22 May 2012 09:54AM

โอกาสและความท้าทายทางเศรษฐกิจไทยภายใต้ยุคการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (จบ)

21 Sep 11 ,  โดย : ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ : กรุงเทพธุรกิจ
  • 0

ภาคอุตสาหกรรมของไทยมีสัดส่วนมูลค่าการผลิตประมาณร้อยละ 39 ของ GDP ไทยมีศักยภาพในการส่งออกสินค้าสำคัญ ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์


เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งผมมองว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะได้รับทั้งผลกระทบและโอกาสจากการเป็นเขตการค้าเสรีอาเซียน ดังนี้

อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นอุตสาหกรรมหลักที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมไทยและมีความเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย เช่น เหล็ก สี กระจก พลาสติก และยาง อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์มีสัดส่วนมูลค่าการผลิตร้อยละ 8 ของ GDP เป็นสินค้าส่งออกลำดับที่ 2 ของไทย โดยปี 2553 มีมูลค่าการส่งออกไปทั่วโลก 21,976 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นตลาดอาเซียนซึ่งเป็นตลาดหลักของไทยมูลค่า 6,624.2 ล้านดอลลาร์ (คิดเป็นร้อยละ 30) ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากปี 2552 สูงถึงร้อยละ 46.23 ซึ่งคาดว่าเป็นผลมาจากการลดภาษีศุลกากรอาเซียนประกอบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกร่วมด้วย สำหรับไทยถือเป็นฐานการผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่ของภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากเป็นฐานการผลิตที่มีต้นทุนต่ำกว่าส่งผลให้ค่ายรถยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย ปัจจุบันไทยมีความเชี่ยวชาญในการผลิตรถปิกอัพ เพื่อส่งไปขายในตลาดอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และตลาดคู่เจรจาที่สำคัญอื่นๆ ด้วย เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมทั้งยุโรป จึงถือว่าอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ได้รับโอกาสที่ท้าทายอย่างมากสำหรับไทยที่จะพัฒนาศักยภาพการผลิตให้ขยายตัวได้ต่อไป

นอกจากไทยจะเป็นฐานการผลิตรถปิกอัพแล้ว ยังมีแนวโน้มว่า จะมีการขยายลงทุนเพื่อผลิตรถขนาดเล็ก หรืออีโคคาร์ (Eco-car) อันเป็นผลมาจากหลายปัจจัย เช่น ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นโดยต่อเนื่อง การรักษาสิ่งแวดล้อม การลดโลกร้อน เป็นต้น ประกอบกับนโยบายรัฐบาลที่จะปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเพื่อสนับสนุนให้ใช้รถอีโคคาร์ และการให้สิทธิพิเศษด้านการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนทำให้ทิศทางการขยายตัวด้านการผลิตของรถยนต์นั่งขนาดเล็กจากค่ายรถยนต์ใหญ่ๆ มีเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ

อย่างไรก็ตาม การส่งออกไปอาเซียนก็มีอุปสรรคเช่นกันเนื่องจากสมาชิกอาเซียนเริ่มใช้มาตรการที่มิใช่ภาษีมากขึ้นเพื่อกีดกันการนำเข้า เช่น การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและมาตรฐานของประเทศคู่ค้าให้มีมาตรฐานสูงขึ้น หรือเฉพาะเจาะจงตามความต้องการมากขึ้น เหล่านี้เป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต เนื่องจากประเทศผู้ส่งออกต้องมีภาระในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีในการผลิต และวิธีการตรวจสอบคุณภาพสินค้า เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ประเทศผู้นำเข้ากำหนด นอกจากนี้ ผู้ผลิตสินค้าในไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันทางด้านราคาสำหรับสินค้าชิ้นส่วนยานยนต์ โดยเฉพาะสินค้าจากจีนที่มีราคาถูกกว่า รวมทั้งการต้องพึ่งพาสินค้าที่ต้องใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงจากญี่ปุ่นที่ไทยไม่สามารถผลิตเองได้ทำให้เกิดความเสี่ยงในด้านการผลิตหากต้องพึ่งพาแหล่งนำเข้าเพียงแหล่งเดียว

ในการนี้ ผมขอให้ข้อเสนอแนะว่า ไทยสามารถพัฒนาความพร้อมของอุตสาหกรรมไทยต่อไป โดยเน้นการพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยเฉพาะระดับช่างเทคนิค ช่างฝีมือ และวิศวกรของไทย เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในอนาคต นอกจากนี้ ไทยควรพัฒนาระบบโลจิสติกส์เพื่อให้มีต้นทุนการขนส่งต่ำ เช่น ระบบขนส่งสินค้าทางรถไฟ และการพัฒนาท่าเรือ และการขนส่งทางน้ำ ให้มีประสิทธิภาพ เพราะนอกจากภาคอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์จะได้รับประโยชน์แล้ว ภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิตอื่นๆ ก็จะได้รับประโยชน์ด้วย

ส่วนอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นอีกสาขาที่มีศักยภาพในการส่งออกของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งในปี 2553 มีการส่งออกไปทั่วโลกมูลค่า 32,952.8 ล้านดอลลาร์ ส่งออกไปอาเซียนซึ่งเป็นตลาดหลักมูลค่า 5,700.1 ล้านดอลลาร์ (คิดเป็นร้อยละ 17.3) มีอัตราการขยายตัวจากปีที่แล้ว 27.31% ส่วนสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นอีกสินค้าหนึ่งที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออก ซึ่งประกอบด้วยสินค้าสำคัญได้แก่ เครื่องปรับอากาศ โทรทัศน์ อุปกรณ์ตัดต่อป้องกันวงจรไฟฟ้า ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เป็นต้น โดยในปี 2553 มีมูลค่าส่งออกไปทั่วโลก 20,565.2 ล้านดอลลาร์ ส่งออกไปอาเซียนซึ่งเป็นตลาดหลักมูลค่า 3,374.3 ล้านดอลลาร์ (คิดเป็นร้อยละ 16.4) มีอัตราการขยายตัวจากปีที่แล้ว 27.4%

เครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ล้วนได้รับผลกระทบและผลดีต่อการเป็นเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ AFTA เมื่อปี 2553 เนื่องจากการลดภาษีให้เหลือร้อยละ 0 ของสมาชิกอาเซียน กล่าวคือ ไทยยังคงเป็นผู้ส่งออกสำคัญในตลาดอาเซียน ได้โอกาสที่ดีต่อการลดภาษีภายใต้ AFTA เนื่องจากมีสมาชิกอาเซียนเป็นแหล่งนำเข้าสำคัญ อย่างไรก็ตาม สมาชิกอาเซียนอื่นก็มีฐานะเป็นคู่แข่งของไทยเช่นกัน เนื่องจากเป็นฐานการผลิตสินค้าเหล่านี้ที่มาจากการลงทุนของบริษัทข้ามชาติ และยังมีฐานการผลิตอื่นนอกอาเซียน ซึ่งมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า เช่น จีน เป็นต้น

สำหรับสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าสำคัญที่ไทยเป็นผู้ส่งออกหลัก ได้แก่

๐ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ปี 2553 มีมูลค่าการส่งออกทั่วโลก 3403.1 ล้านดอลลาร์ ส่งออกไปตลาดหลักคืออาเซียนมูลค่า 747.7 ล้านดอลลาร์ (คิดเป็นร้อยละ 48.72) อัตราการขยายตัวจากปีก่อน 48.72% มีตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น UAE อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม

๐ ตู้เย็น ปี 2553 มีมูลค่าการส่งออกทั่วโลก 1,229.9 ล้านดอลลาร์ ส่งออกไปตลาดหลักคืออาเซียนมูลค่า 389.6 ล้านดอลลาร์ (คิดเป็นร้อยละ 31.68) เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 24.34% มีตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น เวียดนาม มาเลเซีย ออสเตรเลีย UAE สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

๐ เครื่องซักผ้าและส่วนประกอบ ปี 2553 มีมูลค่าการส่งออกทั่วโลก 1,032.77 ล้านดอลลาร์ ส่งออกไปตลาดหลักคืออาเซียนมูลค่า 261.7 ล้านดอลลาร์ (คิดเป็นร้อยละ 25.34) เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 17.61% มีตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย

๐ เครื่องป้องกันวงจรไฟฟ้า ปี 2553 มีมูลค่าการส่งออกทั่วโลก 999.4 ล้านดอลลาร์ ส่งออกไปอาเซียนมูลค่า 242.1 ล้านดอลลาร์ (คิดเป็นร้อยละ 24.23) เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 39.51% มีตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน สหรัฐ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไทยผลิตสินค้าโดยการประกอบชิ้นส่วน ซึ่งต้องพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากแหล่งผลิตภายนอก จึงมีความเสี่ยงในการผลิตหากประเทศผู้ส่งออกวัตถุดิบไม่ทำตามสัญญาหรือไม่สามารถส่งวัตถุดิบให้ไทยได้ นอกจากนี้ หากมีประเทศอื่นที่สามารถผลิตวัตถุดิบเองได้ แล้วประกอบเองได้ เช่น จีน เวียดนาม จะทำให้การแข่งขันด้านราคามีความรุนแรงมากขึ้น และต้องมีการแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดต่อไปแน่นอน

แต่อย่าเพิ่งตกใจไปครับ ผมเห็นว่า ไทยยังคงมีจุดแข็งในอุตสาหกรรมนี้ เนื่องจากไทยเริ่มเป็นผู้ผลิตสินค้าประเทศนี้ก่อนประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น เวียดนาม ลาว กัมพูชา ทำให้ผมคิดว่า เรายังได้เปรียบเชิงปริมาณการผลิตอยู่ครับ อีกทั้งสาธารณูปโภค ไฟฟ้า พลังงาน รวมทั้งนิคมอุตสาหกรรมที่พร้อมกว่าประเทศเพื่อนบ้านของเรา นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นที่ไทยเราไม่ควรนิ่งนอนใจและควรเร่งพัฒนา ได้แก่ การพัฒนาวิศวกร แรงงานเทคนิคให้มีฝีมือ การส่งเสริมให้มีการต่อยอดเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อจะได้เพิ่มมูลค่าการผลิตมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและพลังงานทางเลือกตามแนวโน้มของตลาดโลกที่คำนึงถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

 

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.