ใครตั้งใจจะซื้อสินค้าสำหรับเทศกาลไหนก็เล็งให้ดีว่าจะไปตอนช่วงไหน หากไม่รู้ก็สามารถเปิดเว็บไซต์ของการท่องเที่ยวฮ่องกงดูได้ ไม่ก็เปิดหน้าหนังสือพิมพ์ในส่วนโฆษณา เมื่อไหร่ที่มีรายการเซลมหากาฬ พวกบริษัททัวร์เขาจะประกาศขายทัวร์กันมากมาย เลือกเอาได้ตามชอบ แต่อันที่จริง ฮ่องกงก็เดินทางง่าย สะดวก ไปกันเองก็ไม่หนักหนาอะไร ผู้เขียนเองก็ไปเองอยู่เสมอไม่พึ่งทัวร์ ไปมาหลายปีแล้วจนไม่รู้จะเล่าอะไร จึงห่างหายไป 2-3 ปี มาปีนี้ไปอีกที โอ้โฮ ต๊กกะใจหมดเลย เพราะปีนี้เป็นปีแรกที่เทศกาลนี้ต้องรับมือกับการบุกของกองทัพจีนอย่างหนักหน่วง ผู้มากันทั้งเด็ก สตรีและคนชรา รวมทั้งบุรุษเพศด้วย เล่นเอาถนนแคนตันแน่นขนัดจนหายใจไม่ออก ไม่มีที่ทางให้เดินเพราะมีคิวยาวเหยียดของกองทัพจีนตั้งแถวอยู่

เทศกาลประจำปีของนักชอปคือช่วงเวลาลดราคาประจำปีของห้างร้านทั้งหลาย ไล่มาตั้งแต่ยุโรป สิงคโปร์ ไทย และฮ่องกง ขอให้รู้และมีเวลาว่าง รับรองพวกนักชอปไม่ยั่น แต่ในบรรดาแหล่งชอปปิ้งในโลก คงจะไม่เกินเลยมากนักหากจะบอกว่า ไม่มีที่ไหนสนุกและมีสีสันเท่าที่เกาะฮ่องกงอีกแล้ว โดยเฉพาะปีนี้มีกองทัพจีนบุกเข้ามากันขนานใหญ่ เล่นเอาเกาะแห่งนั้นแน่นเอี๊ยดไปหมด และปีนี้ไม่รู้ดวงเป็นอย่างไร ผู้เขียนได้ไปฮ่องกงสองรอบติดๆ กัน คือเมื่อเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม สำหรับเดือนมิถุนายนนั้นเขายังไม่เริ่มลดราคาสินค้า โรงแรมที่พักพอมีเหลืออยู่บ้าง แต่เที่ยวบินจากรุงเทพฯ-ฮ่องกง ทั้งขาไปและขากลับนั้นแน่นเอี๊ยดไปด้วยชาวเอเซียใต้ ชาวยุโรป และคนไทย จนได้ยินฝรั่งเขาคุยกันว่า เกิดอะไรขึ้น (วะ) ตั้งกะเกิดมาไม่เคยเจอว่าเครื่องบินแน่นแบบนี้ ไอ้เรานั่งอยู่ข้างหลังก็เสริมในใจเงียบๆ ว่า นั่นเด่ะ ตูก็ไม่เคยเห็นเหมือนกัน (ว่ะ) จากนั้นก็มานั่งวิเคราะห์ว่าทำไมมันแน่นจัง มองดูรอบตัวก็พบว่า มีชาวเอเชียใต้เยอะมาก จึงคิดเอาเองว่าตอนนี้พวกคนทางนั้นเขาเริ่มรวยขึ้น จากที่แต่ก่อนเคยรวยกันไม่กี่คน มาบัดนี้มีเศรษฐีใหม่เพิ่มขึ้นมากมาย ส่งผลให้คนของเขาเดินทางมาท่องเที่ยวกันมาก และจุดหมายที่สนุกมากคือฮ่องกงนี่เอง
ฮ่องกงนั้นสนุกตรงไหน สนุกตรงที่มีของขายเยอะมาก สำหรับคนทุกเพศ ทุกวัย และในทุกระดับราคา ชอบของถูกจากจีนแดงก็ไปตลาดกลางคืนที่ Fa Yuan Market จะพบสินค้ามากมายที่ซื้อได้ไม่ต้องคิด ต่อราคากันได้สุดเหวี่ยงนับตั้งแต่รองเท้ายี่ห้อ “ซ่ามโป๋วห่าย” (สามก้าวขาด) นาฬิกาที่ไม่ปลอมไม่เอาสตางค์ ตลอดจนเสื้อผ้าไหมจีนของแท้ทอจากพอลิเอสเตอร์ เป็นต้น ส่วนตลาดสูงขึ้นมาหน่อยก็ต้องไปตามห้าง เช่น Sogo, Wing On และ Seibu เป็นต้น และระหว่างทางเดินไปมาตามถนนบนเกาะฮ่องกง จะหนีไม่พ้นที่ต้องพบร้านแบรนด์ดังของเขา เช่น Giordano, Bossini, G2000 และทุกวันนี้มีน้องใหม่เข้ามาอีกหนึ่ง คือ Baleno ที่เป็นแบรนด์จีน ซึ่งมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องทั้งสี แพตเทิร์น และ materials แต่สุดยอดปรารถนาของการซื้อคือสินค้าแบรนด์เนมทั้งหลาย ไล่กันมาตั้งแต่แบรนด์ยอดนิยมอย่าง Louis Vuitton, Chanel, Bally, Salvatore Ferragamo, Ermenegildo Zegna, Hermes และ Gucci, Prada เป็นต้น
ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผู้เขียนไปฮ่องกงนั้น คิวของร้าน Chanel และ Louis Vuitton ก็ยาวกันแต่เช้าแล้ว คือพอสิบโมงเช้า กองทัพจีนก็มายืนต่อคิวกันอย่างเรียบร้อย ไม่มีผลักไม่มีดันเหมือนที่แกเป็นอยู่ในเมืองจีน ทางร้านเขาเอาแสตนด์มากั้นไว้เพื่อความเป็นระเบียบ มีพนักงานคอยถือวิทยุรายงานความเคลื่อนไหวของคลื่นมนุษย์ให้ฝ่ายจัดการรับรู้ตลอดเวลา เพื่อที่ว่าทางนั้นจะได้เร่งปิดการขาย สำหรับคิวยาวๆ หน้าร้านแบรนด์เนมนั้นมีกันอยู่เพียง 4 ยี่ห้อ คือ Chanel, Gucci, Louis Vuitton และ Prada เท่านั้น แบรนด์อื่นไม่ค่อยมีคน shop ทุกแห่งของแบรนด์พวกนี้ในฮ่องกงจึงมีคิวยาวทุกจุด ทั้งที่ถนนแคนตันและนาธาน ฝั่งเกาลูน และห้างหลายแห่งฝั่งฮ่องกง ย่าน Central, Causeway Bay และ Admiralty พอไปเห็นเราก็ร้องโอ้โฮว่าคนจีนเขาคลั่งแบรนด์เนมกันขนาดนี้เชียว แต่พอถึงเดือนกรกฎาคมที่เขาลดกระหน่ำทั้งเกาะนั้น ผู้เขียนถึงกับต้องอ้าปากค้างกับการซื้ออย่างมโหฬารของคนจีน
โรงแรมระดับ 5 ดาวฝั่งเกาลูนเต็มไปด้วยคนจีน มากันเป็นครอบครัวใหญ่ๆ ชนิดว่ามาช่วยกันซื้อช่วยกันขน ทั้งชายหญิงและคนชรา ทุกวันนี้พนักงานในฮ่องกงต้องพูดจีนกลางกันให้ได้ ไม่งั้นไม่มีงานทำ ร้านอาหารมีคนแน่นชนิดยืนรอกันขาแข็ง โดยเฉพาะร้านที่ว่ากันว่า “ดัง” นั้นคิวยาวจนไม่มีที่ยืน ล้นลงไปบนถนน ครั้นเวลาใกล้สิบโมงเช้า จะพบว่ามีคนจีนเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ยืนซุ่มอยู่ตามมุมตึก หลบแดดรอเวลาร้านแบรนด์เนมเขาเปิดประตู จากนั้นก็เริ่มกิจกรรมซื้อ ซื้อ และซื้อกันแบบไม่คิดชีวิต ซื้อแล้วก็เอามากองบนทางเท้าหน้าห้าง เพื่อรอเวลาเข้าไปซื้อใหม่อีกรอบ เมื่อตอนที่ผู้เขียนเดินไปถึงนั้น ยังงงว่า เอ๊ะ ใครเอากล่องมากองไว้กับเสาไฟฟ้าสูงเป็นภูเขาเลากา มีอาซิ้มคนหนึ่งคอยยืนเฝ้าอยู่ อ้าว โน่น เสาไฟฟ้าต้นโน้นก็มีแบบเดียวกัน แถมอาม้าคนนั้นเขากำลังรื้อเอาของในกล่องออกมา แล้วยัดใส่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่มาก พอสังเกตดูพักหนึ่งถึงได้ร้อง อ้อ ว่าเขากำลังรื้อเอารองเท้า กระเป๋าแบรนด์เนมทั้งหลายในกล่องออกมา เอาแต่สินค้าที่ต้องการยัดใส่กระเป๋าเดินทาง เพื่อความสะดวกในการขนจำนวนมากๆ ส่วนกล่องสวยๆ และถุงดีๆ นั้นเขาไม่เอาเลย เพราะสุดปัญญาจะขนไปได้
เรื่องขนซื้อสินค้าแบรนด์เนมของคนจีนนั้น ถ้าไม่ได้ไปเห็นด้วยตาตนเองใครมาเล่าก็นึกไม่ออก ดีไม่ดีจะหาว่าคนเล่าโกหกยกเมฆ เพราะแม้แต่ผู้เขียนเองไปเห็นมากับตาก็ยังไม่เชื่อสายตาตัวเองเลย ทีนี้พอมาเห็นแล้วก็เกิดสงสัยว่า เขาซื้อไปทำไม
คำว่า ซื้อทำไมนี้เป็นคำถามที่กวนใจตลอดเวลา มีคนให้อรรถาธิบายว่า ซื้อไปขายต่อ บางคนว่าซื้อไปก็อป แต่ผู้เขียนเห็นว่าเขาซื้อไปใช้จริงๆ
ตอนนี้ประเทศจีนเขาผลิตคนรวยขึ้นมาทุกวัน ด้วยการที่รัฐบาลปล่อยให้มีการค้าเสรี ประชาชนที่มีความสามารถตั้งโรงงานผลิตสินค้ากันหลายมณฑล โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจพิเศษ และยังมีเศรษฐีที่รวยจากการเล่นหุ้น ส่วนที่รวยมากระดับมหาเศรษฐีมาจากการค้าอสังหาริมทรัพย์ จึงเห็นได้ว่าจีนเขามีคนรวยรุ่นใหม่มากมายหลายระดับ ส่งผลให้เกิดห้างสรรพสินค้า โรงแรมห้าดาวทั่วประเทศเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือคนจีนมีโอกาสได้สัมผัสกับสินค้าแบรนด์เนมแบบตัวเป็นๆ ขึ้นมา และเจ้าสิ่งนั้นเองที่ก่อให้เกิดกระแสความอยากได้อยากมีขึ้น พวกคนรวยที่มีอำนาจซื้อก็อยากถือกระเป๋าหลุยส์ สวมรองเท้าแฟรากาโม่ แต่สินค้าระดับนั้นในจีนราคาแพงมากเพราะกำแพงภาษี ทางออกคือบินไปชอปนอกประเทศ ทั้งที่สิงคโปร์ ฝรั่งเศส มิลาน และฮ่องกง
ฮ่องกงนั้นสะดวกที่สุดเพราะใกล้กับจีน พูดภาษาเดียวกัน และอาหารก็ถูกปาก ดังนั้น ห้างร้านในเกาะนั้นจึงส้มหล่น เช้ามาพอเปิดประตูก็เหนื่อยเลย เจอเอาคนจีนยกทัพมากวาดสินค้าแบบไม่ย่อท้อ และคนพวกนี้มีลักษณะการซื้อที่เป็นแบบแผน คือเขารู้อยู่แล้วว่าต้องการอะไร ทรงไหนแบบไหน พูดง่ายๆ คือเขามีแบบยอดนิยมกันในใจแล้ว และการซื้อก็ซื้อทีละมากๆ ไม่ได้เอาไปขายต่อ แต่มีญาติพี่น้องเพื่อนฝูงเขาฝากเงินมาให้ช่วยซื้อหน่อย ดังนั้น คนไหนมีโอกาสไปฮ่องกงจึงต้องแบกกันแบบบ้าหอบฟาง ถึงขั้นต้องมีคนยืนเฝ้าสินค้าที่กองไว้กับเสาไฟฟ้าเป็นภูเขาอย่างที่เล่ามาแล้วตอนต้น เรียกว่าทำงานกันเป็นทีม
ถ้าถามว่าเซลที่ฮ่องกงถูกจริงไหม ก็ต้องตอบว่าจริง เมื่อเทียบกับเมืองไทยแล้ว สินค้าชิ้นเดียวกันนั้น เคยพบว่ารองเท้าคู่หนึ่งราคา 21,000 บาท พอลดกระหน่ำของเราเหลือ 9 พันกว่าใกล้ๆ หมื่น แต่ที่ฮ่องกงเหลือแค่ 7 พันเท่านั้น หากจะพูดเรื่องราคาคงไม่ยุติธรรมสำหรับการซื้อ เพราะนักชอปนั้นไม่ยั่นราคา ถ้ามีรูปแบบที่พึงพอใจ ความเหนือชั้นกว่าของฮ่องกงคือสินค้าที่นั่นมีหลากหลายกว่าเรา จึงเป็นที่ถูกใจของนักชอปมากกว่า
อยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำก็ไปฮ่องกงได้ ไปดูกองทัพจีนบุกฮ่องกงไง สนุกออก













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.