Switch to: uk
11 February 2012 00:50AM

เศรษฐกิจอเมริกากับงาน MAGIC

21 Apr 08 ,  จันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์
  • 0
ontermoveหลายๆ ท่านคงรู้จักงานแสดงสินค้าแฟชั่นเครื่องแต่งกายที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา MAGIC Show จัดที่ Convention Center, Las Vegas รัฐเนวาดา ปีละสองครั้งในเดือนกุมภาพันธ์กับสิงหาคม สำหรับปีนี้จัดวันที่ 12-15 กุมภาพันธ์ จบไปแล้ว และได้ไปสังเกตการณ์ว่าวิกฤติซับไพร์มมีผลกับงานเมจิกนี้แค่ไหน


เริ่มจากบรรยากาศทั่วๆ ไปก่อนนะคะ ที่เห็นชัดที่สุดคือผู้เข้าร่วมงานหายไปเยอะ ไม่มีอาคารไหนเต็ม บริษัทที่มาออกงานบางรายก็ลดขนาดคูหา แต่ในขณะเดียวกันวิกฤติก็เป็นโอกาส บางรายบอกว่าคู่แข่งน้อยลง เลยมีโอกาสมากขึ้น ส่วนบรรยากาศทั่วไป วันแรกกับวันที่สองคนเยอะหนาตากว่าที่คิด แต่พอวันที่สามกับวันที่สี่ก็บางตาไปมากค่ะ

แล้วผลการซื้อขายเป็นอย่างไร ได้พูดคุยสอบถามหลายรายทั้งไทยและต่างชาติ มีคำตอบที่หลากหลาย ที่ออร์เดอร์หดหายก็มี เช่น เคยส่งปีละหลายสิบตู้ลดเหลือเดือนละไม่กี่ตู้ แต่ก็มีหลายรายที่บอกว่าขายดีมาก ปีหน้าจะมาอีกและจะขยายบูธ ทั้งนี้ขึ้นกับปัจจัยหลายประการ ทั้งตัวเราเองและทั้งผู้ซื้อ

ทางฝั่งผู้ซื้อ พวกบายเออร์บอกว่าเศรษฐกิจแบบนี้ต้องระวังตัว ยั้งมือไว้ก่อน งบที่มีจะอั้นๆ กันไว้ ยังไม่สั่งมากอย่างที่เคย จะได้ไม่เจ็บตัวถ้าขายไม่ออก ขณะเดียวกันพวกบายเออร์เหล่านี้ก็เชื่อว่าคนยังไม่ถึงกับหยุดซื้อไปเลย (ยังไงก็ยังต้องใส่เสื้อผ้า!!) และก็ใช้โอกาสนี้หาแบรนด์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ราคาย่อมเยากว่าแบรนด์ที่อยู่ตัวแล้ว ส่วนกลุ่มลูกค้าระดับ LVMH ให้สัมภาษณ์ว่าไม่เห็นความแตกต่างว่าเศรษฐกิจไม่ดี คนรวยไม่กระเทือนว่างั้นเถอะ

ฝ่ายผู้ขาย รายที่บอกว่าขายดีกว่าที่คิดรายหนึ่งมาจากไทย ระดับราคาเขาใกล้เคียงกับจีน แบบดี ยืดหยุ่น สั่งมากสั่งน้อยก็ได้ ส่งเร็วส่งช้าก็ได้ ทำทั้งแบรนด์ตัวเองและ OEM ได้ลูกค้าทั้งกลุ่มคนดำซึ่งมีสไตล์เฉพาะตัว สีสันสดใสมีลวดลาย และพวกเสื้อและชุดยีนส์ที่มีดีไซน์ แม้แต่นางแบบในงานยังสนใจ และการมีเครื่องรูดบัตรเครดิตช่วยให้ลูกค้าเชื่อมั่นและพร้อมจ่ายเงินมัดจำ เขาแนะนำว่าคนที่จะมาแสดงสินค้าควรมีเอเยนต์เพราะจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าใหม่ และช่วยติดตามคำสั่งซื้อ วิ่งหาลูกค้าใหม่ๆ ให้ อีกรายเป็นดีไซเนอร์ฝรั่งที่สั่งสินค้าไทยไปขาย บอกว่ายังขายได้ น่าจะมาจากการที่สินค้าตรงกับความต้องการของลูกค้า รายนี้ทำคอลเลกชั่นผ้าไหมและผ้าฝ้าย ผ้าไหมตัดเป็นเดรสโดยใช้ไหมเวียดนามและตัดในเวียดนาม ไหมไทยสี่เส้นทำให้นุ่ม ตัดเป็นกระโปรงมีลูกเล่นรูดชายข้างเดียว น่ารักมาก และสั่งผ้าพันคอฝ้ายย้อมสีธรรมชาติจากไทยที่ขายมาหลายปีแล้วก็ยังขายได้อยู่ คนไทยที่อยู่ที่อเมริกามาออกร้านเองก็มี เขาสั่งเสื้อยืดแบบมีดีเทล ใช้ผีมือตัดต่อผ้าจากเมืองไทย แต่เป็น SMEs บอกว่าพอใจกับการเข้าร่วมงานนี้

พูดถึงงานแฟชั่นไม่พูดถึงเทรนด์ก็กระไรอยู่ สรุปสั้นๆ ว่า สีสันสดใสหลากสี ผ้าจะเห็นการใช้ผ้าใยธรรมชาติ ออร์แกนิค และผ้าจากใยไผ่มาแรง ก็ของจีนเขาล่ะค่ะ กลุ่มพวกพังค์ยังคงพอมีกำลังซื้อ แต่งพังค์ทั้งคนซื้อคนขาย ไปคุยถามดูเขาก็บอกว่ายังขายได้ พวก streetwear ที่เป็นเสื้อยืดหรือแจ็กเกตยังคงนิยมลายพวกหัวกะโหลก ไม้กางเขน ผสมลายกนกฝรั่ง

แล้วเศรษฐกิจอเมริกาที่จั่วหัวไว้จะเป็นอย่างไร ฤทธิ์ sub-prime ที่ไม่น่าจะเกิดเพราะน่าจะได้บทเรียนจากวิกฤติต้มยำกุ้งของเรา ทุกคนเกาะติดสถานการณ์ใกล้ชิดทุกวัน ฟังว่าแย่มากๆ แต่ไปตามห้างก็ยังมีคนเดิน คนอเมริกันปกติชอบซื้อเครดิต ซื้อง่าย พอไม่มีเครดิตก็รู้สึกว่าตึงมือ สื่อต่างๆ ก็กระหน่ำ ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายก็แนะนำว่าให้เก็บเงินไว้อย่าทำอะไร ต่างๆ เหล่านี้มีผลทางจิตวิทยามาก แต่พอเดือนมกราคมผลการขายปลีกออกมาเป็นบวกและดีกว่าที่คาดกันไว้เลยทำให้ชักสับสน ตกลงเป็นอย่างไรกันแน่ หลายสำนักเชื่อว่าต้นปีจะไม่ดีแต่ปลายปีจะดีขึ้น บางสำนักก็บอกว่าจะแย่กว่าที่คิดเพราะกระทบกระเทือนกันทั่วหน้า และต่อไปอาจจะระบาดไปถึงคนรวยด้วย จะไม่ขออธิบายมากถึงสาเหตุและการวิเคราะห์ระดับแมคโคร เพราะหาอ่านได้ทั่วไป แต่จะขอเสนอแง่มุมที่คนค้าคนขายจะเห็นโอกาสในวิกฤตินี้นะคะ

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศกว้างใหญ่ไพศาล รัฐบางรัฐก็เท่ากับประเทศไทยทั้งประเทศแล้ว และแต่ละรัฐกระทบกระเทือนไม่เท่ากัน พวกที่เป็นมากคือพวกที่กู้ยืมซื้อบ้านเกินกำลัง และราคาบ้านสูงกว่าความเป็นจริง อย่างรัฐเท็กซัสไม่ค่อยกระเทือนเท่ากับแคลิฟอร์เนียหรือฟลอริด้า ภาคส่งออกของอเมริกาดีมากเพราะค่าเงินอ่อน อย่างน้อยก็คาดว่าคนที่ทำงานในภาคส่งออกจะยังไม่ตกงาน สถิติการจ้างงานบอกว่ารัฐที่มีการจ้างงานสูงอันดับต้นๆ คือ ยูทาห์ ไอดาโฮ วอชิงตัน ฮาวาย และการจ้างงานมาจากภาครัฐ การขนส่ง สาธารณูปโภค

คุยกับซูเปอร์มาร์เก็ตเขาบอกว่าขายดีเพราะคนทำอาหารกินที่บ้านมากขึ้น เสื้อผ้าของใช้จากที่เคยซื้อแบบไม่ต้องคิดหน้าคิดหลังก็ยังซื้ออยู่แต่ลดลง และจากการที่น้ำมันแพง คนจะเดินทางน้อยลง คิดมากขึ้นว่าจะไปไหน ไปทีต้องคุ้มและไม่ไปไกลมาก เพราะฉะนั้นร้านขายของใกล้แหล่งที่อยู่อาศัยจะขายดีกว่าชอปปิ้งมอลล์ที่อยู่ไกลๆ ของถูกขายดี ส่วนของแพงไปเลยก็ยังขายได้ดีอยู่ตราบใดที่เศรษฐียังไม่กระเทือน บางสำนักบอกว่าคนที่มีเงินมีรายได้จากตลาดหุ้นหรือดอกเบี้ยจะเริ่มกระเทือน ก็คอยดูกันต่อไปว่าในความเป็นจริงแล้วจะมีผลมากน้อยเพียงไร

ภาคการท่องเที่ยวดี เงินดอลลาร์อ่อน กลายเป็นถูก พวกยุโรปพวกนักท่องเที่ยวเข้ามาซื้อของกันมาก แถวนิวยอร์กบางร้านรับเป็นเงินยูโรเสียเลย ดังนั้นตอนนี้ถ้าขายทัวริสต์ได้ด้วยจะช่วยได้ค่ะ

ทางออกของเราจะทำอย่างไรกันดี ได้มีการหารือกันในกลุ่มบริษัทไทยที่ไปร่วมงาน ส่วนใหญ่ก็บอกว่าออร์เดอร์ลด เลยหาทางแก้กัน สรุปทางเลือกหนึ่งที่ส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่าอยากจะลอง คือไม่นั่งรอลูกค้ารายใหญ่ออร์เดอร์ใหญ่ แต่จะลองใช้ระบบเอเยนต์หรือ sales rep. จะเรียกอะไรก็ตาม เพื่อช่วยขายวิ่งหาลูกค้า อาจเป็นลูกค้ารายเล็กไม่ใหญ่มาก แต่หลายๆ รายรวมกันก็จะได้มากพอสมควร และจ่ายค่าคอมมิชชั่นไป แต่เราต้องทำการบ้านมากขึ้น เช่น จัดการเรื่องโลจิสติกส์ เพราะเอเยนต์มักไม่ทำส่วนนี้ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครลอสแอนเจลีสของกรมส่งเสริมการส่งออกจะพยายามประสานงานให้ ถ้าไม่มีอุปสรรคคาดว่าในเดือนสิงหาคมนี้จะได้ทดลอง ท่านที่สนใจกรุณารีบสมัครเข้าร่วมงานแต่เนิ่นๆ จะได้มีเวลาเตรียมตัว เท่าที่ผ่านมามักจะรอจนใกล้ๆ จวนเจียนแล้วถึงสมัคร ซึ่งมีผลทั้งเรื่องทำเลและเรื่องการเตรียมความพร้อม

จากการหารือกับผู้จัดงาน MAGIC Show เขาอธิบายว่างานนี้กลุ่มผู้ซื้อใหญ่ที่สุดคือกลุ่ม SMEs ซึ่งมีร้านบูติคหรือมีสาขาไม่มากนัก แต่แน่นอน ไม่กดราคาเท่ากับร้านใหญ่มีสาขาทั่วประเทศ และในเดือนสิงหาคมนี้ทางผู้จัดจะปรับวันจัดงาน คือส่วน Sourcing zone จะยังมี 4 วันเหมือนเดิม แต่ส่วนอื่น เช่น WWD ที่เป็นเสื้อผ้าผู้หญิง Men และ Kids จะเหลือแค่ 3 วัน โดยในส่วนของ Sourcing จะเปิดก่อนเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แสดงสินค้าจากส่วนอื่นที่เป็นลูกค้าของ sourcing มาหาแหล่งผลิต เนื่องจากปกติไม่ค่อยมีเวลามาเดินดูมากนักเพราะต้องเฝ้าบูธตัวเอง เท่าที่เห็นพวกนี้มักจะมาเดินวันสุดท้ายหรือในเวลาที่ว่างไม่มีลูกค้า ก็ต้องลองดู เพราะสี่วันนับว่านานสำหรับงานแฟร์ และวันสุดท้ายคนมักจะน้อย พวกผู้ออกงานทั้งหลายก็เก็บของกันตั้งแต่หลังเที่ยง สำหรับชาว OEM คงได้แต่หวังว่าวิธีนี้จะช่วยได้บ้าง

สรุปว่าในวิกฤติแบบนี้ต้องหาโอกาส ต้องปรับวิธีการทำธุรกิจ อย่างที่ผู้นำเข้าคนหนึ่งบอกว่า อยู่ในวงการมาหลายสิบปี เรื่องเศรษฐกิจซบเซาไม่ใช่เรื่องใหม่ เราจะต้องประคองไปจนกว่าจะผ่านพ้นและกลับมาดีใหม่อีกครั้ง โชคดีทุกท่านค่ะ

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.