไป
โดยสรุปแล้วกล่าวได้ว่าปัจจุบันการแข่งขันมีความทวีความรุนแรงมากขึ้น การจับมือกันระหว่างบริษัทในลักษณะโซ่อุปทานจะช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินการแข่งขันทางธุรกิจต่อไปได้ แต่อย่างไรก็ตาม การร่วมมือในลักษณะเครือข่ายหรือ Cluster ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจสิ่งทอของไทยมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยเฉพาะกับบริษัทขนาดกลางและเล็กที่จะต้องร่วมมือกันทั้งในระดับโซ่อุปทานและเครือข่ายในลักษณะร่วมกันขาย ร่วมกันจัดซื้อ เพราะบริษัทขนาดกลางและเล็กไม่มีอำนาจในการต่อรอง และไม่มีความสามารถในการผลิตที่หลากหลาย และมีกำลังการผลิตที่จำกัด นอกจากนี้ประเด็นทางด้านการพัฒนานวัตกรรมของอุตสาหกรรมสิ่งทอเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีสร้างความแตกต่าง และระบบการบริหารจัดการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ Green Supply Chain ยังเป็นอนาคตที่กำลังจะมาถึงสำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ต้องการความร่วมมือในการบริหารจัดการทั้งโซ่อุปทาน ตลาดของอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยยังมีอยู่ การเชื่อมโยงเศรษฐกิจในแถบภูมิภาคอาเซียนเป็นอีกหนึ่งโอกาสให้กับอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย แต่ทั้งนี้ระบบบริหารจัดการจะต้องมีการปรับหรือพัฒนากระบวนการบริหารจัดการเพื่อสร้างความได้เปรียบบนพื้นฐานของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)
อ้างอิง
Fernie, J. and Sparks, L. (2009) Logistics & Retail Management 3rd Ed., Kogan Page, U.K.
Tower, N. and Bergvall-Forsberg, J. (2009) “Agile merchandizing in the European textile fashion
industry”, Logistics & Retail Management 3rd Ed., Kogan Page, U.K.
Lowson, R.H., King, R. and Hunter, N.A. (1999) Quick Response : Managing the supply chain to
meet consumer demand, John Wiley and Sons, Chichester.
----------------------------------------------------------------------------
*ผศ.ดร.ธนัญญา วสุศรี บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
E-mail: This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.