ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่รู้สึกว่า ปัญหาการซื้อซอฟ์ทแวร์จากเมืองนอกมาควบคุมการทำงานคือ ไม่สามารถ "ปลั๊กอิน" ได้สนิท ทำให้กลายเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นของพนักงานและโรงงาน นอกจากนี้ระบบดังกล่าวยังไม่สามารถให้คำตอบในการเพิ่มผลผลิต หรือบริหารการผลิตเพื่อให้งานเดินได้อย่างต่อเนื่อง ทันกำหนด และสูญเสียน้อยที่สุด เนื่องจาก requirement ไม่เหมาะกับกระบวนการผลิต
สาเหตุสำคัญมาจากวัฒนธรรมการพัฒนาซอฟท์แวร์ และรากฐานการก่อตั้งโรงงานที่ต่างกัน ซอฟท์แวร์ที่ถูกพัฒนาจากต่างประเทศ ป็นการนำแนวคิดของโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าในระดับสากลมาเป็นโครงสร้างเพื่อพัฒนาระบบปฏิบัติการควบคุม ในขณะที่โรงงานเมืองไทยมีรากฐานจากระบบครอบครัว กระบวนการทำงานของแต่ละโรงงานจึงแตกต่างกัน แม้แต่โรงงานขนาดกลางและใหญ่ที่มีระบบชัดเจน มีขั้นตอนที่แน่นอน ก็เกิดขึ้นจากประสบการณ์ของแต่ละแห่งที่แม้ว่าจะมีโครงสร้างหลักไม่ต่างกัน แต่ในรายละเอียดกลับแตกต่างกัน ดังนั้นเมื่อนำซอฟท์แวร์จากต่างประเทศเข้ามา จึงไม่สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพหรือควบคุมการสูญเสียที่เกิดขึ้นในรายละเอียดของขั้นตอนได้
แนวคิดการพัฒนาซอฟท์แวร์ให้เหมาะกับโรงงานของคนไทยจึงเกิดขึ้น โดยอิงมาตรฐานสากลเป็นสำคัญ G-MET เกิดจากประสบการณ์ในสายการผลิต การคลุกคลีกับส่วนหน้างาน และปฏิบัติการจริงมานานนับสิบปี จึงเข้าใจรายละเอียดของเนื้องานได้ดีกว่า
จุดเด่นของ G-MET
G-MET มีโครงสร้างและขั้นตอนการทำงานอย่างละเอียด เป็นกรอบให้พนักงานแต่ละฝ่ายปฏิบัติ เท่ากับเป็นการช่วยจัดระบบงานอย่างที่สากลกำหนด ถือเป็นการ re-engineering กลายๆ ขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญก็จะปรับปรุงของ G-MET บางรายการให้สอดคล้องกับวิถีปฏิบัติประจำวันของโรงงานแต่ละแห่ง
ทั้งนี้ G-MET เป็นการหล่อหลอมประสบการณ์การควบคุมระบบปฏิบัติการในโรงงานเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูป และประสบการณ์ด้าน IE (Industrial Engineering) เข้าด้วยกันโดยคุณธนวัฒน์ วงศ์ทนุธรรม และ คุณวชิร สัญญะพร
คุณวชิรกล่าวว่า สิ่งที่ G-MET แตกต่างจากซอฟท์แวร์อื่นคือ โครงสร้างของซอฟท์แวร์นี้ได้นำเอาแนวคิด Standard Operation Procedure (SOP) หรือขั้นตอนผลิตเสื้อผ้าที่เป็นมาตรฐานสากล และ Predetermine Motions Time System (PMTS) ดัชนีกำหนดมาตรฐานเวลาการปฏิบัติงานในแต่ละขั้นตอน ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลมาใช้
ทั้ง SOP และ PMTS จะเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นเพื่อไปวิเคราะห์และควบคุม อีกทั้งเป็นบรรทัดฐานการปฏิบัติงานของโรงงาน ตั้งแต่ต้นทางในระดับการวางแผนไปจนถึงการขนส่งหีบห่อจนถึงมือลูกค้า โดยที่ SOP และ PMTS จะช่วยฝ่ายบริหารประเมินค่า SAM (Standard Allowance Minute) หรือค่าเวลารวมในการผลิตเสื้อได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้การคำนวณต้นทุนถูกต้อง และเป็นคำตอบเพื่อการพิจารณาสั่งผลิตที่ใช้ภาษาเดียวกับผู้ว่าจ้าง
ประโยคแรกที่ลูกค้าระดับซุปเปอร์แบรนด์มักถามโรงงานรับจ้างผลิตก็คือ มีค่า SAM เท่าไหร่เพื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานที่มีอยู่ หรือนำไปเทียบกับโรงงานรายอื่นๆ
คุณวชิรกล่าวว่า ซอฟท์แวร์ที่พัฒนาขึ้นไม่ได้ควบคุมเพียงระบบปฏิบัติการ แต่จะปรับปรุงโครงสร้างให้เป็นมาตรฐานสากล เพราะก่อนที่ซอฟท์แวร์จะเดินเครื่องต้องเข้าไปเก็บตัวเลขที่จำเป็นในการคำนวณต้นทุน เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแรง นำมาหาค่าเฉลี่ยและกำหนดเป็นค่ากลางเพื่อประมวลผล หลังจากที่ G-MET ถูกนำมาใช้งาน
ใครเป็นคนใช้
G-MET พัฒนาขึ้นบนแนวคิด "Easy & Friendly" ซึ่งถูกนำไปออกแบบบนระบบปฏิบัติการของไมโครซอฟท์รุ่นล่าสุด หน้าจอสื่อสารกับผู้ใช้ในลักษณะของหน้าต่าง แยกตามหมวดและหมู่ของการใช้งาน ผู้ใช้เพียงคลิกเลือกเมนูที่ต้องการ ระบบก็จะทำงานและประมวลผลตามคำสั่งที่เลือกไว้ ซึ่งจะอำนวยความสะดวกให้พนักงานที่มีพื้นฐานด้านเทคโนโลยีไม่มาก ทำงานกับระบบดังกล่าวได้ง่ายขึ้น นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การ implement สะดวก และรวดเร็ว เข้าใจง่าย
บุคลากรที่จะเข้ามาใช้หรือควบคุมระบบ G-MET คือหัวหน้าฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รับผิดชอบการกรอก/ประมวลข้อมูลในแต่ละโมดูลของระบบปฏิบัติการ G-MET ซึ่งมีทั้งหมด 6 โมดูล ทำงานเชื่อมโยงกัน
* Sale & Merchandise ฝ่ายขายหรือฝ่ายติดต่อจัดส่งลูกค้า
* Inventory Control & Warehouse หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อและสต็อค
* Product Planning & Control (PPC) หน่วยวางแผนการผลิต ซึ่งถือเป็นสมองส่วนกลางและศูนย์บัญชาการของ G-MET
* IE/ Industrial Engineering หน่วยงานออกแบบวิธีการปฏิบัติงาน และกำหนดเวลามาตรฐานการผลิต
* Production ฝ่ายผลิตตัด - เย็บ - QC - รีด - แพ็ค
* HR & Pay Roll ฝ่ายบุคคลและคำนวณค่าแรง/ ค่าจ้างรายวัน รายเหมา และค่าแรงจูงใจ
"ตอนที่วางแผนพัฒนา G-MET เราคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายสองกลุ่ม คือ โรงงานขนาดใหญ่ และกลางจึงมีการเตรียมการใช้งานให้กับผู้ที่ไม่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ ให้ใช้งาน G-MET ได้อย่างง่ายดาย" คุณวชิร กล่าว
จุดต่างและน่าสนใจใน G-MET
IE เป็นโมดูลหัวใจของการทำค่าเวลามาตรฐาน เพื่อส่งต่อข้อมูลไปยังแผนกต่างๆ
PPC ศูนย์รวบรวมและประมวลผลกลาง ตลอดจนควบคุมประสานงานกับเครือข่ายการทำงานอื่นๆ หน่วยงานนี้จะเก็บรวบรวมข้อมูลจากฝ่ายต่างๆ เพื่อมาประเมินหาค่าเฉลี่ย ใส่เป็นค่าอ้างอิงกลางไว้สำหรับคำนวณวางแผน แบ่งงาน หรือติดตามงาน ประเมินผลร่วมกับฝ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง
นอกจากหน่วยปฏิบัติของแต่ละโมดูลจะประมวลผลและรายงานต่อผู้ควบคุมในแต่ละโมดูลแล้ว G-MET ยังสร้างระบบประมวลและรายงานผลต่อผู้บริหาร ซึ่งสามารถเปิดดูได้จากโมดูลของ PPC ในส่วนที่เป็น Executive Report
กลไกของ PPC จะนำองค์ความรู้หรือระบบปฏิบัติการ SOP (Standard Operation Procedure) ซึ่งเป็นขั้นตอนผลิตเสื้อผ้าที่เป็นมาตรฐานสากล และ PMTS (Predetermine Motions Time System) หรือดัชนีกำหนดมาตรฐานเวลาการปฏิบัติงานในแต่ละขั้นตอนมาเป็นแกน ตลอดจนเป็นกรอบของหน่วยปฏิบัติการในโมดูลอื่นๆ ให้ทำงานตาม และนำไปวัดประสิทธิภาพการทำงาน
ยิ่งไปกว่านั้น หากมีคำสั่งผลิตดีไซน์ที่แตกต่างจากขั้นตอนการผลิตเดิม SOP จะวิเคราะห์ว่าควรอยู่ขั้นตอนไหนจึงเหมาะสม ประหยัด และง่ายต่อการปฏิบัติงาน
การวางแผน SOP ที่ดีจะทำให้ฝ่ายผลิต หรือฝ่ายวางแผนและควบคุมสามารถกำหนด Work Place Design หรือผังการผลิตได้โดยการกำหนดตำแหน่ง จำนวนและประเภทของเครื่องจักร กำลังคนและทักษะการเย็บในแต่ละคำสั่งซื้อได้อย่างเหมาะสม Work Place Design ที่ดีจะต้องยืดหยุ่น เพื่อปรับตัวรับ ธุรกิจแฟชั่นยุคใหม่ที่มีการปรับเปลี่ยนด้านรูปแบบและดีไซน์รวดเร็ว แต่ผลิตในปริมาณที่น้อยได้อย่างดี
SOP เป็นอาวุธที่สำคัญของ "ห้องเย็บตัวอย่าง" ที่จะใช้เป็นกรอบให้ฝ่ายขายเจรจากับลูกค้าเพื่อเก็บข้อมูลคำสั่งซื้อหรือสเปคการผลิตที่ถูกต้อง และการผลิตจริงจะไม่ผิดเพี้ยนไปจากความต้องการของลูกค้า ที่สำคัญ SOP สามารถนำมาประยุกต์ใช้ต่อรองราคากับลูกค้าอีกด้วย
Inventory Control & Warehouse คือการจัดเตรียมวัตถุดิบอย่างเหมาะสม ทั้งในแง่ปริมาณและเวลาการใช้งาน หรือที่เข้าใจในคำจำกัดความว่า MRP การทำงานของ G-MET สามารถเก็บข้อมูลของสต๊อควัตถุดิบที่เหลือ แยกออกเป็นหมวดและหมู่ และนำมาคำนวณหาปริมาณรวมในการจัดหาวัตถุดิบแต่ละชนิดจากคำสั่งผลิตหลายๆ ใบเข้าด้วยกัน
"โรงงานส่วนใหญ่มีมูลค่าการสั่งซื้อผ้าประมาณ 200-500 ล้านบาทต่อปี ราคานี้ไม่รวม accessory อื่นๆ ซึ่งโรงงานมักสำรองการสั่งซื้อไว้ที่ 5% ต่อหนึ่ง P/O ทำให้แต่ละปีต้องทิ้งเงินไปไม่น้อยกว่า 10-20 ล้านบาท ถ้าหากเก็บเงินเหล่านี้ ที่สุดก็จะกลับมาเป็นกำไรของบริษัท ดังนั้น G-MET จึงพัฒนาให้รองรับระบบ Material Utilization ได้อย่างสมบูรณ์แบบ" คุณธนวัฒน์ กล่าว
ด้านคุณวชิรกล่าวว่า คนไทยยังมีความเข้าใจเรื่องค่า SAM ที่ผิดพลาด ผู้จัดการโรงงานหรือ IE หลายคนคิดว่าหากอยากจะได้ค่า SAM ให้ใช้วิธีจับเวลาจากสายการผลิตของตัวเอง ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะค่า SAM ที่เป็นมาตรฐานและมีประสิทธิภาพต้องนำมาจากค่า PMTS เท่านั้น
G-MET เป็นการประมวลผลแบบ Real Time คือการแสดงผลข้อมูลขณะปฏิบัติงานจริง ซึ่งจะอำนวยความสะดวกให้กับฝ่ายบริหารที่ต้องการทราบสถานการณ์การผลิตตลอดเวลา เพื่อดำเนินการด้านการตลาดและเจรจากับคู่ค้า ดังนั้นฝ่ายบริหารจึงให้ระบบประมวลผลการปฏิบัติงานได้ทุกเวลาว่าขณะนั้นสายการผลิตมีผลขาดทุนหรือกำไร ซึ่งช่วยให้ฝ่ายควบคุมวางแผนการผลิต หรือ IE ปรับสายการผลิตได้ทันท่วงที
นอกจากนี้การแสดงผลแบบ Real Time ทำให้ฝ่ายสนับสนุนอื่นๆ คลิกเข้ามาดูข้อมูลแล้วนำไปประกอบการวางแผนสนับสนุนให้สอดคล้องและแม่นยำขึ้น ตัวอย่างเช่น การจัดซื้อกล่องหรือหีบห่อให้เข้ามาบรรจุได้พอดีกับชิ้นงานที่ออกมา ลดการเก็บสต๊อค ฝ่ายผลิตสามารถประเมินแล้วเกลี่ยงานของตนเองให้มีอัตราความเร็วและปริมาณผลผลิตให้สอดคล้องกับหน่วยผลิตข้างเคียง เพื่อดำเนินการขั้นตอนต่อไปได้อย่างเหมาะสม ลดปริมาณงานกองระหว่างทาง หรือไม่ทำให้บางขั้นตอนต้องหยุดรอ เพราะจะเป็นการสูญเสียเวลา
ในการวางแผนกำลังการผลิต (capacity planning) หากโรงงานใช้กำลังการผลิตไม่เต็ม 100% หรือบางครั้งมีมากกว่า 100% ระบบ PPC สามารถแก้ปัญหาและบริหารการผลิตโดยการจัดกำลังคน เครื่องจักร เวลาทำงาน ประสิทธิภาพ การแบ่ง lot การผลิตให้เล็กลง
"ระบบปฏิบัติการของ G-MET ให้ความสำคัญกับการประมวลผลในระดับการวางแผนของ PPC และการมอนิเตอร์ค่าต่างๆ ของทุกฝ่ายตลอดเวลา ซึ่งถ้าหากการทำงานของหน่วยปฏิบัติการดังกล่าวเข้มแข็ง ฝ่ายผลิตหรือโรงงานจะลดความยุ่งยากและไม่ต้องแบกภาระจนเกินไป และสามารถจดจ่ออยู่กับการผลิตงานให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด ในที่สุดก็จะได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น" คุณวชิร กล่าว
Framework ที่นำมาใช้พัฒนา G-MET ผ่านการศึกษาและพัฒนาระบบมากว่าสองปี จึงมั่นใจว่าจะตอบสนองความต้องการในรายละเอียดเชิงลึกของอุตสาหกรรมนี้เป็นอย่างดี เพราะโจทย์ของโรงงานในปัจจุบันคือ
* ต้องตอบสนองราคาของลูกค้าอย่างรวดเร็ว
* ไม่สามารถเพิ่มผลผลิต เนื่องจากไม่มีข้อมูลที่เพียงพอ
* คำนวณการสั่งซื้อผ้า โดยไม่มีฐานข้อมูลที่มาตรฐาน ทำให้เกิดการสูญเสียอย่างมาก
* มีต้นทุนการผลิตจริงมากกว่าต้นทุนที่คำนวณราคาขาย
* จ่ายค่าล่วงเวลาเกินจริงจากเวลามาตรฐานการผลิตและอื่นๆ อีกมากมาย
บางโรงงานมีทีมพัฒนาซอฟท์แวร์เอง แต่ไม่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากการพัฒนาซอฟท์แวร์ที่ถูกต้องควรเริ่มจากการออกแบบโครงสร้างย่อย เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถเชื่อมโยงไปยังแผนกต่างๆ ได้จริง แล้วจึงเลือกภาษาที่จะใช้พัฒนา ดังนั้นทางบริษัท สมาร์ท เซตเตอร์ จำกัด จึงเชื่อมั่นว่า G-MET จะสามารถตอบสนองความต้องการ และจะช่วยยกระดับความเป็นสากลให้กับอุตสาหกรรมนี้เป็นอย่างดี













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.