Switch to: uk
22 May 2012 10:02AM

โจทย์เศรษฐกิจ ที่รัฐบาลใหม่ต้องแก้

24 Dec 07 ,  Bangkok Biz
  • 0

แม้จะยังไม่มีการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ แต่ขณะนี้ก็สามารถเห็นภาพของรัฐบาลใหม่แล้ว ซึ่งประชาชนตั้งความหวังฝากปัญหาปากท้องไว้กับรัฐบาลใหม่ และหวังว่าจะบริหารประเทศได้ดีกว่ารัฐบาลชั่วคราว

แต่นักวิชาการ และนักเศรษฐศาสตร์ต่างฟันธงว่า การบริหารเศรษฐกิจในขณะนี้ไม่ง่าย มีปัญหามากมายทั้งจากในประเทศ และได้รับผลกระทบจากต่างประเทศ ทำให้เกิดกระแส "เศรษฐกิจจะเผาจริงในปี 2551" ขึ้น

โพสต์ทูเดย์ ได้รวบรวมโจทย์ทางเศรษฐกิจ จากเสาหลักทางเศรษฐกิจทั้ง 3 องค์กร คือ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) หอการค้าไทย และสมาคมธนาคารไทย เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลให้พิจารณา ดังนี้

โจทย์ข้อแรก : ฟื้นความเชื่อมั่น

นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานหอการค้าไทย กล่าวว่า มาตรการเร่งด่วนที่ต้องการให้รัฐบาลใหม่เข้ามาดำเนินการมากที่สุด คือ 1.จะต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่นของประเทศกลับคืนมา เพราะตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ไทยเสียโอกาสในการพัฒนาหลายๆ ด้าน จากปัญหาความไม่เชื่อมั่นทางการเมือง เห็นได้จากการวัดค่าดัชนีความเชื่อมั่นในด้านต่างๆ ซึ่งตกต่ำมาตลอด โดยเฉพาะดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และเริ่มจะมีทิศทางดีขึ้นในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง เนื่องจากประชาชนมีความหวังกับรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง

ดังนั้น รัฐบาลใหม่จะต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่นผ่านนโยบายด้านเศรษฐกิจที่สามารถทำได้จริง ไม่ใช่นโยบายที่แต่ละพรรคหาเสียงไว้ เพราะบางนโยบายทำได้ยาก

"การสร้างความเชื่อมั่นให้ฟื้นกลับคืนมา จะเป็นจุดเปลี่ยนของเศรษฐกิจไทยในปี 2551 เพราะหากฟื้นความเชื่อมั่นกลับมาได้เร็ว จะทำให้การบริโภค และการลงทุนฟื้นกลับมาด้วยเช่นกัน รัฐบาลใหม่จะต้องดัดแปลงนโยบายที่ใช้หาเสียง เพื่อให้เกิดความเป็นรูปธรรม และนำไปใช้ได้จริง" นายประมนต์ กล่าว

นายประมนต์ กล่าวว่า หากรัฐบาลใหม่สร้างความเชื่อมั่นให้ฟื้นกลับมาได้ จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปี 2551 เติบโตได้ในระดับ 4.5-5% ขณะนี้นักลงทุนทั้งใน และต่างประเทศก็พร้อมที่จะเพิ่มเติมการลงทุน เนื่องจากมั่นใจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งมีความชัดเจนในหลายด้านมากกว่ารัฐบาลเฉพาะกิจ แต่ยังคงเป็นเพียงจิตวิทยาเบื้องต้น คงต้องขึ้นอยู่กับนโยบายเศรษฐกิจที่จะออกมา

โจทย์ข้อที่ 2 : เพิ่มการลงทุน กระตุ้นเศรษฐกิจ

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งทำ คือ ต้องพยายามให้การลงทุนภาคเอกชนกลับคืนมาให้ได้ เพื่อให้การบริโภคกลับมา โดยใช้การลงทุนภาครัฐเข้ามาช่วย เพื่อให้เป็นตัวเร่ง และเกิดการลงทุนทั้ง 2 ด้าน คือ การลงทุนภาครัฐ และภาคเอกชน

"การทำให้เศรษฐกิจฟื้นเป็นเรื่องแรกที่ควรทำ เพราะการลงทุนหยุดมาแล้ว 2 ปี จากนั้นก็เป็นเรื่องของสังคม งานต่างๆ ก็จะตามมา ถ้าเศรษฐกิจไปได้ดี" นายอภิศักดิ์ กล่าว

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า สิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งดำเนินการ คือ นโยบายด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลชุดใหม่ควรกำหนดทิศทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน ควบคู่กับการเร่งกระตุ้นการลงทุน เปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น และเร่งกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน โดยเฉพาะรากหญ้า

นอกจากนี้ ควรให้การอุดหนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ สำหรับสินเชื่อเพื่อธุรกิจที่จะช่วยกระตุ้นการลงทุน อีกทั้งกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะสั้นอย่างเป็นรูปธรรม และปฏิบัติได้จริง

นายสันติ กล่าวว่า รัฐบาลชุดใหม่ควรกำหนดแผนพัฒนาอุตสาหกรรมระยะสั้น โดยให้รัฐ และเอกชนทำงานร่วมกัน และส่งเสริมการสร้างคลัสเตอร์ของกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิต

นอกจากนี้ ควรส่งเสริม และสนับสนุนการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาจัดการในระบบอุตสาหกรรมมากขึ้น รวมทั้งส่งเสริม และสนับสนุนการนำระบบเทคโนโลยีการวิจัยและพัฒนาของภาคอุตสาหกรรม โดยให้สถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับภาคอุตสาหกรรม

"ที่สำคัญ ควรให้งบประมาณช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยให้ความรู้ และฝึกอบรมเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวรับการแข่งขันในอนาคตได้" นายสันติ กล่าว

โจทย์ข้อที่ 3 : น้ำมันแพง ดันราคาสินค้าพุ่ง

ปัญหานี้ ประธานหอการค้าไทย กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ต้องเร่งสร้างความชัดเจนเรื่องพลังงาน เพราะขณะนี้ปัญหาราคาน้ำมันแพง ส่งผลกระทบทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ดังนั้น รัฐบาลใหม่จะต้องวางแผนในเรื่องการใช้พลังงานทดแทนว่า จะมีแนวทางในการส่งเสริมอย่างไร เพื่อให้ผู้ประกอบการได้วางแผนการผลิตได้ถูกต้อง

ในขณะเดียวกัน ประธาน สอท. กล่าวว่า นโยบายพลังงานนั้น ควรดูแลราคาน้ำมันให้มีเสถียรภาพ และส่งเสริมสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนอย่างเป็นรูปธรรม และปฏิบัติได้จริง รวมทั้งส่งเสริม และ สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพลังงานทดแทน ขณะเดียวกันรัฐบาลชุดใหม่ควรพิจารณาภาษีอัตราพิเศษสำหรับผู้ประกอบการที่สามารถลดการใช้พลังงานได้

นอกจากนี้ ต้องแก้ไขปัญหาค่าครองชีพให้กับประชาชน ที่กำลังเดือดร้อนจากราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น จากต้นทุนการผลิตที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน หากรัฐบาลไม่เข้ามาดูแล อาจทำให้การบริโภคภายในประเทศฟื้นกลับมาได้ยาก

ทั้งนี้ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 10 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะทำให้เงินเฟ้อขยับขึ้น 1.1% และอาจจะทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจหดตัวลง 0.4% การบริโภคลดลง 0.75%

โจทย์ข้อที่ 4 : การรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท

โจทย์ข้อนี้นำเสนอโดยประธาน สอท. ที่กล่าวว่า นโยบายด้านอัตราแลกเปลี่ยน รัฐบาลชุดใหม่ควรให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รักษาเงินบาทให้มีเสถียรภาพ ไม่ให้แข็งค่า และผันผวนมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งควรศึกษาแนวโน้มค่าเงินบาท และส่งสัญญาณเตือนภัยผู้ประกอบการล่วงหน้า

สำหรับปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า เป็นปัญหา ต่อเนื่องที่เป็นปัญหารุนแรงมากในปี 2550 ค่าเงินบาทได้แข็งค่าจนเกือบหลุด 33 บาทต่อเหรียญ สหรัฐ ทำให้เกิดปัญหาโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าส่งออก ไม่สามารถปรับตัวได้ จึงทยอยปิดโรงงาน ทำให้เกิดการลอยแพ คนงานหลายพันคน หากรัฐบาลไม่สามารถบริหารค่าเงินให้มีเสถียรภาพได้ ในปี 2551 อาจจะเกิดปัญหาขึ้นอีก

โจทย์ข้อที่ 5 : ทบทวนนโยบายภาษี

ประธาน สอท. กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ต้องปรับปรุงนโยบายด้านภาษี ควรพิจารณาโครงสร้างภาษีรายสินค้า เพราะมีการแข่งขัน และโครงสร้างต้นทุนแตกต่างกัน โดยลดการเก็บภาษีธุรกิจ และวัตถุดิบ สำหรับเอสเอ็มอีที่ขาดสภาพคล่อง พร้อมทั้งลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบ สำหรับสินค้าที่วัตถุดิบไม่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ และไม่เก็บภาษีซ้ำซ้อน เพราะก่อให้เกิดต้นทุนผู้ประกอบการ และผู้บริโภคโดยไม่จำเป็น

โจทย์ข้อที่ 6 : เมกะโปรเจกต์ พูดง่ายทำยาก

รัฐบาลทุกชุดเน้นการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ หรือเมกะโปรเจกต์ เป็นจุดขาย แต่โครงการ ขนาดใหญ่ที่มีการชูเป็นประเด็นหาเสียงมากที่สุด คือ โครงการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนใน กรุงเทพฯ เช่น รถไฟฟ้า และโครงการลงทุนใน เรื่องน้ำ

อย่างไรก็ดี การดำเนินโครงการเมกะโปรเจกต์ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในช่วงที่ฐานะการคลังของรัฐบาลมีปัญหา เหมือนกับรัฐบาลชุดนี้ที่มีรายรับไม่เพียงพอกับรายจ่าย ดังนั้น การลงทุนจะต้องใช้วิธีการกู้เงินมาลงทุน ซึ่งมีข้อจำกัดในเรื่องของการรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจ เพราะตามวินัยการคลัง รัฐบาลต้องก่อหนี้ไม่เกิน 50% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และการรักษาระดับดุลบัญชีเดินสะพัดให้เหมาะสม

โจทย์ข้อที่ 7 : แก้กฎหมายธุรกิจ

นายประมนต์ กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ควรจะแก้ไขกฎหมายหลายฉบับที่ค้างคาจากรัฐบาลขิงแก่ โดยเฉพาะ พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง รัฐบาลใหม่ควรจะให้ความสนใจผลักดันต่อ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ เนื่องจากเป็นกฎหมายที่มีประโยชน์ สามารถแก้ไขปัญหาให้กับผู้ประกอบการขนาดเล็ก (โชห่วย) ที่ได้รับผลกระทบจากการขยายสาขาของค้าปลีกขนาดใหญ่

สำหรับกฎหมายอื่นที่ผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว แต่ยังมีประเด็นที่ต้องแก้ไข หรือเพิ่มเติม ก็ควรจะต้องพิจารณาดำเนินการต่อ

โจทย์ข้อที่ 8 : ดอกเบี้ยขาขึ้น

แม้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดดอกเบี้ยลงต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่อัตราดอกเบี้ยของไทยกลับมีแนวโน้มสวนทาง โดยในต้นเดือน ธ.ค. ธนาคารพาณิชย์ทยอยขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากระยะสั้นอีก 0.25-0.5% ซึ่งเป็นผลมาจากการที่สภาพคล่องในตลาดเงินเริ่มลดลง หากเกิดการไหลออกของเงินทุนต่างชาติ ที่จะไหลออกจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐ ก็อาจจะทำให้ดอกเบี้ยในประเทศกลับทิศทางเป็นขาขึ้นในปี 2551 ดังนั้น รัฐบาลใหม่จะต้องดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายให้ดี เพราะจะมีผลต่อสภาพคล่องในประเทศ

ทั้งนี้ หากดอกเบี้ยกลับทิศทางเป็นขาขึ้น คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่กู้เงินจากสถาบันการเงิน ทั้งกู้ซื้อบ้าน กู้เพื่อการบริโภค หรือกู้เพื่อทำธุรกิจ จะมีต้นทุนที่สูงขึ้น ในขณะที่ยอดขาย หรือรายได้ลดลง หากเศรษฐกิจในปีหน้าไม่ฟื้นตัว

นอกจากนี้โจทย์หลักทั้ง 8 ข้อแล้ว ยังมีโจทย์ เพิ่มเติมที่ทั้ง 3 องค์กร ฝากไว้ให้กับรัฐบาลใหม่ คือ สอท. ฝากให้รัฐบาลเร่งลงทุนในโครงการเสริมสร้างระบบโลจิสติกส์ภายในประเทศ และจัดงานมหกรรมสินค้าทุก 3-4 เดือน เพื่อกระตุ้นการบริโภคของประชาชน และพัฒนาด้านการศึกษาให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต เร่งพัฒนาบุคลากรในประเทศให้มีความรู้ และเร่งพัฒนาฝีมือแรงงานทุกระดับ

นอกจากนั้นควรเร่งปราบปรามการทุจริต และคอร์รัปชัน และสร้างระบบชลประทานที่ครบวงจร เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตวัตถุดิบได้เพียงพอ และขายสินค้าเกษตรได้ราคา

สำหรับหอการค้าไทย ได้ฝากมาตรการระยะยาวที่รัฐบาลควรดำเนินการ เพื่อเป็นพื้นฐานให้กับเศรษฐกิจไทย คือ การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ โดยเฉพาะการลงทุนในระบบราง เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานของสาธารณูปโภคไทย รวมถึงการลงทุนด้านระบบรถไฟฟ้า

อย่างไรก็ดี รัฐบาลจะต้องเข้ามาส่งเสริมเรื่องการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตของผู้ประกอบการไทย ทำอย่างไรที่จะให้การผลิตไทยใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้มีการเปลี่ยนเครื่องจักรที่ล้าสมัย โดยมีแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับภาคเอกชน

ด้านนโยบายการคลัง รัฐบาลชุดใหม่ควรกำหนดแผนการคลังในระยะยาวอย่างชัดเจน พร้อมทั้งกระตุ้นการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2551 และพัฒนาระบบการเบิกจ่ายงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.