นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงกรณีที่ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้ทำการศึกษาถึงตำแหน่งทางการตลาดสินค้าไทย และผลได้ ผลเสียจากความตกลงเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเออาเซียน-จีน ที่สินค้าที่ค้าขายระหว่างกันสัดส่วนกว่า 90% ได้ลดภาษีลงเป็น 0% เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 หรือในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา พบว่าในสินค้าข้าวไทยได้เสียส่วนแบ่งตลาดข้าวในจีนให้กับเวียดนามเพิ่มขึ้น(จากส่วนแบ่งตลาดข้าวไทยในจีนก่อนลดภาษีอยู่ที่ 99.40% ลดลงเหลือ 90.12% ขณะที่เวียดนามจากส่วนแบ่งตลาด 0.60% เพิ่มเป็น 9.88%)
ทั้งนี้สาเหตุหลักเนื่องจากราคาข้าวไทยมีราคาสูงกว่าข้าวเวียดนามมาก จากต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า อาทิ ข้าวหอมมะลิไทยเฉลี่ยที่ 950 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน ขณะที่ข้าวหอมเวียดนามเฉลี่ยเพียง 600 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน ข้าวขาว 5% ไทยเฉลี่ยที่ 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน ของเวียดนามเฉลี่ยเพียง 420 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน ส่งผลให้จีนมีการนำเข้าข้าวจากเวียดนามเพิ่มขึ้น
สำหรับทางออกของไทยในการทวงคืนตลาดจีนจะต้องเน้นที่ตลาดข้าวหอมมะลิ ซึ่งเป็นข้าวเกรดพรีเมียม และมีราคาสูง โดยภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องจะต้องช่วยกันโปรโมตครั้งใหญ่ และสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องข้าวหอมมะลิของไทยเพื่อกระตุ้นชาวจีนให้หันกลับมาบริโภคข้าวหอมมะลิไทยมากขึ้น จากที่ผ่านมามีพ่อค้าภายในของจีนนำข้าวหอมมะลิไทยไปปลอมปนกับข้าวชนิดอื่นเพื่อขายทำกำไรทำให้ข้าวหอมมะลิไทยเสียชื่อเสียง อย่างไรก็ดีในส่วนของข้าวขาวที่มุ่งเน้นจับตลาดล่างซึ่งเป็นจุดแข็งของเวียดนามยอมรับว่าไทยคงแข่งขันลำบาก
ขณะที่ในกลุ่มสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งเป็นอีกกลุ่มสินค้าที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดในจีนลดลง และเสียส่วนแบ่งตลาดไปให้เพื่อนบ้านมากขึ้น (ก่อนเปิดเสรีไทยมีส่วนแบ่งตลาดสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในจีน 28.03% หลังเปิดเสรีส่วนแบ่งตลาดลดลงเหลือ 26.26% ขณะที่เวียดนามเดิมมีส่วนแบ่งตลาด 32.28% เพิ่มเป็น 35.71% อินโดนีเซียจากส่วนแบ่งตลาด 18.95% เพิ่มเป็น 20.60%)
ในเรื่องนี้นายสุกิจ คงปิยาจารย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย ชี้ว่า เป็นผลจากที่จีนเริ่มมีปัญหาค่าจ้างแรงงานที่ปรับตัวสูงขึ้น และมีปัญหาขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มที่ถูกแย่งตัวไปในอุตสาหกรรมอื่นที่ได้ค่าจ้างสูงกว่า ส่งผลให้ปริมาณการผลิตเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มของจีนปรับตัวลดลง ส่วนหนึ่งจึงมาว่าจ้างเวียดนามผลิตมากขึ้น(ตลาดโออีเอ็ม)
"ช่วงนี้เป็นช่วงรอยต่อของจีนว่าจะตัดสินใจซื้อจากที่ไหน ซึ่งจากนี้ไปมองว่าในเรื่องเสื้อผ้าแบรนด์เนมไปจีนเราจะได้รับอานิสงส์มากขึ้นเพราะชื่อเสียงของเราดีกว่าเวียดนาม ดังนั้นเราต้องเน้นในส่วนนี้"
ด้านนายหลักชัย กิตติพล นายกสมาคมยางพาราไทย กล่าวว่า การที่ส่วนแบ่งตลาดยางพาราของไทยในจีนลดลง(ก่อนเปิดเสรีมีส่วนแบ่งตลาด 51.90% หลังเปิดเสรีเหลือส่วนแบ่งตลาด 47.59% ขณะที่มาเลเซียมีส่วนแบ่งตลาด 18.99 % เพิ่มเป็น 20.36% พม่าจาก 0.83% เพิ่มเป็น 1.20%) มีเหตุผลจาก 2 ประการสำคัญคือ ในช่วงปีที่ผ่านมาราคายางพาราของไทยมีราคาสูงขึ้นมากและปริมาณวัตถุดิบก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น อีกประการหนึ่งตลาดอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และยุโรปได้นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น จึงทำให้การส่งออกไปจีนลดลง กลยุทธ์ในการดึงลูกค้าจีนให้มาซื้อยางพาราไทยเพิ่มขึ้นในปีนี้ ซึ่งจะต้องจัดคณะเยือนจีนมากขึ้นและดึงคณะจีนเข้ามาเยือนไทยเพื่อขยายโอกาสทางการค้าเพิ่มขึ้น













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.