Switch to: uk
22 May 2012 10:00AM

ไทยการ์เมนท์ ชี้ "การเมือง" ฉุดไทยล้าหลังเพื่อนบ้าน

21 Apr 10 ,  bangkokbiznews
  • 0

เอกชน มองการเมืองน้ำเน่ามาก เผยทนอย่างนี้มาแล้ว 4 ปี และไม่คิดว่าภาคธุรกิจจะทนรับสภาพนี้ต่อไปได้อีกเกิน 2 ปี

 

การชุมนุมทางการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนาน ได้ส่งผลกระทบกระเทือนไปทั่ว ภาคธุรกิจเองจำต้องกัดฟันรับสภาพ และหากยังปล่อยสถานการณ์ยืดเยื้อเช่นนี้ การบริหารธุรกิจไม่น่าจะรับสภาพได้เกิน 2 ปี

 

นายสมบูรณ์ เจือเสถียรรัตน์ กรรมการสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย และกรรมการบริหาร บริษัท ไทยการ์เมนท์ เอ๊กซปอร์ต จำกัด ให้สัมภาษณ์กรุงเทพธุรกิจ ว่า สภาพการค้าและการลงทุนไทยในปัจจุบัน แม้จะมีปัญหาทางการเมืองเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 4 ปีที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ แต่ไม่ได้มีผลเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายอย่างกว้างขวาง ภาคธุรกิจจึงต้องเดินหน้าต่อไป โดยวิงวอนเหตุการณ์ทั้งหมดจบลงได้เร็ว ซึ่งจะเป็นผลดีกับทุกฝ่าย

 

"หากรัฐบาลปล่อยให้เวลาเป็นตัวแก้ไขปัญหามันเอง ความเบื่อหน่าย ความไม่เชื่อมั่น ก็จะเพิ่มมากขึ้น เหมือนกับว่าประเทศคุณประท้วงไม่มีความรุนแรงนะ แต่รัฐบาลคุณก็จัดการอะไรไม่ได้ ความเชื่อมั่นก็ไม่มีแล้ว ลูกค้าอาจหันไปหาผู้ผลิตรายอื่นแทนก็เป็นไปได้ เพราะทุกวันนี้การแข่งขันมัน เป็นโกลบอลไรซ์มันง่าย อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ม็อบเที่ยวนี้ไม่กระทบ แต่ก็ควรจบโดยเร็ว ไม่งั้นก็ส่งผลทางจิตวิทยาบ้าง ความน่าเบื่อหน่ายบ้าง"

ในช่วงเกือบ 4 ปีที่ไทยมีการชุมนุมประท้วงอย่างต่อเนื่อง เอกชนหาทางบรรเทาปัญหาได้ดีพอควร แต่ในท้ายที่สุดแล้ว เห็นว่าปัญหาไม่ควรจะยืดเยื้อ เพราะจะบั่นทอนความเชื่อมั่น ความอยากทำธุรกิจ แม้นโยบายภาครัฐไม่ได้เปลี่ยนแปลง จนทำให้ขีดความสามารถไทยกับคู่แข่งลดลง แต่ความน่าเบื่อหน่าย และปัญหาที่ซ้ำซาก อาจทำให้ไทยพลาดโอกาสทางการค้า และการลงทุนต่างๆ ได้

 

"ในมุมมองต่างชาติ ประเทศไทยดีมาก ข้อกฎหมาย สาธารณูปโภค ศุลกากรโปร่งใส เป็นแหล่งวัตถุดิบ มีต้นน้ำ กลางน้ำ คนมีการศึกษา เทคโนโลยี การออกแบบ ไอทีคอมมิวนิเคชั่นระบบไอทีไม่แพ้ใคร แต่กลับมีปัญหาที่การเมือง นักการเมืองโบราณ ไม่คิดถึงพื้นฐานการศึกษา ไม่คิดถึงการเปิดตลาดเสรี เราเป็นประธานอาเซียนไม่ได้ทำอะไร มีแต่ทะเลาะกัน นักการเมืองไม่มีประสบการณ์ยังไม่พัฒนาตัวเอง จะทำให้ประเทศถอยหลัง เพราะคิดแต่ประโยชน์ตัวเอง มองอำนาจที่จะเข้าไปเท่านั้นเอง ไม่ว่าทักษิณ อภิสิทธิ์ ภูมิใจไทย ถ้าการเมืองนิ่งใครๆ ก็บริหารได้ เพราะไทยมีศักยภาพเหนือกว่าประเทศรอบข้าง"

 

ทั้งนี้ หากการเมืองยังมีปัญหา นักการเมืองยังสนใจแต่การเมืองและไม่มีการพัฒนาตัวเอง ตัวจักรใหญ่ในการขับเคลื่อน การทำงานของประเทศอย่างข้าราชการก็ทำอะไรไม่ได้ นักการเมืองควรยุติบทบาทตัวเอง และมองว่าไทยต้องการอะไร เชื่อว่าถ้ามีการบริหารจัดการที่ดี ความมั่งคั่งก็จะเกิดกับประเทศไทยได้อย่างแน่นอน แต่หากยังมีความขัดแย้งเป็นเช่นนี้ ประเทศไทยเตรียมตัวรับความพ่ายแพ้แน่นอน และจะล้าหลังเพื่อนบ้านในที่สุด 

ในระยะยาว เอกชนจะสามารถพยุงตัวเองและเดินหน้ากลไกทางเศรษฐกิจด้วยตัวเองทั้งหมดได้หรือไม่ คำตอบคือไม่ได้ เพราะงานหลายส่วนเอกชนดำเนินการเองไม่ได้ อาทิเช่น ภาคการเงินเอกชนทำเองไม่ได้ ทำบุ๊คกิ้งฟอร์เวิร์ด ก็ได้แค่นั้น แต่ค่าเงินไปไหนแล้ว การเจรจาการค้าเสรีภายใต้ ม. 190 เราสามารถดำเนินการได้หรือไม่ ขณะที่ประเทศอื่นเจรจาไปได้ไกลแล้ว ถ้าปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ ประเทศไทยจะหมดโอกาสและปัจจัยบวกต่างๆ ที่ไทยมีอยู่จะค่อยๆ ลดความน่าสนใจลง

 

"เอกชนมองการเมืองน้ำเน่ามากๆ เราทนอย่างนี้มาแล้ว 4 ปี ผมไม่คิดว่าจะทนต่อไปได้อีกนานเกิน 2 ปี การประท้วงมาบ่อยๆ การเมืองเป็นแบบนี้ ก็ไปเพื่อนบ้าน คนเบื่อเมืองไทยก็ไปที่อื่น สิ่งที่ชัดเจน ไม่มีใครมาลงทุน ซึ่งมีการผลิตสินค้าจำนวนหนึ่ง ที่สามารถเคลื่อนย้ายไปสู่แหล่งที่ต้องการได้ทันที เพียงแค่มีปัจจัยสนับสนุนการลงทุนไม่กี่อย่าง"

 

อย่างไรก็ตาม ในด้านการปรับตัวนั้นธุรกิจปรับตัวเองไปมาก เพื่อรับกับสภาพการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปมาก อาทิเช่น การสั่งสินค้า ลูกค้าแค่ส่งรายละเอียดสินค้ามาให้โรงงานๆ ก็จะจัดทำสินค้าตัวอย่าง ส่งกลับไปให้ตรวจสอบ หากผ่านตามที่ต้องการ ก็ตกลงสั่งซื้อสินค้าผลิตและจัดส่งได้ทันที ทำให้ลูกค้าไม่ต้องบินมาดูสินค้าให้เสียเวลา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ไม่ใช่เฉพาะเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมอื่นๆ ก็เปลี่ยนด้วย

 

นอกจากนี้ การตรวจสอบคุณภาพสินค้าก่อนจัดส่ง หรือคิวซี ในอดีต 3-4 ปีที่แล้ว เมื่อผลิตเสร็จสิ้นลูกค้าก็ต้องบินมาคิวซีด้วยตัวเองต่อมาพัฒนาเป็นให้มีตัวแทนทำหน้าที่คิวซี ในไทยหรือในภูมิภาคเอเชีย แต่วันนี้ ลูกค้าบางรายไม่คิวซีแล้ว จะให้ผู้ผลิตดำเนินการเอง โดยส่งคนไปฝึกอบรมตามมาตรฐานของผู้ซื้อ รูปแบบนี้ลดขั้นตอนการจัดส่งสินค้า ทำให้การผลิตและส่งสินค้ารวดเร็วขึ้น หรือแม้กระทั่งการเปิดแอล/ซี ปัจจุบันแทบไม่ได้ใช้กันแล้ว แต่ไปใช้บริการบริษัทที่รับเป็นเคลียริ่ง เฮ้าส์ แทน ซึ่งได้ทั้งระบบประกันภัยที่ลดความเสี่ยง ระบบแบบนี้ คือ การปรับตัว ลดต้นทุน ซึ่งธุรกิจหันไปใช้มากขึ้น
 
อย่างไรก็ตาม เมื่อไรที่ความรุนแรงถึงขั้นปิดล้อมช่องทาง ในการนำเข้า-ส่งออกสินค้า ซึ่งมีบทเรียนมาแล้วจากการปิดสนามบิน ผู้ส่งออกจึงได้เตรียมการรองรับ โดยวางแผนไปใช้สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือแหลมฉบัง ขณะที่หน่วยงานรัฐเองพร้อมให้บริการ ให้มีการทำงานได้ตามปกติทันที

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.