
แฟชั่นแอลเอ (ลอสแอนเจลิส) กับ นิวยอร์ก นั้นไม่เหมือนกัน และอเมริกาทั้งประเทศก็ใหญ่เหลือเกิน แยกย่อยไปได้อีกหลายภูมิภาค ซึ่งก็มีรสนิยมต่างๆ กัน ภาพใหญ่เขาก็บอกว่า ฝั่งตะวันตก กับ ตะวันออก คือประมาณ แอลเอ กับ นิวยอร์ก ไม่เหมือนกัน แต่พอมาดูอีกที ฝั่งตะวันตกก็มีตั้งหลายรัฐ แอลเอ ขึ้นไปถึง ซีแอตเติล ก็ไม่เหมือนกัน แล้วถ้าขายอเมริกาจะทำอะไรมาขายกันดี
จั่วหัวเรื่องว่าย่านแฟชั่นในแอลเอ เราก็สโคปมาเหลือแต่แอลเอก่อนแล้วกันนะคะ คนไทยที่มาชอปปิ้งที่ไม่ใช่ผู้อยู่ในธุรกิจการผลิตการส่งออกมักจะต้องตรงไป outlet ก่อนอื่น ซึ่งก็มีหลายแห่ง ใกล้สุดก็ Citadel ห่างออกไปสักครึ่งชั่วโมงถึง 45 นาที แต่ที่ใหญ่แล้วมีร้านเยอะกว่าก็เช่น Cabazon อยู่ทางไปซานดิเอโก ก่อนถึงปาล์มสปริง จากแอลเอก็สักชั่วโมงสองชั่วโมง ก็ใหญ่เดินกันเมื่อยล่ะค่ะ ร้านขายดีคนแน่นสุด ยังเป็นร้าน Coach อยู่ Business Model น่าสนใจ ทำไมคนนิยมขนาดนั้น ประมาณว่าเป็นแบรนด์คุณภาพ ราคารับได้ แบบก็เยอะดี โฆษณาก็เยอะดี ตอนปีใหม่ปีนี้ใครว่าเศรษฐกิจแย่ยังไงก็ตาม คนเข้าคิวกันซื้อ Coach ยังกะไล่แจก คนญี่ปุ่นมาซื้อทีเป็นโหลๆยังกะชอปปิ้งสำเพ็ง

ยุคเศรษฐกิจแบบนี้ไม่ต้องไปถึง outlet ก็มีของ sale ให้ชอปได้ทั้งเมืองค่ะ ลด 75% ก็ยังมี เริ่มจากที่ที่คนไทยและคนทั่วโลกรู้จักชื่อเสียงคือ ย่าน Beverly Hills และ Rodeo Drive ก็เป็นห้างหรูแบรนด์ดังที่เราได้ยินกัน Chanel, Gucci ห้าง Barneys, Saks Fifth Avenue ไปเดินซื้อของดีราคาแพง ดูเศรษฐีและดารา ซึ่ง identify ง่ายมาก เพราะจะเห็นได้จากกองทัพปาปารัซซี่ที่ยืนออกัน เราก็เรี่มตามไปออด้วยเผื่อได้เจอดารา เคยได้เห็นแต่ Governor อาร์โนลด์ ชวาร์ซเนกเกอร์ ดูจะเจริญวัยไปมากจากสมัยที่เป็น Terminator นอกจากนี้ก็มีร้านเพชร มีบันไดให้คนไปถ่ายรูปประมาณบันไดสเปนที่โรม แต่ยังไม่ฮิตเท่า ถ้าสนใจดารามากอยากเห็นบ้านดารา มีทัวร์พาไปดูบ้านดารา และมีแผนที่บ้านดาราขาย ซื้อไปตามเดินดูก็ได้ แต่ไม่ทราบว่าจะได้เห็นดาราหรือเปล่า หรือจะอยากเห็นหรือเปล่า เพราะในแผนที่จะมีบ้าน มาริลีน มอนโรว์ เป็นต้น
ย่านถัดไปเป็นย่านเซเลปรุ่นใหม่ แถว West Hollywood ชื่อถนน Robertson ซึ่งเป็นแหล่งบูติค มีของหลากหลาย อาจไม่ใช่แบรนด์ที่เป็นซูเปอร์แบรนด์ แต่มีอะไรยูนีค เช่น Kitson ที่ดาราทั้งหลายชอบมากัน ถนนนี้เลยเป็นแหล่งดูดารา มีแม้แต่คาเฟ่ที่คนเขามานั่งดักดูดารา หรือคาเฟ่ที่ดาราก็ชอบมานั่ง แต่พอย่านนี้ฮิตมากๆ พวกแบรนด์ดังๆ อย่าง Chanel เริ่มจะมา ร้านเดิมๆ ประกาศว่าจะย้ายหนีไปอยู่ที่อื่นแล้ว เพราะแบรนด์พวกนี้ทำให้เสียเอกลักษณ์ของถนนนี้ไปหมด นอกจากนี้ ถนนใหม่ที่กำลังเป็นที่กล่าวถึงคือ Third Street ช่วงถัดจาก Farmers' Market ไปสักไม่กี่บล็อค ถนนนี้ต่างจาก Robertson คือร้านไม่อยู่ติดๆ กัน มักจะมีอะไรที่ไม่ค่อยเข้ากันมาคั่นไว้ แต่ก็ฮิตล่ะ อ้อ สิ่งที่ต่างจาก Robertson คือมีเสื้อผ้าวินเทจหรือเสื้อผ้ามือสองเยอะ คนแต่งตัวเขาเลือก theme ที่จะแต่งเลยต้องหาเสื้อผ้าย้อนยุค
พูดถึงเรื่องย้อนยุค ยังมีแหล่งชอปอีกแหล่งคือ ตาม Antique Market, Flea Market แม้แต่ Farmers' Market ก็ยังมีมาขาย ก็เลือกกันเอง ตาดีได้ ตาร้ายก็เสียรู้หรือเสียเงิน ได้ของมานอนดูเล่น แต่ถือเป็นแหล่งราคาถูก ต่อได้ เดินเล่นก็สนุกดี มักจะมีวันเสาร์หรืออาทิตย์ และเวียนไปตามที่ต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นสนามกีฬา หรือลานจอดรถนอกๆ เมือง

กลับมาในเมืองใหม่ เป็นย่านแถว West Hollywood ถนน Melrose กับ Sunset ก็เป็นที่นิยม แต่ไม่ใช่เสื้อผ้าผู้ใหญ่ เป็นเสื้อผ้าแฟชั่น มีแบบยูนีคไม่เหมือนใคร เจ้าของร้านสรรหามา แต่สไตล์แอลเอมักเป็นลำลอง บางทีก็แรงๆ อย่าลืมว่าเมืองนี้เป็นเมืองมายา มีนักแสดงหรือผู้อยู่ในวงการบันเทิงเยอะ การแต่งตัวจะให้เหมือนนักธุรกิจยัปปี้ ในนิวยอร์กคงไม่ใช่ มักเป็นร้านอยู่บนถนน ไม่ใช่ชอปปิ้งมอลล์ ร้าน Multi-brand store อย่าง Fred Segal ก็อยู่ละแวกนี้ คนที่ขายให้ Fred Segal บอกว่าเขาไม่ค่อยซื้ออะไรมากกว่า 1 season ประมาณว่าจะได้มีของใหม่ๆ ตื่นตาตื่นใจอยู่ตลอดเวลา
มาต่อที่ย่านดาวน์ทาวน์ ที่นี่แบ่งเป็นย่านธุรกิจต่างๆ เช่น Jewelry District, Fashion District, Flower District
ใน Fashion District จะมี mart ต่างๆ ที่เป็นโชว์รูม ที่ represent หลายๆ แบรนด์ตามแต่คอนเซปต์ของแต่ละราย มีอยู่หลายแห่ง เช่น California Mart, New Mart, Cooper ซึ่งตึกเหล่านี้ใช้เป็นที่จัดงานแสดงสินค้าแฟชั่น D&A ด้วย ลงมาข้างล่างมีตลาดขายส่ง ทั้งผ้า เสื้อผ้า กระเป๋า เหมือนกับอยู่ในพาหุรัดหรือสำเพ็ง เจ้าของร้านมีทั้งฝรั่ง ทั้งคนผิวดำ หรืออินเดีย เกาหลี แล้วก็ยังมีร้านหรือโรงงานขนาดเล็กที่ผลิตเสื้อผ้า Made in USA ในย่านนี้ หรือกระจายไปเย็บกันตามบ้านก็มี
อีกประการหนึ่งที่นิวยอร์กต่างจากแอลเอ คือ แอลเอเป็นแหล่งผลิต แต่นิวยอร์กเป็นธุรกิจแฟชั่น
นอกจากนั้นจะเป็นชอปปิ้งมอลล์ซึ่งนอกจากมอลล์สไตล์โบราณแล้ว คอนเซปต์ที่นิยมเพราะอากาศอำนวยด้วยคือ outdoor life style mall เป็นร้านอยู่ติดๆ กัน มีบริเวณส่วนกลาง ไม่มีรถผ่าน เป็นทางคนเดิน และมีเป็นสนามบ้างเป็นลานบ้าง ให้นั่งเล่น มีดนตรี มีการแสดง มีร้านอาหาร โรงหนัง ครบถ้วน ไม่มีอะไรทำก็ไปเดินดูคนเพลินๆ และที่เด็ดคือ Abercrombie & Fitch ที่เดิมก็งั้นๆ แต่พอปรับภาพลักษณ์ เอานายแบบไม่ใส่เสื้อมาโชว์ก็เลยฮิตขึ้นมา แต่มีเฉพาะแฟลกชิปสโตร์ใหญ่ๆ ที่จะมีนายแบบหุ่นดี ยืนใส่แต่กางเกงไม่ใส่เสื้ออยู่หน้าร้าน คู่กับนางแบบสาวที่ใส่ทั้งเสื้อและกางเกง ซึ่งไม่ค่อยได้รับความสนใจเหมือนกับนายแบบที่มักจะมีสาวๆ ทั้งสาวมากสาวน้อยไปขอถ่ายรูป ซึ่งนางแบบก็รู้หน้าที่และถอยออกไปแต่โดยดี ที่หมดเสียแล้ว ไว้โอกาสหน้าค่อยเล่าต่อนะคะ ขอลาไปหานายแบบก่อนค่ะ













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.