Switch to: uk
09 February 2012 11:38AM

Several Bangkok Fashion Weeks

15 May 07 ,  ดร. อโนทัย ชลชาติภิญโญ
  • 0

แฟชั่นวีคโดยภาคเอกชน ด้วยความหวังให้กรุงเทพฯ มีสัปดาห์แฟชั่นที่ต่อเนื่องและสอดคล้องตามฤดูกาลเมืองแฟชั่นโลก

 เมื่อรัฐบาลปัจจุบันออกมาประกาศล้มพับกระดานโครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น เมื่อนั้นการปรับตัวและปฏิกิริยาของภาคเอกชนจึงปรากฎให้เห็นหลายรูปแบบ รูปแบบหนึ่งที่อุตสาหกรรมแฟชั่นไทยพยายามฉุดกระตุ้นวงการให้แฟชั่นไทยยังคงอยู่ในกระแส คือการแสดงศักยภาพนักออกแบบและแบรนด์ไทยด้วย การจัดแสดงแฟชั่นโชว์ในรูปแบบที่เรียกว่า fashion week และไม่ใช่เจ้าภาพเดียวที่ลุกขึ้นมาจัด กลับเป็น 3 เจ้าภาพ 3 fashion weeks ต่อเนื่องกัน ไล่มาจาก ELLE Bangkok Fashion Week ต่อด้วย Bangkok International Fashion Week: BIFW และ HI! Fashion Week โดยมีนิตยสารไทยเป็นเจ้าภาพร่วม อันได้แก่ ELLE, Harpers Bazaar และ Hi! ตามลำดับ ทั้งนิตยสารแฟชั่นและศูนย์การค้าต่างก็แย่งชิงภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำแฟชั่น สร้างกิจกรรมกระตุ้นบรรยากาศ ซึ่งก็นับว่าได้ผลดีในระดับหนึ่ง

               ผมมีโอกาสได้สนทนาถึงแนวคิดการจัดงานกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทราบว่าทาง ELLE ต้องการจัดเพื่อให้แฟชั่นวีคที่แต่เดิม ELLE เป็นเจ้าภาพปีละครั้งได้มี 2 ซีซั่น ครบและสอดคล้องตามฤดูกาลของเมืองแฟชั่นโลก ผมเชื่อว่าอีกไม่นานเราคงได้ต้อนรับ buyer จากต่างชาติเข้ามาสั่งออร์เดอร์แฟชั่นในงานแฟชั่นวีคของไทย เพราะทุกวันนี้เป็นเพียงแฟชั่นโชว์สำหรับการขายปลีกเกือบทั้งหมด ยังต้องการพัฒนาการอีกขั้น

              ในขณะที่เมื่อได้พูดคุยกับคุณชฎาทิพ จูตระกูล ผู้บริหารสูงสุดของศูนย์การค้าสยามพารากอนถึงเหตุผลการจัดงาน BIFW ขึ้น ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจการค้าซบเซาจนน่าใจหาย ผมประทับใจในคำตอบสั้นๆ ง่ายๆ จริงใจว่า เมื่อรัฐบาลพับโครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น พวกดีไซเนอร์เหล่านี้จะให้อยู่เฉยได้อย่างไร อีกทั้งคุณชฎาทิพยังมีแผนจัดงานแสดงผลงานแฟชั่นของนิสิตนักศึกษาที่จะจัดเวทีให้ร่วมกันประชันความสามารถในช่วงกลางปีนี้ ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลาเดียวกับการจัดงาน BIFF&BIL 2007 ก็นับว่าเป็นโอกาสดีที่ buyer ต่างชาติในงาน BIFF จะได้มาชื่นชมฝีมือนักออกแบบไทย ได้ทั้งธุรกิจการค้า บรรยากาศแฟชั่น

                ผมได้มีโอกาสเข้าชมสองงานแรก ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณผู้จัดงานที่ไม่ลืมเชิญนักวิชาการแฟชั่นไปเปิดหูเปิดตา ความยิ่งใหญ่และมาตรฐานการจัดงานทั้งสองไม่แตกต่างกัน อาจเป็นเพราะแสง สี เสียง สไตลิสต์ เพลง ออร์แกไนเซอร์และแม้แต่ทีมนางแบบ เกือบจะเป็นทีมเดียวกัน อ้อ! คนดู ผู้ชมก็แทบจะเป็นชุดเดิม ต่างกันออกไปก็คือ celeb ของแต่ละโชว์ที่แปลกออกไปตามระดับสังคมของดีไซเนอร์ของโชว์นั้นๆ 

                ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยแลนด์ที่ซบเซาถึงขีดสุด ส่งออกเจ๊งๆ จากค่าเงินบาทที่แข็งตัว ไม่มีอนาคตว่าจะอ่อนตัวโดยง่าย ผู้คนหยุดจับจ่ายใช้สอย คงเหลือแต่วัยรุ่นไร้สติที่ไม่ยี่หระต่อภาวะการณ์ใดๆซึ่งทั้งหมดจะมีผลโดยตรงต่อแบรนด์แฟชั่นที่ต้องเข็นเสื้อผ้าเรียบๆ เบสิค ใส่ได้นาน และราคาน่าสนใจออกวางจำหน่ายตลอดปีนี้อย่างแน่นอน ซึ่งแบบเสื้อเรียบเบสิคจะสวนกระแสกับเทรนด์แฟชั่นโลกที่ร้อนแรงร่ำรวย หรูหรา จัดจ้าน เต็มไปด้วยดีเทลทุกกระเบียดนิ้วได้อย่างไร ลองมาพิจารณาดูไอเดียที่แฟชั่นเหล่าผู้นำแฟชั่นไทยนำเสนอดู

1._metinee_by_jintana.1             
          
 ดาวเด่นของงาน ELLE Fashion Week เป็นใครไม่ได้นอกจากคุณลูกเกด เมทินี ที่ลุกขึ้นมาเล่นบทบาทดีไซเนอร์ให้กับชุดชั้นในยี่ห้อจินตนา ที่ต้องการปรับลุคขยายตลาด แตกไลน์ออกเป็นแบรนด์ใหม่ Metinee by Jintana ยกระดับราคา ส่วนภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำแฟชั่นโดนผูกติดกับภาพของนางแบบชั้นนำ สินค้าของเมทินีไม่ได้ล้ำยุคสุดขอบใดๆ ยิ่งเมื่อถอดองค์ประกอบโชว์ เช่น เสื้อพลาสติกเลื่อม ระยับ เข็มกลัด รองเท้า หมวกดิสโก้ ทั้งหลายออก จะเห็นชุดชั้นในชนิดใส่ได้จริง สีสันเอาใจตลาด ชมพู ขาว ดำ แดง และที่สำคัญชุดชั้นในของยุคสมัยนี้จะนำเสนอเป็นอื่นได้อย่างไรถ้าไม่ใช่เซ็กส์ โชว์คืนนั้นพาผู้คนดื่มด่ำไปกับค่ำคืนดิสโก้ที่มันๆ ระเริงด้วยแสงระยิบระยับ นางแบบ  ปรากฏกายด้วยสายโซ่ชุดพลาสติก หนังดำและอุปกรณ์บางอย่างที่สื่อความหมายถึงความคุกรุ่นในอารมณ์เพศ ลบภาพชุดชั้นในเฉยๆ รุ่นแม่ของแบรนด์ต้นฉบับได้หมดจด เศรษฐกิจซบเซาอย่างไรก็ตาม เสื้อผ้าภายนอกจะเรียบร้อย เบสิค สุภาพอย่างไรก็ตาม แต่ชั้นในเซ็กซี่จัดจ้านอาจเป็นสิ่งหนึ่งที่พอจะประเทืองอารมณ์และเยียวยาจิตใจได้ในยามนี้ไม่มากก็น้อย

 

               

            Headquarter ผลงานของสามหนุ่มมากความสามารถในสไตล์ Creative Funky Street Wear สามดีไซเนอร์นำเสนอจุดโฟกัสคนละด้านอย่างน่าสนใจ โดยคุณใหม่ ภัทรศรันย์ โดดเด่นที่ลายพิมพ์ผ้า แล้วนำผ้าพิมพ์มาตัดต่อเป็นแพทเทิร์นใหม่ที่แปลกตา และยิ่งน่าสนใจมากขึ้นเมื่อนำเสนอในลุคของทอมบอยที่มีโครงเสื้อตัวโคร่งแบบญี่ปุ่น extra loose หรือ spindle สีสันสดจัดแต่เบรคสีให้หม่นลงตามฤดูกาลของ winter ผลงานของ Sunshine โดยจิรัฎฐ์ เนี้ยบ เฉียบ คม ด้วยการใส่กลิ่นอายของสปอร์ตแวร์ผสมผสานกับเทกนิคชั้นสูงแบบ demi-couture บนโครงเสื้อปกติที่มีสีหมึกคือ ดำ กรมท่า เทา และเน้น ด้วยสีแดง ทำให้งานของ Sunshine ดูน่าสนใจและใส่ได้จริงสำหรับเสื้อผ้าชาย ส่วนเสื้อผ้าผู้หญิงใช้โครงเสื้อแฟชั่น เทกนิคและคัทติ้งที่ทิ้งห่างแบรนด์สตรีทแวร์ทั่วไป ดีไซเนอร์คนสุดท้าย คุณชัย นำเสนอความเป็น sport couture อีกลุคที่ร่ำรวยความหรูหราแบบคนรุ่นใหม่ ด้วยการใช้ผ้า metallic สีทอง ผ้าถักสากลใหญ่เล็กด้วยเส้นด้ายโลหะสีทองหลายเฉดสี มีสีดำ และสายสก็อตฟ้ามาเป็นแบ็คอัพให้งานดูเป็นสตรีทแวร์มากยิ่งขึ้น ผลงานในคอลเลกชั่นนี้จัดว่าลงตัวมาก ทั้งสามผลงานผสมกลมกลืนกันตามแต่ละอารมณ์ บนสไตล์สตรีทแวร์ที่มีมุมโฟกัสแนวสปอร์ตที่ต่างกันออกไป

                มือโปรอีกรายของวงการแฟชั่น Zenithorial โชว์ศักยภาพความเป็นผู้นำเสื้อผ้าแฟชั่นแนวtailor cut ทั้ง classic ทั้ง elegant มีรสนิยมราวกับผู้ดีอังกฤษ ที่ครั้งนี้ปรับสัดส่วนความสั้นยาวได้สวยลงตัวมากยิ่งขึ้น ดู relax และ casual แต่สุภาพและทันสมัยด้วยการใช้ผ้าคอตต้อน ลินิน ป่าน เนื้อดีทุกโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นผ้า popline, voile, lawn, gabardine บนสีเอิร์ทโทน เช่น กากี เบจ ขาว ดำ เทา มีสีแอ็คเซ่นป็นสีแดงกล่ำ และลายพิมพ์กราฟิก ภาพเขียน ลายเส้นดำบนพื้นขาว นับเป็นอีกโชว์ที่ลงตัวสมบูรณ์แบบในอารมณ์

                มือโปรพี่ใหญ่ของวงการ Kai และ Pisit ที่ยังคงรักษาระดับได้ไม่มีตก มาครั้งนี้กับการตอกย้ำสไตล์ resort wear ที่ดูเป็นผู้ดีสบายๆ แบบคุณนายยังเด็ก ด้วยการเพิ่มดีกรีความเป็นสปอร์ตแวร์ให้ดูทะมัดทะแมงและกระฉับกระเฉงมากยิ่งขึ้นกว่าลุคคุณหนูคุณนายอย่างเดียว เทรนด์ที่ใช้ยังคงเกาะติด feminine look แบบ Victorian จีบระบาย รูดย้วย พองบอลลูนที่แขน ต่อชั้นๆ ด้วยเนื้อผ้าพลิ้วบาง Kai ใช้สีขาวดำเป็นหลัก มีเส้นสายสปอร์ตแวร์ชัดเจน ในขณะที่ Pisit ใช้สีโทนขาวถึงเบจและชมพูนู้ด แอ็คเซ่นด้วยสีแดงส้ม

                ดีไซเนอร์รายสุดท้ายจากงาน ELLE ที่จะกล่าวถึงเป็นศิษย์รักจากห้องเสื้อ Kai คือคุณนพรัตน์ ชราพก แจ้งเกิดอีกครั้งด้วยการใช้เทกนิคแนว demi-couture เช่นการจับจีบ เดรป พันทั้งผ้า โดยตัดทอนความยาวของลักษณะชุดราตรีให้สีสันแบบ 60's จนกลายเป็นลุคที่ดูใช้ได้จริงและเหมาะกับสาวแรกรุ่น ไม่รุ่มร่าม หรูหราจนเกินงาม Color Scheme ที่ใช้แบบสีเดียวทั้งตัว ไล่โทนตั้งแต่สีโลหะ metallic เช่น เทา ตะกั่ว ทองเฉดอ่อน และทองเหลืองจนถึง ขาว ดำ เน้นเนื้อผ้าต่วน ผ้ามันที่มีน้ำหนักดี เนียนแนบหรือไม่ก็ผ้าผืนบางเบา กรอบที่กางตามรูปเชปของการจัดเดรป ถึงแม้ว่าผลงานจะสวยไม่ตลอดคอลเลกชั่น แต่ความน่าสนใจของดีไซเนอร์รายนี้คือความสามารถในการเล่นแพทเทิร์นที่แปลกตาสร้างสรรค์ ซึ่งปัจจุบันนี้หายากในดีไซเนอร์รายใหม่ๆ ทั่วไปที่มักเน้นการ mix&match เท่านั้น

                จบงาน ELLE ได้ไม่ทันไร งาน BIFW ที่สยามพารากอนก็คลาคล่ำไปด้วยเหล่าแฟชั่นนิสต้าอีกครั้ง ครั้งนี้ตารางโชว์แน่นกว่า หลากหลายและโดดเด่น อาจด้วยเพราะดีไซเนอร์แบรนด์ดังระดับบิ๊กของวงการอยู่ในตารางโชว์

                เปิดฉากโชว์แรกกับ Tippy&Matthew แบรนด์เครื่องประดับแนว modern-couture ที่เนรมิตลุคของนางแบบให้ย้อนยุคไปถึงยุคบาโร้ค เพื่อให้รับกับความหรูเริ่ดอลังการของเครื่องประดับที่มีเทคนิคและรูปทรงเป็นแบบ couture แต่ลดทอนผสมผสานกับวัสดุใหม่ๆ ให้เป็นโมเดิร์นมากขึ้น สามารถนำมาใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน แต่อาจด้วยลุคของนางแบบที่เสื้อผ้าหน้าผม แรงและชัดเจนมากจนกลบความน่าสนใจของเครื่องประดับซึ่งเป็นสินค้าหลักลงอย่างน่าเสียดาย     
         

                เห็นจะต้องพูดถึง Inspired by Inner Complexity ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ไฟแรง ที่ถึงแม้จะไม่ใช่ระดับบิ๊กแต่นำเสนอเทรนด์อย่างแตกต่างและน่าสนใจ อิสสริยา วิรัชศิลป์ และ ณัฐวัทน์ สุทธพงษ์ โดดเด่นด้วยการส่ง message ที่ใช้แค่เทรนด์เสื้อผ้าแต่เป็นองค์รวมของโชว์ บอกเล่าเรื่อง 7 ปีสุดท้ายก่อนโลกสลายดับลง ความวุ่นวายของคนเมืองที่บอกผ่านเสื้อผ้าที่มีคัทติ้งติดตัว วุ่นวายไร้ระเบียบ ความโกลาหลของชิ้นเสื้อผ้า ความสับสนของการปะติดปะต่อ เสื้อผ้าดูเป็นโลกอนาคตมากขึ้นด้วยการโชว์เนื้อผ้าไฮเทคและเคลือบเมทัลลิคทั้งหลาย ใช้สีเทา ขาว ดำ และแสงเสียงที่ขมุกขมัว อึมครึม มีเพียงสายรุ้งแห่งความรักในตอนสุดท้ายเท่านั้นที่ส่องแสงสว่างนำพาโลกพบกันนิพพาน งานนี้โชคดีที่ได้ดูรหัสลับดาวินชี่มาก่อนมิเช่นนั้นคงทานยาแก้ปวดหัวตามแน่ น่าชื่นชมในความคิดสร้างสรรค์ ยุคนี้สมัยนี้หายากเหลือเกินที่ดีไซเนอร์จะลุกขึ้นมาส่ง message ไม่ใช่แค่ทำเสื้อสวยๆ ตามเทรนด์ฝรั่งไปวันๆ เท่านั้น

                โชว์ไหนๆ ก็ไม่เร่าร้อนสะใจอย่าง Theatre เผ็ดร้อน สนุกสนานสไตล์ช่อง 7 สีทีวีเพื่อคุณ ชื่อแบรนด์บอกคอนเซปต์ในการนำเสนอแนวละครเวที ตระการตาด้วยเหล่านางแบบไทยนับสิบคนที่กรี๊ดกร๊าดด้วยอากัปกิริยาแบบสาวสเปนต่างจังหวัด ด้วยเสื้อผ้าแนวยิปซี สีสันจัดจ้าน ต่อรูดเป็นชั้นๆ ทั้งหมดยืนล่อมาร์ธาดอร์ที่ถูกเปลือยออกมาด้วยลุคเสื้อผ้าแบบออริจินัล มาร์ธาดอร์พกพาอาวุธชายชาตินักล่อกระทิงเหน็บมาให้เห็นกันจะๆ นับเป็นของแถมที่มิตรรักชาว Theatre สมใจยิ่ง ตามมาด้วยนางแบบที่เสื้อผ้าหน้าผมเป็นสแปนิชลุคเต็มสตรีม คัทติ้ง เชป เนื้อผ้า ลายพิมพ์ สวยลงตัวบาดใจราวกับโขลกมาจากอินสไปเรชั่นนางแบบตบตีแย่งผู้ชายกันเป็นที่สนุกสนาน เร้าใจ ความเผ็ดร้อนของหนุ่มสาวสเปนก็จากการชมโชว์นี้ล่ะ

                อาจเป็นเพียงโชว์ไม่กี่โชว์ที่พยายามต้านทานกระแส maximalism ให้ได้ Greyhound มาด้วยการโชว์แบบ minimalism ที่เรียบ เท่ คูล ตามสไตล์ urban artist ที่ไม่โหวกเหวกโวยวาย นิ่งสวยสุขุม ตรงกันข้ามกับเสื้อผ้าที่ maximalism ด้วยการประโคมดีเทลในแนว deconstruct แต่อยู่บนเชปหรือโครงสร้างที่ปกติ ควบคุม color scheme สุดๆ ด้วยการไล่เฉดจากขาวไปสีเกือบขาวทุกเฉดจนถึงดำสนิทแต่มีดีเทลที่ตกแต่งโค้งเว้าระโยงระยางแบบยุค 20's-30's ส่วนเสื้อผ้าผู้ชายเน้นติดต่อ ปะติดปะต่อไม่สมดุล และการเล่นฟินิชชิ่งต่างๆ Greyhound พยายาม decon ในทุกเรื่องแม้แต่นายแบบนางแบบที่ skinnylook และ surrealistic แบบไร้อารมณ์ และวิธีการเดินบวกกับเพลงที่หลุดจากโลกสตรีทแวร์ทำให้โชว์นี้ดูอึดอัดไปบ้าง แต่ฟินาเล่มาช่วยชีวิตด้วยการปล่อยสาวกของแบรนด์เป็นนางแบบนายแบบชนิดล้นเวที เพื่อพาฝูงชนออกสู่หน้าเต้นท์ ไป after party ต่อเมื่อโชว์จบ

                ปิดฉาก BIFW กับโชว์ชุดสุดท้ายสมบูรณ์แบบที่สุดต้องยกให้ Fly Now ทวงคืนความเก๋าและผู้นำแฟชั่นอีกครั้งกับรูปแบบการโชว์ที่สดใหม่แนวเทคโน ที่เน้น แสง สี เสียง เลเซอร์ ทำให้เสื้อผ้าที่สวยมากอยู่แล้วสวยสะดุดตา เร้าอารมณ์มากยิ่งขึ้น Fly Now โดยคุณชำนัญ ภักดีสุข แบ่งเสื้อผ้าออกเป็นกลุ่มคอนเซปต์ย่อยๆ เช่น กลุ่ม demi-couture ที่เน้นงานฝีมือ จับจีบเดรปขยุ้มแบบหมอนฟักทองบนเสื้อผ้าoversize spindle look ที่ยืมความสั้นยาวแบบ 60's ทำให้โครงเสื้อผ้ากางพองสมใจ Fly Now ล้ำหน้าแบรนด์อื่นที่มัวสาละวนกับเทรนด์ romantic feminine และ Victorian โดยการย้ายจุดโฟกัสผู้หญิงจากรอบอกและ Empire cut ไปสู่รอบคอ หัวไหล่ และปกเสื้อ อีกเซ็ทหนึ่งที่น่าสนใจคือชุดเดรสทรงตรงสั้นที่เน้นผิวสัมผัสและลายผ้าจากการปักเลื่อมขาว ดำ ทอง เลียนแบบงานโมเดิร์นอาร์ต ตบท้ายด้วยชุดคุณนายออกงานราตรีแบบ modern-couture ที่เน้นทั้งงานคราฟท์ silhouette และ surface design ทุกองค์ประกอบรวมเข้าด้วยกัน ตอกย้ำกระแส maximalism ชัดเจน

                แฟชั่นวีคทั้งสามงานจบลงพร้อมความหวังว่า อย่างน้อยภาคเอกชนโดยเฉพาะศูนย์การค้ายังพอเป็นที่พึ่งในการแสดงศักยภาพนักออกแบบไทย ถึงแม้งานทั้งสามยังไม่ได้มีแบรนด์ชั้นนำอย่างSenada, Issue, Sretsis, Kloset และ Munchu's เป็นต้น ก็นับว่าช่วยสร้างบรรยากาศแฟชั่นให้คึกคักได้ดีอย่างน่าปรบมือให้ เพราะอย่างน้อยก็ยังมีคำว่า Bangkok Fashion Week อยู่ในปฎิทินแฟชั่นต่อเนื่องก็แล้วกัน

 

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.