ที่นับวันความชื่นชมหรือรสนิยมของสังคมไทยจะปรับเปลี่ยนไปเป็นการส่งเสริมให้เด็กเป็นตัวของตัวเอง มี
ความคิดสร้างสรรค์ มีอิสระในการแสดงออก และกล้าแสดงออกมากขึ้น ธุรกิจการเรียนพิเศษ เสริมทักษะ
ด้านต่างๆ สำหรับเด็กจึงเฟื่องฟูเจริญงอกงามตามมา ไม่ว่าจะเป็นการเรียนร้องเพลง การเต้น การพูด การ
เรียนศิลปะดนตรี การเข้าค่ายออกแคมป์ เสริมทักษะการเข้าสังคม ซึ่งไม่ได้นับรวมการเรียนพิเศษวิชาวิทยา
ศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย จีน อังกฤษ ซึ่งนับเป็นกิจกรรมเสริมภาคบังคับ ที่พ่อแม่ทุกครอบครัวต่างพึง
ปฏิบัติต่อบุตรเป็นขั้นต่ำ เราจึงมีโอกาสเห็นเด็กๆ กล้าแสดงออกทางโทรทัศน์อย่างฉะฉาน มีความคิด
ปฏิภาณไหวพริบ และทักษะการร้องเต้น ตอบคำถามอย่างที่ผู้ใหญ่เจนเนอเรชั่นก่อนหน้าถึงกับทึ่งในความ
สามารถ เด็กๆ ทุกวันนี้แก่แดดขึ้นกว่าเดิมใช่หรือไม่ เด็กๆ ทุกวันนี้มีการแสดงออกได้หลากหลายทางใช่หรือ
ไม่ เมื่อเสื้อผ้าเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งในการแสดงออกถึงความเป็นตัวตน เด็กๆ เหล่านี้มีโอกาสเลือกซื้อเสื้อ
ผ้าเองหรือไม่ และพวกเขาสะท้อนความเป็นตัวเองอย่างไร
บทความตอนนี้เป็นการนำผลการวิจัยเล็กๆ ชิ้นหนึ่งจากห้องเรียนวิชา Basic Research in Textiles and
Products ของภาควิชาวิทยาการสิ่งทอ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ผู้เขียนสอนอยู่ โดยมีนิสิตในชั้นเรียน
ช่วยกันออกสำรวจความคิดเห็นและพฤติกรรมการบริโภคเสื้อผ้าเด็กหญิง โดยแบ่งการสำรวจออกเป็น
สองกลุ่ม คือ พ่อแม่ ผู้ปกครอง จำนวน 200 ตัวอย่าง และเด็กหญิงอายุ 3-10 ขวบ อีก 200 ตัวอย่าง ใน
เขตกรุงเทพมหานคร โดยเลือกสำรวจเสื้อผ้าเด็กหญิงซึ่งมีความหลากหลายของรูปแบบและแบรนด์มากกว่า
เด็กชาย มีหลายคำถามที่สามารถใช้สัมภาษณ์ ทั้งผู้ปกครองและตัวเด็ก แต่หลายๆ คำถามใช้เฉพาะผู้
ปกครองเท่านั้น
กลุ่มตัวอย่างที่ทำการสัมภาษณ์แบบใช้แบบสอบถามทั้งสองกลุ่มมีการกระจายตัวค่อนข้างสม่ำเสมอใกล้
เคียงกันมาก โดยใช้อายุของเด็กหญิงเป็นหลักสำคัญ ช่วงอายุของเด็กหญิงมีปริมาณสูงสุดอยู่ในกลุ่ม 6 ถึง
7 ขวบ ระดับรายได้ของครอบครัวอยู่ระหว่าง 10,000-30,000 บาท ถึง 39% รองลงมาคือ 30,000-50,000
บาท จำนวน 30.50% และ 50,000-100,000 จำนวน 25.50% ซึ่งจัดว่าไม่แตกต่างกันมากนัก โดยภาพรวม
ครอบครัวที่ได้สัมภาษณ์มาจัดได้ว่าเป็นกลุ่มชนชั้นกลางที่มีรายได้พอประมาณ ในขณะที่ชนชั้นที่มีฐานะสูงที่
มีรายได้เกิน 100,000 บาท มีเพียง 1.50% และรายได้น้อยมากต่ำกว่า 10,000 บาท มีเพียง 3.50% ซึ่ง
กลุ่มชนชั้นกลางนี้เป็นกลุ่มตัวอย่างที่น่าสนใจ เพราะโดยสภาพความเป็นจริง กลุ่มนี้สามารถบริโภคสินค้า
ราคาแพงก็ได้ ถูกก็ชอบ และมีเวลาเลี้ยงดูบุตรอย่างไม่ขัดสนจนเกินไปนัก ทั้งในด้านกำลังเงินและเวลา
โดยสังเกตได้ว่าผู้ปกครองนี้มีอาชีพแม่บ้านเพียง 20% แสดงว่าส่วนใหญ่ผู้ปกครองหญิงต้องช่วยทำงานหา
รายได้ด้วย อาศัยในบ้านเดี่ยว 45.50% และทาวน์เฮาส์ และ 41.50% โดยเป็นเจ้าของบ้านถึง 80.50% จัด
ว่าเป็นครอบครัวของคนรุ่นใหม่ ที่แต่งงานมีครอบครัว มีบ้านใหม่ มีลูกที่ยังไม่โตเต็มที่นัก ครอบครัวลักษณะ
นี้ ด้วยรายได้ขนาดนี้ น่าจะต้องมีการวางแผนการใช้เงินพอสมควร เพื่อให้สอดคล้องกับรายจ่ายรอบด้าน
ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเด็กหญิง 3-10 ขวบนี้เป็นคนละกลุ่มกับผู้ปกครองที่มีบุตรสาววัย 3-10 ขวบ แต่ที่น่า
ประหลาดใจคือ ส่วนใหญ่ผลของการสำรวจจะได้ความถี่ที่สอดคล้องหรือใกล้เคียงกันมาก อาทิเช่น เด็กๆ จะ
ได้เสื้อผ้าใหม่ประมาณเดือนละครั้ง 45.5% เท่ากัน และมากกว่าสองครั้งต่อเดือน 29% ในกลุ่มเด็ก และ
26.5% ในคำตอบของผู้ปกครอง แสดงว่าโดยหลักๆ แล้วการบริโภคเสื้อผ้าเด็กหญิงอยู่ในเกณฑ์เดือนละ
ครั้ง มีถี่กว่าและห่างกว่าบ้าง แต่ไม่ใช่ลักษณะการใช้เสื้อผ้าจนขาดหรือยางยืดหย่อนยานแล้วค่อยหาซื้อตัว
ใหม่ให้ลูกอย่างในอดีต
ประมาณ 46% บอกว่ามีโอกาสแต่งตัวพิเศษเฉพาะโอกาสพิเศษเท่านั้น โดยแต่งสบายๆ เหมือนๆ กันทุกวัน
25% (ในเด็ก 19.50%) และแต่งตัวพิเศษขึ้นในวันหยุด 22% (ในเด็ก 26%) แสดงว่าประมาณ 1 ใน 7 ที่
เด็กจะรู้สึกว่าได้แต่งตัวพิเศษขึ้นในวันหยุด และความพิเศษนั้นจะมากขึ้นมากในโอกาสสำคัญๆ เช่น วันเกิด
วันเด็ก วันพบญาติ ถ้าลองคิดเล่นๆ ว่าโอกาสพิเศษของเด็กคือเดือนละ 1 ครั้ง เสาร์ อาทิตย์ เดือนละ 8 วัน
ที่เหลือเป็นวันธรรมดา เราน่าจะอนุมานโอกาสในการแต่งตัวของเด็กๆ ได้ หรืออนุมานระดับการผลิตเสื้อผ้า
เด็กเพื่อรองรับระดับในการแต่งตัวได้อย่างคร่าวๆ ดังนี้ พิเศษ : วันหยุด : ปกติ เท่ากับ 1 : 8 : 21 หรือถ้า
ลองเทียบกับ 100% ของสินค้าภายในร้านน่าจะได้ตัวเลขเป็น 4% : 25% : 71% ซึ่งเทียบกับทฤษฎีที่ผู้
เขียนใช้สอนในวิชา Fashion Merchandising คือ 4% เป็นสินค้าแฟชั่นนำสมัย 25% เป็นสินค้าที่มีกลิ่นอาย
ของแฟชั่น และ 71% เป็นสินค้าเบสิคเรียบง่าย ในขณะที่ตัวเลขอัตราส่วนของสินค้าขายผู้ใหญ่มักอยู่ที่ 20-
30% แฟชั่น 50-60% มีแฟชั่นเล็กน้อย และ 20-30% เบสิค
โดยเสื้อผ้าผู้ใหญ่จะไม่เน้นเรียบหรือนำแฟชั่นมากเกินไปในกลุ่มสินค้าแฟชั่นคนชั้นกลาง ซึ่งจัดได้ว่ามีอัตรา
ส่วนที่ลองคำนวณเล่นๆ ที่น่าสนใจ เพราะน่าจะสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่ว่า 1) การแต่งตัวแบบ
แฟชั่นน่าจะน้อยกว่าผู้ใหญ่ทั่วไป 2) พ่อแม่มักเน้นเสื้อผ้าที่ไม่ใช้นาน เพราะลูกโตเร็วและเป็นช่วงเวลาใช้เงิน
ในการสร้างครอบครัว
ปัจจุบันเสื้อผ้าเด็กไม่ได้มีราคาถูกอย่างที่หลายคนคิด ผู้ปกครองหรือคนที่เคยซื้อเสื้อผ้าเด็กจะทราบดีว่าเสื้อ
ผ้าเด็กมีราคาไล่หลังเสื้อผ้าผู้ใหญ่อย่างที่หลายคนอดเปรียบเทียบไม่ได้ว่า ตัวเล็กนิดเดียวแต่ราคาเกือบเท่า
เสื้อผ้าคนโต ราคาเสื้อที่มีแบรนด์ในห้างสรรพสินค้าอย่างถูกๆ คือ 200-300 บาท ในขณะที่เสื้อที่มีแบบสวย
งาม มีดีไซน์มากขึ้น อาจจะราคาสูงถึงเกือบ 1,000 บาท จากตัวเลขพบว่า 48% ใช้เงินครั้งละ 200-500
บาท และ 39% ใช้เงิน 500-1,000 บาทในการซื้อเสื้อผ้าแต่ละครั้ง นั่นแสดงว่าถ้าผู้ปกครองเหล่านี้ซื้อสินค้า
ในห้างสรรพสินค้า และเป็นสินค้ามีแบรนด์ น่าจะได้เสื้อผ้าเพียงประมาณ 1 ชุดเท่านั้น ในขณะที่ถ้าซื้อหาสิน
ค้าในดิสเคาน์สโตร์ เช่น Big C หรือ โลตัส น่าจะได้ถึง 2-3 ชุดต่อครั้ง คำถามคือ ทำอย่างไรถึงจะทำให้ผู้
ปกครองจ่ายเงินซื้อมากกว่านี้ เพิ่มเป็นมากชิ้นขึ้นดี หรือซื้อบ่อยขึ้น หรือซื้อราคาสูงต่อชิ้นดี?
แม่ของเด็กยังคงมีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อเสื้อผ้าให้ลูกสาวเหมือนที่เคยเข้าใจกันมา และตลอดไป ใน
กลุ่มตัวอย่างผู้ปกครอง พบว่า 66% เป็นแม่ และ 19% เป็นพ่อที่เลือกซื้อเสื้อผ้าให้ลูก ในขณะที่เด็กๆ ตอบ
ว่าเกือบ 80% แม่เป็นคนซื้อให้ ญาติพี่น้องอาจมีบทบาทบ้างแต่ไม่ใช่หน้าที่หลัก และมีเพียง 2.19% ที่เด็ก
ตอบว่าได้เลือกซื้อเอง
แหล่งที่หาซื้อสินค้ามีตัวเลขใกล้เคียงกันพอสมควร คือส่วนใหญ่ซื้อเสื้อผ้าจากห้างสรรพสินค้า และห้างฯ ที่
นำคะแนนโด่งมาคือ ห้างเซ็นทรัล ตามมาห่างๆ คือ The Mall ในขณะที่ห้างหรือศูนย์การค้าอื่นๆ แทบไม่มี
บทบาท จุดนี้น่าสนใจว่าแหล่งจำหน่ายที่ดีและตรงใจทั้งผู้ปกครองและเด็กคือ ห้างเซ็นทรัล ในขณะที่
ดิสเคาน์สโตร์อย่างบิ๊กซี คาร์ฟูร์ และโลตัส เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ คือ 21-23% เลือกซื้อเสื้อผ้าที่นั่น และ
ประมาณ 21% เป็นสินค้าจากตลาดนัด ซึ่งนับวันจะมีบทบาทต่อสังคมไทยมากยิ่งขึ้น เพราะตลาดนัดข้าง
ออฟฟิศผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั้งในพื้นที่ส่วนราชการ และย่านธุรกิจ สามารถขโมยเงินจากกระเป๋าออฟฟิศ
เกิร์ลได้ทุกวัน เฉพาะในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีตลาดนัดเกือบจะสามครั้งต่อสัปดาห์เปลี่ยนตามโลเค
ชั่น 10 โมงเช้าถึงบ่ายโมงสาวๆ ข้าราชการน้อยใหญ่ไม่เป็นอันทำงาน เพราะออกไปเสาะแสวงหาของกิน
และของใช้ อาหารที่นำมาขายก็มักจะอร่อยกว่า แปลกตากว่าอาหารที่ขายในโรงอาหาร เช่นเดียวกัน สินค้า
เสื้อผ้าเช่นเสื้อผ้าเด็กก็มักจะเป็นสินค้าจากโรงงานที่ตกหล่นจากการส่งออก ดูมีคุณภาพ และราคาน่าเย้ายวน
ใจยิ่งนัก ยิ่งมีแบรนด์นอกแปะประกันรับรองคุณภาพด้วยแล้ว บวกกับสินค้าที่หมดแล้วหมดเลย ไซส์ไม่มีให้
เลือกมากนัก ถ้าเจอะเจอคุ้ยหาจนพบของถูกใจแล้วต้องรีบตัดสินใจโดยพลัน ต่างกับสินค้าในห้างฯ ที่ผู้
ปกครองสามารถเล็งไว้ก่อนได้ เงินเดือนออกค่อยว่ากัน
เมื่อถามถึงกิจกรรมนอกเวลาเรียนพบว่า ไม่มีเด็กคนไหนไม่มีกิจกรรมทำ เพราะเด็กเจนเนอเรชั่นนี้มีทาง
เลือกที่หลากหลาย ส่วนใหญ่เล่นกีฬาถึง 59% (33% ในผลของผู้ใหญ่) หน้าแปลกที่เสื้อผ้ากีฬาสำหรับเด็ก
ยังไม่ได้รับการใส่ใจเท่าที่ควร มักเป็นแบบเสื้อง่ายๆ หรือเลียนแบบผู้ใหญ่ และยังไม่เห็นมีแบรนด์ไหนหันมา
จับเสื้อผ้าออกแนวสปอร์ตแวร์ของเด็กอย่างจริงจัง กิจกรรมอื่นๆ ที่คาดหวังได้ เช่นบัลเล่ต์ เปียโน ดนตรี
ภาษาต่างประเทศ เรียนพิเศษมีคะแนนสูสีกัน แต่ที่โดดเด่นคือเล่นเกมและอินเตอร์เน็ต ซึ่งตัวเลขอาจจะไม่
สูงมากนักในเด็กหญิง แต่ถ้าในเด็กชายน่าจะทะลุเป้ากว่านี้ กิจกรรมนอกหลักสูตรจัดว่าเป็นกิจกรรมที่มักไม่
ต้องแต่งตัวเป็นแบบยูนิฟอร์มเหมือนไปเรียนในโรงเรียน ดังนั้นน่าจะเป็นโอกาสดีที่เด็กๆ จะได้แต่งตัวพิเศษ
มากยิ่งขึ้น
เมื่อดูปัจจัยในการพิจารณาเลือกซื้อเสื้อผ้าเด็ก (ซึ่งตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) พบว่าราคากลายเป็นตัวเลือกสูง
สุดคือ 22.83% สูงกว่าความชอบของลูก 18.57% และตามมาด้วยเสื้อผ้าต้องใส่ได้หลายโอกาส 12.10%
ที่น่าสังเกตคือ แบรนด์มีผลเพียง 2.90% เท่านั้น ผู้เขียนเชื่อว่าผู้ปกครองทุกคนอยากให้ลูกๆ สวย ดูดี น่ารัก
อยากซื้อเสื้อผ้าให้ แต่ราคาเป็นเรื่องตะขิดตะขวงใจพอควรเพราะแพงสูสีกับเสื้อผ้าผู้ใหญ่ ดังนั้นเมื่อแบรนด์
มีผลต่อปัจจัยการตัดสินใจน้อย การสร้างแบรนด์ที่ราคาไม่แพงน่าจะเป็นทางเลือกต้นๆ ของผู้ปกครอง
คำถามในส่วนของสีและสไตล์นี้เป็นคำถามที่มีภาพประกอบ เพื่อให้ผู้ตอบโดยเฉพาะเด็กได้เลือกคำตอบที่
ใกล้เคียงกับใจมากที่สุด ลักษณะของเสื้อผ้าที่พบอันดับ 1 คือ สีอ่อนหวาน เช่น ฟ้าอ่อน ชมพูอ่อน และ
เหลืองอ่อน ในอัตราส่วนเกือบ 1 ใน 3 ในขณะที่ตัวเลือกต่อมาคือ กลุ่มสีลูกกวาด สีสดจัดหลากสี ประมาณ
เกือบ 1 ใน 4 กลุ่มสีตุ่น หม่น แบบสีวินเทอร์ต่างประเทศเป็นกลุ่มสีที่นิยมน้อยที่สุด
ลักษณะดีไซน์ที่ชอบหรือสไตล์การแต่งตัว พบว่าอันดับ 1 คือน่ารัก สุภาพ เรียบร้อย ทั้งสองกลุ่มตอบใกล้
กัน เกือบ 50% รองลงมาคือ แนวคล่องแคล่วทะมัดทะแมง ลายการ์ตูน ฮีโร่ ในขณะที่แบบลุยๆ เซอร์ๆ ไม่
เป็นที่นิยมในเสื้อผ้าเด็กหญิงมากนัก
เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองถูกถามถึงบุคลิกภาพของลูกสาว พบว่ามีข้อมูลที่แตกต่างจากผลที่ได้ เมื่อถามไปยังตัว
เด็กบ้าง อาทิเช่น ผู้ใหญ่บอกว่า 21.59% เป็นเด็กกล้าแสดงออก 22.35% ซุกซน 20.45% ช่างแต่งตัว รัก
สวยรักงาม โดยมีลักษณะเรียบร้อยเพียง 15.15% เท่านั้น โดยเมื่อถามเด็กเองพบว่า อันดับ 1 คือ 27.39%
บอกว่าเป็นคนเรียบร้อยสุภาพ 23.04% กล้าแสดงออก 20% ซุกซน และ 13.91% เป็นคนช่างแต่งตัว
จะเห็นได้ว่าไม่ว่าลูกๆ จะมีบุคลิกภาพอย่างไรก็ตาม เสื้อผ้าที่ผู้ปกครองซื้อหาให้เกือบครึ่งเป็นสไตล์น่ารัก
เรียบร้อย สุภาพอยู่ดี ผู้ปกครองยังคงมีอิทธิพลสูงมากต่อการแต่งตัวของลูกถึงแม้กิจกรรมนอกเวลาเรียน
ต่างๆ จะพัฒนาไปหลากหลายแล้วก็ตาม
และในลำดับสุดท้าย เมื่อคำถามมีรูปเสื้อผ้าให้เลือกว่าซื้อเสื้อผ้าแบบไหนมากที่สุด พบว่า คำตอบสามอันดับ
แรกของทั้งในผู้ปกครองและเด็กตรงกันคือ หมายเลข 1 , 5 และ 6 โดยเสื้อผ้าส่วนใหญ่ที่เด็กชอบเป็นแบบ
เสื้อยืดทั่วไป มีลายพิมพ์เป็นการ์ตูน ฮีโร่ หรือเป็นเสื้อผ้ามีแบบแฟชั่นเล็กน้อย ในรูปแบบที่ดูเรียบร้อย เป็น
เด็กสดใสร่าเริง ไม่ใช่แนวคุณหนู ลุย เซอร์ หรือเป็นผู้ใหญ่มากๆ หรือแม้แต่เรียบกริบ หรือเลียนแบบเด็ก
ผู้ชาย
ถึงแม้ว่าเสื้อผ้าเด็กในสไตล์ที่ได้คะแนนความชอบน้อยจะไม่เป็นที่ต้องการของตลาดมากนัก แต่ไม่ได้หมาย
ความว่าจะไม่สามารถทำตลาดได้ เสื้อผ้าไม่ว่าจะเป็นของเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้ชาย ผู้หญิง ล้วนมีความหลากหลาย
และมีขนาดตลาดที่แตกต่างกัน ผู้ประกอบการทั่วไปมักคิดว่าตลาดใหญ่เท่านั้นที่น่าสนใจ แต่ในความเป็น
จริงตลาดยิ่งใหญ่ยิ่งมีผู้ประกอบการเข้ามาทำธุรกิจและทำตลาดมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ในทางตรงกันข้าม ตลาด
เฉพาะเล็กๆ เช่น เสื้อผ้าเด็กหญิงที่ออกแนวสปอร์ต แนวกราฟฟิคที่เหมาะกับเด็กแก่นซน หรือแนวเลียนแบบ
ผู้ใหญ่ก็จัดว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน และเมื่อนับวันเด็กๆ จะมีกิจกรรมที่หลากหลาย มีความกล้าและโอกาสใน
การแสดงออกมากขึ้น ยิ่งทำให้เด็กมีความเป็นตัวของตัวเองมากยิ่งขึ้น ความชัดเจนในบุคลิกภาพน่าจะมี
มากกว่าในอดีต และอนาคตเด็กๆ เหล่านี้ต้องการเสื้อผ้าเฉพาะสไตล์ที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น เด็กๆ ไม่ใช่คนที่
มีกำลังซื้อแต่มีเพาเวอร์ในการเลือกซื้อมากขึ้นเรื่อยๆ พ่อแม่พิจารณาปัจจัยจากราคา ต้องการสินค้าราคาถูก
ลง ไม่ได้ต้องการสินค้าแฟชั่นจัดจ้าน ผู้บริโภคสามารถวิ่งเลือกซื้อสินค้าได้หลายตลาดทั้งในห้างฯ นอกห้างฯ หรือแม้แต่ตลาดนัด ผู้ประกอบการท่านไหนสนใจออกแบรนด์เสื้อผ้าเด็กอย่ารีรอเพราะพื้นที่ของ
เซ็นทรัลมีจำกัดเหลือเกิน The Mall อาจเป็นอีกทางเลือก แต่ถ้าจะเข้าตลาดดิสเคาน์สโตร์ขายเอาปริมาณละ
ก็ โปรดพิจารณาศักยภาพในการผลิตของตนเอง และศักยภาพในการทำมาร์จิ้นต่ำๆ ให้ได้ตามที่ทางห้างต้อง
การ ถ้าทำได้จะน่าสนไม่น้อย เพราะที่นั่นทำงานง่ายกว่าการออกแบรนด์ลงห้างฯ ชั้นนำหลายเท่าตัว Less
Fashion, No Collection, Just Coordination, Colorful, Simple Style and Less SKU.












