Switch to: uk
11 February 2012 00:51AM

แบรนด์เนมชื่อดังใกล้ดับ

29 Apr 09 ,  ผศ.ดร.อโนทัย ชลชาติภิญโญ
  • 0
เกาะติดสถานการณ์แฟชั่นยุโรปและอเมริกาช่วงเศรษฐกิจฟุบ พร้อมอัพเดททิศทางของแฟชั่นจากสี่เมืองแฟชั่นโลกในแฟชั่นวีคล่าสุด

allaboutfb81_01.jpgณ ชั่วโมงนี้คงไม่มีผู้ประกอบการธุรกิจแฟชั่นรายไหนไม่ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ชั่วโมงนี้หลายแบรนด์หยุดสร้างอิมเมจ หลายแบรนด์ติดตามยอดขายอย่างใกล้ชิด หลายแบรนด์ตรวจสอบต้นทุนและพยายามลดทอนต้นทุนให้ได้มากที่สุด ยอดขายของแบรนด์ไทยในศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าชั้นนำในช่วงปีใหม่ต่อเนื่องถึงกุมภาพันธ์ พอจะทำให้ผู้ประกอบการแบรนด์แฟชั่นยิ้มออกอยู่บ้าง แต่พอเดือนมีนาคมตัวเลขกลับตลบกลับ ราวกับลมหายใจรวยริน ต้องปั๊มหัวใจด้วยการลดราคากระหน่ำเข้าไปอีก ณ เวลานี้แบรนด์ไหนขายสินค้าราคาเต็มได้ก็นับว่าเป็นกุศลที่เคยทำไว้แต่เก่าก่อน แล้ววงการแฟชั่นต่างประเทศมีอะไรเคลื่อนไหวอย่างไรในช่วงเศรษฐกิจโลกถดถอยอย่างหนักในรอบศตวรรษนี้

แบรนด์เนมชื่อดังในอังกฤษทยอยปิดกิจการไปหลายรายแล้ว ครั้งนี้ถึงคราวแบรนด์เนมระดับกลางถึงสูง ไฮสตรีทแบรนด์ชื่อ Principles คู่แข่งสำคัญของแบรนด์ Next และ Marks & Spencer มีสาขาทั่วเกาะอังกฤษกว่า 90สาขา มีอันต้องปิดกิจการเพราะมีสต็อคถือครองไว้มโหฬาร มีการทำการตลาดลดราคาอย่างต่อเนื่องแต่กลับไม่ค่อยสร้างยอดขายเท่าไรนัก โดยในซีซั่นทีผ่านมาทำยอดขายโดยการลดราคาด้วยแล้วได้เพียง 60 ล้านปอนด์เท่านั้น ซึ่งขณะนี้ทางห้างสรรพสินค้าชื่อดังอย่าง Debenhams ซึ่งเป็นห้างฯ ระดับกลาง กำลังเจรจาขอเทคโอเวอร์สต็อค (เฉพาะสต็อค) เพื่อมาเติมเข้าไปในห้างฯ เพราะยังมีที่ว่างพอให้ใส่สินค้าได้ คงจะได้สต็อคราคาถูกกว่าทุนแน่ๆ มีผลทำให้ชอปของ Principles ต้องปิดตัวลง 90 สาขา และมีคนตกงานตามมาอีกหลายร้อยชีวิตแน่นอน

 เหตุการณ์เศรษฐกิจตกต่ำสุดขีดที่กระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจของประเทศอังกฤษ โดยเฉพาะค่าเงินปอนด์ที่ตกต่ำเกิดเป็นผลดีต่อแฟชั่นรีเทลในลอนดอน ทำให้เป็นแหล่งสวรรค์ของทัวริสต์ยุโรปที่หลั่งไหลเข้ามาชอปปิ้งในลอนดอนในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้ยอดขายโดยรวมสูงขึ้นถึง 5.9% ยอดขายที่สูงขึ้นนี้เฉพาะในกรุงลอนดอนเท่านั้นเพราะบารมีของทัวริสต์ แต่ยอดขายทั่วประเทศกลับตกลง 1.8% เทียบกับปีก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการที่อังกฤษเจอกับภาวะอากาศแปรปรวน หิมะตกอย่างรุนแรง การจราจรเป็นอัมพาต ผู้คนหยุดจับจ่ายใช้สอย ทำให้ Winter Sales ในเกาะอังกฤษแทนที่จะจบในเดือนมกราคม กลับลดราคาต่อเนื่องถึงเดือนกุมภาพันธ์

ท่ามกลางวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ ใครจะเป็นอัศวินขี่ม้าขาวยามที่คนอยู่ในภาวะหดตัวอยู่กับบ้านเช่นนี้ Net-a-Porter เป็นช่องทางการชอปปิ้งผ่านอินเตอร์เน็ตที่มาแรงที่สุดยามนี้ สามารถสร้างกำไรก่อนหักภาษีได้สูงถึง 300% เทียบกับที่ผ่านมา เป็นเงินมากกว่า 9 ล้านปอนด์ ยอดขายสูงขึ้น 50% โดยมีจุดขายเสื้อผ้าผ่านอินเตอร์เน็ตที่ดีกว่ารายอื่นๆ ที่รวบรวมสินค้า luxury brands ชื่อดังทั้งหมดไว้ในราคาถูกลง 40-60% ลองคลิกเข้าไปดู www.net-a-porter.com
 ขณะที่ลอนดอนคับคั่งไปด้วยทัวริสต์ แต่นิวยอร์กกลับเงียบเหงาที่สุดแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ภาวะ disaster  tourism นี้ส่งผลให้ถนนชอปปิ้งในแถบ Manhattan ไม่แออัดยัดทะยานเหมือนปกติ มีแต่ทัวริสต์ที่ยังคงไปยืนไว้อาลัยอาคาร Twin Towers ที่ถูกถล่มราบไป เหตุการณ์นี้ทำให้ artist สองคนคือ Athena Robles และ Anna Stein ขอเงินสนับสนุนจากกองทุน The September 11 และมูลนิธิท้องถิ่น เริ่มต้นที่ 9,000 เหรียญสหรัฐฯ ด้วยการเปิดร้านที่ชื่อว่า "Free Store" ตั้งอยู่หัวมุมถนน ห่างจาก Wall Street ตลาดค้าหุ้นเพียง 2-3 ช่วงตึกเท่านั้น ทำเอาผู้คนที่เดินผ่านไปมาอดแปลกใจไม่ได้กับคอนเซปต์พิสดารของร้าน ใครชอบตัวไหน อยากได้จริงๆ ต้องการจริงๆ มาเลือกเอาไปได้เลยฟรีๆ นับว่าเป็นการสร้างบรรยากาศที่รื่นรมย์ขึ้นมาอย่างได้ผล ขัดแย้งกับภาวะเศรษฐกิจอมเริกันแฮมเบอร์เกอร์ที่ผู้คนห่อเหี่ยวมาก ร้าน Free Store ถูกอัดแน่นด้วยผู้คนที่มาเลือกดูเสื้อผ้าเครื่องประดับ แผ่นซีดี งานอาร์ตที่ artist ทั้งสองไประดมมา โดยทั้งคู่กังวลใจว่าจะมีสินค้าไม่พอแจก แต่กลับกลายเป็นว่ามีโรงงานและผู้คนต่างร่วมบริจาคสิ่งของเข้าร้านมากมาย ไอเดียนี้น่าจะลองนำมาใช้กับเมืองไทยดูบ้าง
prada01.jpgprada02.gifungaro01.gifungaro02.gif










กระแสแฟชั่นสี่เมืองหลัก
 Fashion Week สี่เมืองแฟชั่นหลักๆ เพิ่งจะจบไปหมาดๆ โหลดภาพดูแคทวอล์คของดีไซเนอร์ได้ที่ www.style.com รายงานข่าวแจ้งว่า สี่เมืองแฟชั่นสามารถแบ่งแยกทิศทางการนำเสนอแฟชั่นออกเป็นสองแนว นิวยอร์ก กับ ปารีส เน้นนำเสนอแฟชั่นที่ใส่ได้จริง แทบทุกแบรนด์ปรับรูปแบบการโชว์ รูปแบบดีไซน์ที่เคยอลังการ ลดทอนเหลือเพียงการโชว์ในรูปแบบมาตรฐาน แสงสีเรียบๆ เสื้อผ้าเน้นขาย ไม่หวือหวา มีกลุ่มเป้าหมายที่จะซื้อชัดเจน แม้แต่แบรนด์เนมระดับบิ๊กๆ เช่น Emanuel Ungaro ที่เคยอลังการ เน้นงานประดิษฐ์ กลับทำเสื้อผ้าที่ลดน้อยลง โชว์ที่ประหยัดมากขึ้น ในขณะที่ ลอนดอน กับ มิลาน มีความหวังคนละแนว เน้นความแฟนตาซี หวือหวา จัดจ้าน และสิ้นเปลือง เพื่อสร้างข่าวแฟชั่น เพื่อสร้างกระแสที่จะส่งผลต่อยอดขายเครื่องสำอาง หรือ กระเป๋า รองเท้า ต่อไป
 
เทรนด์แฟชั่นในช่วง Autumn/Winter 09-10 นี้จึงโฟกัสแตกต่างกันสองแนว แนวที่หนึ่งคือ แฟนตาซี เปรี้ยว โป๊ เซ็กซี่มากๆ แบบยุค 80's บวกกับความโรแมนติก ฟุ้งๆ ฝันๆ นำพาผู้คนหลุดจากโลกความเป็นจริงในยุคเศรษฐกิจตกอับนี้ อีกแนวหนึ่งคือการอยู่กับความเป็นจริง โดยหัวหอกหลัก เช่น Prada นำทีมเสื้อผ้าที่มีไกด์ไลน์ว่า เทรนด์จะต้องหยิบเอายุค 40's สงครามโลก ยุคภาวะฝืดเคือง ผ้าเนื้อหนาหนัก ผ้าเทเลอร์ผู้ชาย เช่น tweed และแนวเสื้อผ้า Powerful หรือ Smart Structure
 อย่างไรก็ตาม อารมณ์ sexiness ของผู้คนมีมาอันดับหนึ่ง ชนะขาดทุกธีม เช่น ชายกระโปรงที่สั้นกุด กางเกงที่สั้นเท่า hot pants บวกกับ rock'n roll ทำให้ดูใหม่ขึ้นด้วยเนื้อผ้าแบบ luxury เน้น texture ชัดๆ เช่น การใช้ fur, leather และ velvet เป็นสามวัตถุดิบหลักๆ ของซีซั่นนี้ โครงเสื้อต้องแข็ง คม มีกรอบที่พัฒนามาจากธีม Architectural เมื่อซีซั่นก่อน มาเป็นแนว Tailors เสื้อแจ็คเกตหดสั้นลงเรียก Shruncken Blazers ใส่กับเสื้อยืดตัวในยาวๆ กับกางเกงสกินนี่ ในขณะที่กางเกงมีทรง peg-top หรือ carrot leg พองสะโพก ปลายขาลีบ มาแทนที่ ต้องตัดเย็บด้วยเนื้อผ้ากรอบๆ แน่นๆ และ เงา ผ้าเนื้อเงาที่โดดเด่นที่สุดยามนี้ไม่มีเกิน satin แต่ต้องเป็น liquid satin เท่านั้น เพราะจะดูเหมือนเงาเคลือบ ดูลื่นไหล โทนสีที่ยังคงเหนียวแน่นที่สุดคือ ขาว ดำ และ เทา โดยมีสีคราม ม่วงกล่ำๆ และชมพูอมส้มเป็นสีแฟชั่น ในขณะที่สีส้มสดๆ และชมพูสดถึงแดงมีให้เห็นประปราย ที่น่าแปลกใจคือแทบทุกแบรนด์เซฟตัวเองด้วยการใช้สีขาว ดำ เทา ถึง 90-95% ในคอลเลกชั่น และใช้สีแฟชั่นน้อยมากๆ

ซีซั่นนี้เป็นบทพิสูจน์อย่างดีว่า แทบทุกแบรนด์เชื่อฟังสำนักเทรนด์อย่างยิ่ง ไม่แตกแถว ไม่มีใครกล้าใช้สีแตกต่างไปจากแถบสีที่ถูกพยากรณ์มา ทุกแบรนด์อยู่ในกรอบเทรนด์แฟชั่นเดียวกันหมด ทุกแบรนด์ play safe สุดๆ

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.