ถ้าพิจารณากันให้ดีเราจะพบว่า หลังจากที่มีการเปิดเสรีทางการค้าสิ่งทอตามข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO) พฤติกรรมของผู้บริโภคจากต่างประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปมากจนเกิดผลกระทบคือ ผู้ซื้อมีอำนาจต่อรองมากขึ้น มีทางเลือกในการซื้อเพิ่มขึ้น และผู้ซื้อจากหลายๆ ประเทศก็ได้เปลี่ยนคำสั่งซื้อสินค้าจากไทยไปซื้อจากประเทศอื่นที่มีต้นทุนที่ถูกกว่า เช่น จีน เวียดนาม จึงมีการพูดคุยกันถึงการปรับตัว จนทำให้ตัวย่อหลายคำ เช่น OEM - การผลิตตามคำสั่งซื้อ ODM - การผลิตที่มีการออกแบบของตนเอง และ OBM - การมีแบรนด์สินค้าของตนเอง ก็ถูกพูดถึงอยู่ตลอดเวลา แต่ทางแก้โดยฉับพลันอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้เราสามารถต่อสู้กับประเทศที่มีต้นทุนต่ำเหล่านั้นได้ก็คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตสินค้าในด้านคุณภาพที่ดีขึ้น การส่งมอบที่เร็วขึ้น พร้อมทั้งเสนอบริการด้านต่างๆ อันจะแสดงให้ลูกค้าได้เห็นความแตกต่าง และความคุ้มค่าที่จะได้รับเมื่อเปรียบเทียบกับราคาสินค้าที่สูงกว่า แต่สิ่งเหล่านี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้ากระบวนการผลิตของเราไม่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นตั้งแต่เริ่มต้น เราจึงใช้เจ้าห้องต้นแบบมาเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มของเรา
เราจะใช้ห้องต้นแบบทำอะไรบ้าง เป็นคำถามที่มักจะถูกเอ่ยอ้างขึ้นเสมอ สิ่งที่เราจะทำในห้องต้นแบบมีหลายอย่างคือ การนำเสนอตัวอย่างแบบ การเลือกใช้ผ้า การรับผิดชอบในการสร้างแพทเทิร์น การทำเสื้อตัวอย่างจริง รวมถึงคิดค้นกระบวนการผลิตที่เร็วขึ้น การวางสายการผลิต ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะทำให้กระบวนการผลิตเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น มีความเร็วในการผลิตเพิ่มขึ้น อันจะนำไปถึงต้นทุนที่ลดลง ความสูญเสียที่ลดลง ซึ่งจะได้ผลลัพธ์ออกมาคือ "คำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น และกำไรที่เพิ่มขึ้น" หรือสรุปอย่างง่ายๆ คือ อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มของเราจะสามารถต่อสู้กับคู่แข่งที่มีต้นทุนต่ำกว่าได้ง่ายขึ้น
สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนั้นไม่สามารถทำได้ง่ายหากเราไม่มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ซึ่งในท้องตลาดนั้นก็มีโปรแกรมและเครื่องจักรหลากหลายยี่ห้อที่จะมาช่วยเหลือให้เราพัฒนาการผลิตได้ แต่สิ่งที่จะเลือกใช้นั้นควรจะเป็นผู้ที่มีผลิตภัณฑ์ที่เราสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องทั้งกระบวนการ ไม่ใช่เลือกใช้หลากหลายยี่ห้อคละกัน เพราะจะทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับความถูกต้องและความต่อเนื่องในการแลกเปลี่ยนข้อมูลทั้งกระบวนการ
Lectra ในฐานะที่เป็นผู้นำตลาดได้เล็งเห็นถึงปัญหาเหล่านี้ล่วงหน้า จึงได้มีการสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับความต้องการในด้านนี้ ด้วยการเสนอโซลูชั่นสำหรับใช้ในห้องต้นแบบอย่างครบถ้วน ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมสามารถปรับใช้ได้ง่ายดังนี้
เราเริ่มงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบด้วยการออกแบบลายพิมพ์ผ้า (fabric design) ซึ่งคุณอาจจะคิดว่างานออกแบบลายพิมพ์ผ้านั้นน่าจะเป็นหน้าที่ของผู้ทำธุรกิจกิจสิ่งทอซึ่งอยู่ต้นน้ำ แต่ความจริงแล้ว การออกแบบลายผ้าเป็นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้ธุรกิจเครื่องนุ่งห่มของคุณแตกต่างจากคู่แข่ง เราลองมาคิดง่ายๆ ถึงปัจจุบันโรงงานการ์เมนท์ทั้งหลาย แม้กระทั่งงานแฟชั่นก็ยังใช้วิธีเดินเลือกหาผ้าที่มีผลิตและจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด หรือสั่งจากต่างประเทศเข้ามา เพื่อตัดเย็บเป็นตัวอย่าง การเดินเลือกซื้อผ้านี้ทำให้เกิดข้อจำกัดสำหรับดีไซเนอร์ที่จะออกแบบชุดให้สวยงาม ตรงนี้เอง Lectra ได้ใช้โปรแกรม PrimaVision ออกแบบลายผ้าเพื่อให้นักออกแบบเสื้อผ้าได้ผ่องถ่ายจินตนาการออกสู่แบบ และลายผ้าที่สอดคล้องกัน
เมื่อออกแบบลายผ้าได้เรียบร้อยแล้ว เราก็เข้าสู่การออกแบบเสื้อผ้าด้วยโปรแกรม Kaledo Style ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือให้กับนักออกแบบในการสเก็ตซ์แบบ และผสมผสานลายผ้าที่ถูกออกแบบไว้ด้วยโปรแกรม Prima Vision เข้ากับแบบที่ได้วาดไว้ การผสมผสานลายผ้ากับแบบเสื้อผ้านี้สามารถทำได้อย่างละเอียดด้วยการทำ draping อันจะทำให้เราเห็นภาพได้ดีขึ้นว่าลายผ้าที่ออกแบบไว้นั้น เมื่อมาผสมผสานกับแบบเสื้อแล้วจะมีลวดลายและมีความเหมาะสมแค่ไหน ลายที่ออกแบบไว้มีขนาดใหญ่หรือเล็กเกินไปหรือไม่ และที่ทำให้งานออกแบบเริ่มง่ายขึ้นก็คือ ถ้าเห็นว่าลายผ้าที่ออกแบบไว้นั้นไม่เหมาะสมก็ปรับแต่งได้ในพริบตา รวมทั้งยังสามารถสร้าง colorway โดยอัตโนมัติ ทำให้งานยากๆ เสร็จได้ในเวลาอันสั้น เมื่อได้ลายผ้าและแบบเสื้อตามต้องการ เราก็สามารถใช้โปรแกรม Kaledo สร้าง story board เพื่อนำเสนอผลงานได้อีกด้วย
หลังจากการนำเสนอรูปแบบเสื้อผ้าแล้วสามารถใช้โปรแกรม Lectra Catalog เข้ามาช่วยในการเสนอขาย เพราะโปรแกรมนี้ใช้สำหรับนำเสนอขายผลิตภัณฑ์เครื่องนุ่งห่มก่อนการผลิตจริง วิธีก็ง่ายๆ โดยเราเพียงแต่ใช้ภาพถ่ายเสื้อผ้าที่ได้ออกแบบไว้ และถูกสวมใส่โดยนายแบบหรือนางแบบจริง จากนั้นก็นำลายผ้าที่ออกแบบไว้มาทำการทาบเพื่อให้เห็นภาพถ่ายเสมือนจริงกึ่ง 3 มิติ วิธีนี้จะช่วยลดขั้นตอนการทำตัวอย่าง เพราะลูกค้าสามารถมองเห็นเสื้อผ้าที่ได้ออกแบบไว้ถูกสวมใส่จริงโดยไม่ต้องทำตัวอย่างจำนวนมากมาให้เลือก
เมื่อลูกค้าเลือกแบบและให้ทำตัวอย่างจริงมาเพื่อตรวจสอบและอนุมัติแบบ เราก็มาถึงขั้นตอนทำตัวอย่างด้วยโปรแกรม Modaris สำหรับสร้างแพทเทิร์น ซึ่งงานสร้างแพทเทิร์นในปัจจุบันสามารถทำได้ง่าย เพราะโปรแกรมได้ถูกออกแบบให้ใช้งานง่ายขึ้น และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ แพทเทิร์นต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นนั้นจะถูกจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบ และสามารถนำกลับมาดัดแปลงให้เป็นแพทเทิร์นใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ย่นระยะเวลาในการสร้างแพทเทิร์น
หลังจากที่ได้ชิ้นแพทเทิร์นแล้ว ห้องต้นแบบจะเป็นแหล่งสำหรับผลิตเสื้อผ้าตัวอย่าง ซึ่งบ่อยครั้งที่ห้องต้นแบบจะมีงานทำตัวอย่างเข้ามามากมายเกินกว่าจะทำได้ทัน การใช้เครื่องตัดอัตโนมัติสำหรับงานทำตัวอย่าง หรืองานผลิตที่มีจำนวนน้อยแต่คุณภาพสูงก็จะมีส่วนเข้ามาช่วยงาน โดย Lectra มีเครื่องตัดอัตโนมัติรุ่น Prospin Fashion ST ช่วยให้การตัดผ้าตัวอย่างและงานผลิตจำนวนน้อยแต่เน้นคุณภาพสูง อย่างเช่นเสื้อผ้าแฟชั่น เป็นไปได้อย่างราบรื่นและรวดเร็ว ตอบสนองกระบวนการผลิตที่ต้องการความเร็ว
จากนั้นเราก็นำชิ้นผ้าตัวอย่างไปเย็บ และขั้นตอนตรงนี้ก็เป็นส่วนที่ส่งผลต่อการผลิตงานจริง เพราะทุกขั้นตอนในการเย็บจำเป็นจะต้องเป็นแบบเดียวกับการผลิตจริง เพื่อเป็นการทดสอบ และช่วยในการจัดสายการผลิตให้มีประสิทธิภาพได้ด้วย
ในห้องต้นแบบ บ่อยครั้งที่เราจำเป็นต้องใช้โปรแกรมสำหรับวางมาร์กเกอร์ เพื่อที่จะใช้ประโยชน์จากผ้าให้มากที่สุด เพราะต้นทุนหลักของเสื้อผ้าคือผ้า เราจึงมีการวางมาร์กเพื่อให้เหลือเศษผ้าน้อยที่สุด ด้วยโปรแกรม Diamino ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ถูกออกแบบมาให้ใช้ได้ทั้งการวางแบบ manual และการวางแบบอัตโนมัติอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เรียกว่า ใช้ให้คุ้มที่สุด เพราะยิ่งเหลือผ้าน้อยเท่าไร ก็หมายถึงต้นทุนที่ต่ำลงเท่านั้น
กระบวนการทั้งหลายที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จะมีให้ชมและทดลองใช้ฟรีในงาน GFT 2006 ที่บูธ หมายเลข J25 ของ KMCC-Lectra
ทั้งนี้ หากท่านมีแพทเทิร์นและผ้าตัวอย่างที่ต้องการจะทดลองใช้กระบวนการของห้องต้นแบบในงาน GFT ก็สามารถติดต่อไปที่ บริษัท เคเอ็มซีซี โทร. 0-2745-8555













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.