สำหรับตัวเลขภาคแมคโคร คงหาอ่านกันได้ทุกวันอยู่แล้ว และทั้งอ่านทั้งฟังกรอกหูกันทุกวัน ได้ผลเชิงจิตวิทยามาก ทำให้คนที่รายได้ยังปกติพลอยรู้สึกว่าจะต้องประหยัดไปด้วย ฟังตัวเลขแล้วมันแย่มากๆ คนตกงาน ธุรกิจปิดมากขึ้นทุกวันๆ ธนาคารไม่ปล่อยเครดิต คนทั้งไม่มีเงินซื้อ หรือถ้าพอจะมีก็รัดเข็มขัดกันเอวคอดกิ่ว ไม่ทราบว่าจะได้เห็นคนอเมริกันที่อ้วนมากๆ ผอมลงได้ในยุคนี้หรือเปล่า ล่าสุด นายบารัค โอบามา ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ (กว่าหนังสือจะออกคงเป็นประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการไปแล้ว) ออกแถลงการณ์เป็นประวัติศาสตร์ ที่ว่าที่ประธานาธิบดีออกแถลงการณ์แผนกระตุ้นเศรษฐกิจโดยไม่รอให้เป็นก่อน นัยว่าจะได้สร้างความเชื่อมั่น ก็ยังบอกว่าจะต้องทำให้เร็วที่สุด แต่กว่าจะเห็นผลคงเป็นปี
เวลาเราอ่านข่าวเราจะรู้สึกว่ามันแย่ แย่ไปหมด แต่ในความเป็นจริง ไม่ทั้งร้อยหรอกค่ะ คนที่ยังไปได้ดี หรือได้ดีเพราะสถานการณ์แบบนี้ บางทีเขาก็ไม่ประกาศให้โลกรู้ ประมาณว่าเกรงใจคนที่เขายากลำบาก ดังนั้น เพื่อให้เห็นความเป็นจริงทุกด้าน และเพื่อมองหาโอกาส ดิฉันจะพยายามมองหาโอกาสในวิกฤติ ซึ่งมันมีอยู่แล้วล่ะค่ะ หนังสือพิมพ์บางฉบับมีรายงานถึงธุรกิจที่ไปได้ดีในยามยากแบบนี้ ล่าสุด เวปไซต์ชื่อ www.linkedin.com มีข่าวว่าธุรกิจไปได้ดีมาก คนเข้ามาใช้เพิ่มขึ้น หลายเท่าตัว ทำให้มูลค่าบริษัทพุ่งเป็นร้อยล้านเหรียญ เวปนี้เป็นเน็ตเวิร์คสำหรับคนทำงานระดับผู้บริหาร รายได้ 50,000-250,000 เหรียญต่อปี หรือเฉลี่ย 100,000 เหรียญต่อปี ต้องมีสมาชิกแนะนำเชิญเข้าไปถึงจะได้ ต่างกับพวกเวปไซต์ที่เป็น social network โดยเปรียบเทียบได้ว่า myspace เป็น backyard barbeque ส่วน facebook เป็น bar แต่ linkedin เป็นออฟฟิศที่เป็นที่นิยมมากขึ้นมาก เพราะคนตกงานเข้าไปใช้บริการ และพวก HR ก็ใช้เป็นที่หาคนทำงาน
นิสัยคนอเมริกัน ฟุ่มเฟือย ใช้แล้วทิ้ง ไม่ได้ซื้อของคุณภาพสูงและราคาสูงเมื่อเทียบกับยุโรป และตลาดการเงินหรือแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ต้องการให้คนใช้จ่ายมากๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การประหยัดมัธยัสถ์ไม่ใช่วิสัย พวกเครดิตการ์ดบทจะให้ง่ายก็ง่าย ถ้าเคยมีประวัติเป็นหนี้มาก่อนก็จะขอได้ง่ายๆ แล้วก็จะเป็นหนี้กันเรื้อรังเพราะใช้เพลินไม่มีปัญญาจ่ายคืน มีคนเป็นหนี้เครดิตการ์ดกันเป็นหมื่นๆ เหรียญ และคิดดอกเบี้ยแพงมาก พอมาตอนนี้ไม่ปล่อยเครดิต พวกเคยใช้ของเงินผ่อนก็ไม่มีเงินจะซื้อของ แถมมีเรื่องตกงานอีก เลยขัดสน บวกกับจิตวิทยา ฟังทุกวันจนเชื่อ ทั้งที่คนที่ไม่กระเทือนเพราะไม่ได้มีหนี้สิน subprime ไม่ได้ตกงาน ก็พลอยประหยัดไปด้วย
ปกติคนอเมริกันใช้ของทิ้งขว้างที่สุด ตอนนี้เป็นกระแสรีไซเคิล ไม่ทิ้งของ เอามาใช้ใหม่ แมกกาซีนต่างๆ ล้วนแต่นำ เสนอวิธีการประหยัดรัดเข็มขัด การเอาของเก่ามาใช้ใหม่ รวมทั้งแนะนำการแต่งตัวโดยใช้สินค้าราคาถูก เช่น แต่งตัวให้ดูดีโดยใช้เสื้อผ้าราคาไม่แพง เครื่องสำอางแทนที่จะซื้อยี่ห้อแพงๆ ไปซื้อตามซูเปอร์มาร์เก็ตก็ได้ ออกมาสวยเหมือนกัน ไม่มีใครรู้ว่าใช้อะไร เสื้อผ้าก็ซื้อร้านถูกๆ เอามาผสมผสานกัน
ร้านที่ขายสินค้าจำเป็นหรือไม่จำเป็น ขอให้ราคาถูกจะมีคนคึกคักมาก ทางร้านบอกว่ายอดขายพุ่งกระฉูด เช่น ร้าน 99 c ของทุกอย่างราคา 99 เซนต์ แต่ตอนนี้ก็ขึ้นราคาเหมือนกันค่ะ เป็น 99.99 เซนต์ สินค้าแบรนด์ เช่น Coach ตอนเซลส์ที่ outlet ต้องจัดคิวให้เข้าไปในร้านได้ทีละกี่คน และแต่ละคนก็ซื้อกันทุกคน นักท่องเที่ยวมาขนซื้อกันก็มาก สินค้าบางอย่างที่จะมีอัตราขยายตัว เช่น บุหรี่ สินค้าฟุ่มเฟือยชิ้นเล็กๆ เช่น ลิปสติก น้ำหอม เขาบอกว่าเป็นสินค้าคลายเครียดค่ะ ธุรกิจโฆษณา การตลาด ทำเวปไซต์ บางบริษัทงานเยอะมาก สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากบริษัทลดพนักงานแล้วมา outsource มากขึ้น อีกส่วนหนึ่งมาจากธุรกิจที่ยังอยู่ต้องพยายามดิ้นรน บริษัทก่อสร้างทางในฮาวายบอกว่าธุรกิจดีกว่าช่วงเศรษฐกิจดีเสียอีก ส่วนหนึ่งมาจากการโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
สินค้าแฟชั่นยังพอขายได้
เ
รื่องแฟชั่นของเรา จากการสัมภาษณ์ผู้คนอเมริกันชน ส่วนใหญ่บอกว่าตัดเรื่องเสื้อผ้า เครื่องประดับ ของฟุ่มเฟือยทั้งหลายก่อน ของกินจำเป็นที่สุด ลดการกินข้าวนอกบ้าน รวมทั้งลดความถี่ เช่น เคยไปกินข้าวนอกบ้านอาทิตย์ละ 3-4 วัน จะเหลือสัก 1-2 วัน แล้วอาหารที่สั่งจะราคาย่อมเยาลง และจำนวนน้อยลง เช่น เบียร์เหลือขวดเดียว เคยสั่งมัสมั่นกุ้งก็สั่งเป็นหมูแทน สั่งกับข้าวอย่างเดียวแทนที่จะสั่งหลายๆ อย่าง หรือถ้าไปกินจะเปลี่ยนจากร้านแพงๆ มาเป็นร้านถูกๆ และร้านอาหารทั้งหลายก็นำเสนอเมนูราคาสู้เศรษฐกิจ (แต่ไม่มีธงฟ้าราคาประหยัดจากภาครัฐ) วัยรุ่นบอกว่าไม่ซื้อเสื้อผ้าก็ได้ แต่เกมส์นี่เลิกไม่ได้ บริษัท Apple ขาย iPhone, iPod ขายคอมพิวเตอร์ยังมียอดขายเป็นบวก
ช่วงเทศกาลขอบคุณพระเจ้า Thanksgiving ซึ่งคงขอบคุณไม่ค่อยออกกัน กับช่วงคริสต์มาส ซึ่งสองช่วงนี้ถือเป็นยอดขายครั้งใหญ่ของปี ปรากฎว่ายอดขายไม่ดี ช่วงคริสต์มาสฟังข่าวว่ายอดขายตก ประมาณ 2% ฟังดูก็ไม่ใช่ตัวเลขสูงมาก พอหลังคริสต์มาส ข่าวบอกว่าคนแน่นร้านไปหมด แต่เปล่าค่ะ ไม่ได้มาซื้อ แต่มาคืน เพราะฉะนั้นร้านค้าต่างๆ คงจะมีสต็อคมากขึ้น และคงต้องพยายามระบายด้วยการเซลส์กระหน่ำต่อไป ยังไม่ได้ไปสำรวจถึงแถว Beverly Hills หรือ Rodeo Drive ซี่งได้ข่าวว่าลดกระหน่ำเหมือนกัน แต่เป็นสินค้าแบรนด์ทั้งหลายที่ลดกระหน่ำ บางคนก็เล่าว่าตอนนี้พวกแบรนด์ระดับ Prada ไปหาซื้อได้แถว TJ Maxx (ร้านขายของลดราคา) โรงรับจำนำรับของชิ้นใหญ่ๆ ทั้งเครื่องเพชร เรือยอร์ช ห้างร้านต่างๆ ปิดกิจการหรือลดจำนวนสาขาลง ล่าสุด ห้าง Macy’s ที่ downtown LA ก็จะปิดเหมือนกัน
วิเคราะห์ได้ว่า ร้านที่เหลืออยู่โอกาสอาจจะดีขึ้น เพราะคู่แข่งลดลง และภาครัฐช่วยธุรกิจด้วยการลดหย่อนกฎระเบียบ เช่น แถวๆ รัฐเวอร์จิเนีย ปกติห้ามร้านค้าติดป้ายโฆษณาบนทางเท้า ตอนนี้ผ่อนผันให้ เจ้าของร้านบอกว่าป้ายช่วยได้ ทำให้คนเข้าร้านเพิ่มขึ้น 20%
มีการวิเคราะห์กันอีกว่า คนยุคนี้ไม่ว่าจะพวกสื่อหรือนักธุรกิจเจ้าของกิจการส่วนใหญ่มีอายุน้อย ไม่เคยผ่านวิกฤติที่หนักหนากว่านี้ ทำให้คิดว่ามันแย่สุดๆ เพราะที่ผ่านมาเอ็นจอยเศรษฐกิจฟุ่มเฟือยกันมาตลอด ในขณะที่คนยุคก่อนๆ ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายสิบปี ทำใจได้ บอกว่าธุรกิจมีขึ้นมีลง เคยเจอแย่มาก่อนตั้งแต่หลังสงคราม สามารถปรับตัวรับสภาพและประคองจนกว่าจะพ้นไป ระหว่างนั้นคู่แข่งที่เอาตัวไม่รอด เจ๊งไป ก็ทำให้คู่แข่งของตัวเองลดลง ทำให้ง่ายขึ้นอีกหน่อย
สินค้าแฟชั่นยังพอขายได้ คนไม่ได้หยุดสต็อป buy no more ขนาดนั้น แต่ลดความถี่ ลดจำนวน ลดงบ ที่น่าจะเชิญชวนให้คนซื้อเป็นเครื่องประดับตกแต่ง ที่ใช้ update look ให้ดูทันสมัยอินเทรนด์ ใช้ของใหม่ช่วยให้ของเก่าดูเป็นลุคใหม่ หรือเสื้อผ้าที่ดัดแปลงใช้ได้หลายโอกาส หลายวัตถุประสงค์
สำหรับเราชาวไทยดิฉันขอเอาใจช่วย ยามนี้หากออร์เดอร์ลดลง เราพอจะมีเวลามาปรับปรุงระบบภายในองค์กรที่ปกติไม่มีเวลา ได้คิดได้ปรับปรุงลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพ มองหาโอกาสใหม่ๆ สิ่งเหล่านี้จะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้เราอยู่รอดได้ อย่าลืมนะคะว่า คนที่อ่อนแอจะไปไม่รอด เหลือแต่คนที่เข้มแข็ง และโอกาสยังมีเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจรุ่งเรืองหรือตกต่ำ ขอให้หาให้เจอ โชดดีนะคะ














You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.