Switch to: uk
22 May 2013 22:42PM

วันฟ้าหม่น

10 Jan 11 ,  ยุวดี ต้นสกุลรุ่งเรือง
  • 0

ปีที่แล้วผู้เขียนสบโอกาสเหมาะได้ไปเที่ยวอินโดนีเซีย เหมาะมากเพราะปีหนึ่งมีตั้ง 365 วันก็ไม่คิดไป

พอจะไปแผ่นดินเลยไหวเสียจนเกิดสึนามิแล้วตามด้วยภูเขาไฟระเบิด ไอ้ที่ตั้งใจว่าจะไปชมศาสนสถานบรมพุทโธ และไปเที่ยวเมืองบันดุง ปรากฎเขาบอกว่าเครื่องบินขึ้นไม่ได้ ให้ตายเถอะโรบิ้น โชคดีสุดๆ เลยนะเรา สุดท้าย เลยต้องเที่ยวอยู่ในเมืองจาการ์ต้า เมืองหลวงของเขานั่นเอง ทีแรกก็ออกจะเสียดาย แต่การณ์กลับเป็นว่าได้เห็นอะไรดีๆ ตั้งแยะ

 

48_th_4_001

คนอินโดนีเซียนั้นเป็นมุสลิมกันส่วนใหญ่ พูดถึงความร่ำรวยก็ไม่น้อยหน้าใครเพราะมีน้ำมันและทรัพยากรธรรมชาติมากมาย แต่น่าแปลกที่คนอินโดเขาจนกันถ้วนหน้า จนชนิดน่าเสียดาย เพราะความร่ำรวยที่ชนชั้นสูงมีนั้นไม่ได้ลงมาถึงคนชั้นล่างเลย ดังนั้น คนพื้นเมืองจึงไร้การศึกษาอันนำไปสู่ความยากจนแบบถาวร เพราะเมื่อไม่มีการศึกษาก็ไม่มีอาวุธจะไปทำมาหากินในโลกสมัยใหม่ได้ แต่คนอินโดก็ใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริงโดยไม่ต้องประชาสัมพันธ์ให้เสียงบประมาณ ที่เด่นชัดคือการแต่งกาย
  

ชายหญิงชาวอินโดนั้นแต่งกายด้วยชุดประจำชาติกันมาก ผู้หญิงแม้จะนุ่งโสร่งน้อยลง....อ้า หมายความว่าความนิยมในการนุ่งโสร่งมีน้อยลง มิได้หมายความว่าโสร่งจะสั้นขึ้นหรือผืนเล็กลงแต่ประการใด โปรดทราบตามนี้ด้วย เหตุที่สาวๆ และหนุ่มๆ นุ่งโสร่งกันน้อยลงก็เพื่อให้คล่องตัวกับสังคมสมัยใหม่ ที่ต้องโหนรถเมล์ รอรถบีอาร์ทีและข้ามถนนแบบแสนหวาดเสียว คนอินโดหันมานุ่งกางเกงขายาวแทน แต่ยังสวมเสื้อที่ตัดเย็บด้วยผ้าบาติคพื้นเมือง ผู้หญิงจะหาคนที่นุ่งกางเกงขาสั้น โชว์น่องโชว์ข้อเท้าไม่มีเลย เพราะเป็นการแต่งกายที่ขัดกับวัฒนธรรมอันดีงาม และผู้หญิงจำนวนมากยังคลุมศีรษะด้วย เห็นแล้วน่าชื่นชมมาก
  

ส่วนผู้ชายอินโดก็ชัดเจนว่าสวมเสื้อผ้าบาติคกันถ้วนหน้า ทั้งคอเชิ้ตคอฮาวาย ตามห้างร้านมีเสื้อผ้าตัดเย็บด้วยผ้าบาติคจำหน่ายกันหนาตา ผิดกับบ้านเราที่จะหาผ้าถุงผ้านุ่งทุกวันนี้ต้องไปเที่ยวตลาด 100 ปี หรือตรงไปแถวสำเพ็ง แต่ขณะเดียวกัน ห้างหรูในอินโดก็แน่นไปด้วยร้านแบรนด์เนมทุกยี่ห้อจากทั่วโลก และมีห้างใหม่ๆ ผุดขึ้นมาตลอดเวลา ผู้เขียนไปเดินเล่นก็ไม่เห็นว่าจะมีคนมาอุดหนุนเท่าไหร่ จึงสันนิษฐานว่าคงไปเดินผิดเวลา คนอาจจะแน่นเป็นช่วงๆ ก็เป็นได้ เช่น ช่วงลดราคา หรือช่วงเทศกาล สุดท้ายเลยไปนั่งกินโดนัทให้หายแค้น เพราะโดนัทยี่ห้อที่บ้านเรายืนรอคิวกันหลายชั่วโมงนั้น ที่จาการ์ต้าไม่มีคนเลย ไปถึงก็ชี้ ชี้ ตามสบาย เราเล่าให้เขาฟังถึงคิวรอโดนัทที่กรุงเทพฯ เด็กมันก็หัวเราะขำขำ
  

ผู้เขียนเข้าใจเอาเองตามประสาคนชอบคิด ซึ่งอาจจะคิดผิดหรือคิดถูกก็ได้ คือเกิดพุทธิปัญญาเห็นว่าห้างหรูหราขนาดใหญ่นั้นเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเมืองร้อน ซึ่งส่วนมากถูกจัดอันดับอยู่ในกลุ่มประเทศในซีกโลกใต้ นั่นคือเป็นพวกประเทศที่ด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนา ประเทศเหล่านี้จะมีห้างหรูเยอะมาก พากันผุดขึ้นตรงนั้นตรงนี้ทุกปีทุกเดือน ในขณะที่ประเทศในซีกโลกเหนือซึ่งร่ำรวยเขามีห้างจำนวนหนึ่ง และไม่ค่อยมีเพิ่มมากนัก สาเหตุใหญ่น่าจะมาจากว่าเมืองร้อนนั้นผู้คนไม่ชอบเดินถนนหรือตลาดสด เพราะมันร้อนไง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจมาก ผู้เขียนเองหากเลือกได้ก็ไม่เดินถนนร้อนๆ สุดท้าย กลางวันก็ไม่เดิน กลางคืนอากาศเย็นลงแล้วก็ไม่เดินอีก เพราะตอนกลางวันกลัวแดด ตอนกลางคืนกลัวโจร
  

เหตุผลเรื่องภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมนี่เองที่ผลักดันให้ผู้คนในประเทศเมืองร้อนหันหน้าเข้าหาห้างกันหมด จนชั้นทุกวันนี้วัดก็ขึ้นห้างด้วยเพื่อเรียกลูกค้า สุดท้ายเงินทองจำนวนมากจึงไปตกอยู่กับนายทุน เพราะนายทุนสร้างห้าง แล้วเอาให้นายทุนเช่าขายของ ส่วนคนไม่มีทุนก็เดินห้างและอุดหนุนนายทุน ในขณะที่ในประเทศเมืองหนาวนั้น คนนิยมเดินถนนรับแดดรับลม และไปตลาดแบบชาวบ้านที่เรียกว่า Farmer’s market คือตลาดของชาวไร่ชาวนา ที่เอาพืชผลการเกษตรมาขายแบบต่อสายตรงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย เงินก็ถึงมือชาวบ้าน และสินค้าก็ราคายุติธรรม ได้ของสดไม่มีสารพิษ ปรากฏการณ์พื้นๆ แบบนี้เองที่ช่วยสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้กับชาวบ้าน อันนำไปสู่ความแข็งแรงทางการเมืองต่อไป
  

สำหรับประเทศในซีกโลกเหนือ-ใต้ที่ระบุไปนั้น หาใช่เป็นที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ แต่เป็นสะแลงของนักเศรษฐศาสตร์แนวรัฐศาสตร์ ที่เรียกประเทศยากจนว่าเป็นพวกที่อยู่ทางใต้ ส่วนพวกประเทศร่ำรวยเขายกให้เป็นพวกคนเหนือ
  

ความยากจนที่ผู้เขียนเพียรยืดเรื่องพิมพ์ไปมากมายนั้น สามารถมองเห็นได้ชัดเจนทั่วไปในเมืองจาการ์ต้า นอกจากนี้ ช่วงที่ไปถึงที่นั่น ยังเป็นจังหวะเดียวกับที่เขามีแขกเมืองมาเยี่ยม ทั้งจากออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา พอรถลีมูซีนที่ไปรับผู้เขียนจากสนามบินไปถึงโรงแรม Four Seasons ไอ้เราก็ตกใจมากนึกว่าคนขับรถพากลับมากรุงเทพฯ เพราะหน้าโรงแรมมีทหารในชุดลายพรางอาวุธครบมือยืนกันเต็ม รถตำรวจจอดกันยาวเทียบฟุตบาทโรงแรม เอาละวา ทำไงดี แถมทุกวันนี้โรงแรม 5 ดาว ในเครือตะวันตก กำลังเป็นเป้าหมายถูกถล่มจากพวกที่ถูกหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย เมื่อ2-3 ปีก่อน โรงแรมในจาการ์ต้าก็เพิ่งเจอไป มีคนสำคัญเสียชีวิตไปหลายคน ดังนั้น การควบคุมความปลอดภัยที่นี่จึงเข้มมากระดับ 5 ดาว
  

โชคดีอีกแล้วครับท่าน เพราะผู้เขียนดันไปอยู่โรงแรมเดียวกับท่านผู้นำ ก็เลยหายห่วงเรื่องความปลอดภัย เวลาจะขึ้นลิฟท์ เข้ายิมหรือเดินไปไหนในโรงแรมก็มี bodyguards แวดล้อม เป็นหนุ่มร่างสูงใหญ่หน้าตาดีผมสีทองและ...ขรึม แบบมาดพระเอกยังไงยังงั้นเลย
  

กลับมาที่ความยากจนต่อไป อันความยากจนของคนอินโดนั้นผู้เขียนเองก็ไม่รู้ว่าเขาจนกว่าเราหรือเราจนกว่าเขา แต่ที่แน่ๆ คือทุกวันนี้คนของเขาหากินกันตัวเป็นเกลียว ผิดกับเมื่อ 20 ปีก่อนที่ผู้เขียนไปเยือน ตอนนั้นอินโดคงไม่ค่อยมีงานมากนัก อุตสาหกรรมคงเพิ่งเริ่ม เวลานั่งรถไปในเมืองจาการ์ต้าจะพบผู้ชายนั่งกันอยู่เต็มสองข้างถนน ทำนองว่าอาจจะรองานหรือไม่มีอะไรทำมากนัก จึงออกมานั่งเพื่อมองหาโอกาสมีคนว่าจ้างไปทำอะไรสักอย่าง แต่เดี๋ยวนี้คนของเขาเปลี่ยนไปแล้ว ทุกคนกระตือรือล้นกับการทำมาหากิน นั่นเพราะเศรษฐกิจขยายตัวมาก ก่อให้เงินทองหมุนเวียนไปมาในท้องตลาดอย่างเอกอุ ทุกคนจึงพอมีหนทางจะกอบโกยเงินกันบ้างคนละเล็กละน้อย
  

เงินที่สะพัดไปมานี่เองที่ยังผลให้คนของเขาคิดอ่านทำมาหากินตัวเป็นเกลียว หลายวันที่เดินเที่ยวอยู่นั้นได้เห็นอาชีพหนึ่งที่น่าทึ่งมาก คือเห็นว่ามีผู้ชายขี่จักรยานโดยเอากระติกน้ำร้อนตั้งไว้ตรงตะแกรงข้างหลัง แล้วเอาสายรัดเอาไว้ให้แน่น ไอ้เราก็นึกว่าเขาคงขายไอติม น่าจะเป็นไอติมแท่งแบบที่บ้านเราเคยมีคนหิ้วกระติกเดินขายตามซอกตามซอยนั่นแหละ และเหตุที่สะดุดตากับรถจักรยานคันนั้นก็เพราะแกขี่ตัดหน้ารถแท็กซี่ของเราในระยะหวาดเสียว เลยสงสัยว่ามันจะรีบไป(ตาย)ที่ไหนวะ จึงชะแง้คอตามไปดู ก็เห็นจักรยานคันนั้นถีบตัดถนนใหญ่ที่จอแจเพื่อปราดเข้าไปที่ตึกหรู ไปจอดตรงจุดที่มี รปภ. ของตึกยืนกันอยู่
  

พอจอดปั๊บ เหล่า รปภ. ก็พากันเข้ามาห้อมล้อมทีเดียว นั่นแหละจึงได้รู้ว่าแกขายกาแฟ
  

ร้านกาแฟแบบ mobile นี้น่าสนใจมาก เพราะลงทุนต่ำ มีจักรยานเก่าๆ 1 คัน กระติกเก่าๆ หนึ่งตัว ถ้วยกาแฟและกาแฟ น้ำตาลกับนม ตามด้วยไม้คนกาแฟ ทั้งหมดนี้อยู่ในจักรยานคันเดียวโดดๆ พอขายหมดก็ถีบกลับไปเติมน้ำร้อนอีกรอบ รอบหนึ่งคงได้ไม่เกิน 15 ถ้วย แต่ก็เป็นอาชีพที่สร้างสรรค์มาก เพราะเอาสินค้าไปบริการถึงที่อย่างละเอียดยิบน่าทึ่ง ผู้เขียนเห็นแล้วก็นึกถึงคำพูดที่ว่า ความจนทำให้คนใช้สมอง เออ ถ้างั้น สงสัยคนไทยจะไม่ค่อยมีคนจนมากนัก
  

จบจากร้านกาแฟโมบายล์ก็มาเจอเอามอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่จาการ์ต้านี้มีคิวรถมอเตอร์ไซค์ใหญ่มาก คิวระดับ 5 ดาวบ้านเราเห็นแล้วชิดซ้ายไปเลยน้อง คิวที่ซอยหมอเหล็งว่าใหญ่แล้วยังต้องนับว่าเด็กๆ คิวรถที่เมืองจาการ์ต้าตรงแถวหน้าตลาดปีนังจอดซ้อน 5 ได้มั้ง แถมคนขับต้องออกมายืนโบกมือพร้อมกับตะโกนเรียกลูกค้ากันตลอดเวลา เห็นแล้วเหนื่อยแทน แล้วเลยรู้สึกว่าการหาเงินที่นั่นยากกว่าเราแยะ
  

หลายวันนั้นเลยดีใจที่เกิดเป็นคนไทย
  

เอาน่า แม้จะไปเจอเอาวันฟ้าหม่นที่อินโดจนไม่ได้เที่ยวอย่างที่ตั้งใจ แต่ก็ได้เห็นอะไรแยะ พอเอามาเขียนหากินได้ เชื่อหรือยังว่านักเขียนนั้นไม่มีน้ำก็สร้างน้ำแข็งได้