อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ บทบาทและหน้าที่ของ CFO (Chief Financial Officer) หรือผู้บริหารด้านการเงินขององค์กรนั่นเอง ในองค์กรที่มีขนาดกลางและขนาดเล็กหรือ SME นั้น เจ้าของธุรกิจหรือกรรมการผู้จัดการมักจะทำหน้าที่เองไปในตัว คือดูแลทั้งทิศทางของธุรกิจตลอดจนการวางแผนการเงินไปพร้อมกัน จะว่าไปแล้วบางองค์กรรวมทั้งตัวผมและพรรคพวกที่คุ้นเคยกันดีในบางครั้งเราก็เหมาหน้าที่อื่นๆ ไปด้วย (อย่างไม่สมควรและไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง) เช่น ส่งของ วางบิล เก็บเช็ค และ operation ย่อยๆ จิปาถะที่ควรจะกระจายให้พนักงานที่เกี่ยวข้องต้องมีส่วนในการรับผิดชอบ ทำให้องค์กรขับเคลื่อนด้วย “พลังแห่งความร่วมมือ” มากกว่า แต่เมื่อตกอยู่ในหลุมพรางของปัญหาสารพัน สติหายไปไหนหมดไม่รู้ แทนที่จะเป็นสติมาปัญญาเกิด กลับกลายเป็น ปัญหามาปัญญาหาย ไปอย่างไม่รู้ตัว

ในรอบปีที่ผ่านมา ถ้าลองวิเคราะห์ดูเราจะเห็นว่ามีปัญหามากมายในประเทศของเรา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเมืองที่ยังประท้วงกันไม่เลิก ปัญหาสังคมที่ดูเหมือนจะแย่ลงทุกวันจากภาพข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ และที่หนักที่สุดสำหรับพวกเราคนทำงานก็คือ ปัญหาเศรษฐกิจ มีปัญหาลบเกิดขึ้นหลายครั้งหลายช่วง แม้รัฐบาลพยายามให้ข่าวสร้างภาพว่าประเทศไทยเราไม่แย่อย่างที่คิด แต่ก็คงแค่หวังผลทางการเมืองรอเลือกตั้งคราวหน้า จะมาบอกว่าแย่ด้วยปากของตัวเองคงทำไม่ได้ เดี๋ยวเสียคะแนน เลยเร่งสร้างภาพสร้างข่าว เช่นเรื่องการส่งออกยังดีอยู่ การขึ้นค่าแรง เป็นต้น แต่สุดท้ายก็คงหนีไม่พ้นข้อเท็จจริงว่าประชาชนเดือดร้อน และผู้ประกอบการกำลังอ่อนแรง โดยเฉพาะ SME ที่ถูกสถาบันการเงินคุมกำเนิดด้วยการควบคุมการให้สภาพคล่องแบบเข้มงวดอย่างที่สุด ไม่ต้องพูดถึงอุตสาหกรรมสิ่งทอเรา โดนซ้ำเติมจากอีกหลายสำนักว่า sunset ตกดินซะจนแทบจะไม่มีที่หายใจ แทนที่สถาบันการเงินจะเอาตัวรอดด้วยการสร้างกำไรให้กับตัวเองแบบไม่เสี่ยงเลย น่าจะกลับมายื่นมือเข้าช่วยเหลือ และช่วยกันประคับประคองให้ธุรกิจผ่านวิกฤติไปให้ได้ในวิกฤติการณ์ของโลกครั้งนี้ เมื่อสถาบันการเงินไม่ยื่นมือมาช่วยเหลือ บทบาทของ CFO จึงถูกท้าทายขึ้นทันทีและมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะในด้าน risk management หรือการบริหารความเสี่ยงในด้านต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นอย่าง worst case ที่ชาวอีสานและชาวหาดใหญ่เจอกันไปกับน้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบ 10 ปี น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของการวางแผนล่วงหน้า (ถึงแม้ไม่มีทางรู้ว่าธรรมชาติจะเล่นงานเราอย่างไรก็ตาม) วันนี้ผมจึงคิดว่า CFO ควรทำงานใกล้ชิดกับ CEO มากขึ้น หรือถ้าเป็นสองบทบาทในคนเดียวของเจ้าของกิจการหรือ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสูงสุด นั้นจะต้องให้ความสำคัญกับความเสี่ยงมากขึ้นกว่าเดิม โดยเพิ่มบทบาทของ CFO เข้ามาในการทำงานของตัวเองให้มากขึ้น
ความเสี่ยง 5 กลุ่มที่อยากจะให้มองไปด้วยกันคือ
กลุ่ม 1 Technical Risks เช่น เครื่องจักรเสีย ไฟไหม้ ระเบิด ความแห้งแล้ง หรือน้ำท่วม เป็นต้น
กลุ่ม 2 Commercial Risks เช่น ปัญหาของซัพพลายเออร์ บุคลากรสำคัญลาออก หรือเสียชีวิต เป็นต้น
กลุ่ม 3 Operation Risks เช่น ปัญหาความปลอดภัยในสถานประกอบการ การออกแบบการทำงานผิดพลาด เป็นต้น
กลุ่ม 4 Financial Risks เช่น การขาดสภาพคล่องเนื่องจากปัญหาลูกหนี้ค้างจ่าย สถาบันการเงินไม่ดูแล การโกงและปัญหาหนี้เสีย เป็นต้น
กลุ่ม 5 Strategic Risks เช่น การวางแผนการตลาดที่ผิดพลาด การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค การเปิดโลกเสรีการค้าระหว่างประเทศ หรือ กฎระเบียบข้อบังคับที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นต้น
จากตัวอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นจะเห็นว่า บทบาทของ CFO ในเวลานี้ดูเหมือนจะเป็นความท้าทายของผู้ประกอบการทุกคน ทุกองค์กรมากขึ้นทุกวัน ในเมื่อวันนี้การค้าขายให้เกิดกำไรยากขึ้น เราจึงควรกลับมาลดค่าใช้จ่าย หรือความสูญเสียที่เกิดจากความเสี่ยงทั้งปวงครับ ขอให้ทุกท่านโชคดีปลอดภัยไร้ความเสี่ยงตลอดปี 2011 ครับ












