Switch to: uk
11 February 2012 00:50AM

50 ปีบนเส้นทาง "รองเท้า" โลก ฮัช พัพพีส์ ชูจุดขาย "สไตล์ลำลอง"

13 Mar 08 ,  Prachachat
  • 0
ห้าสิบปีก่อน บริษัทรองเท้าเล็กๆ รายหนึ่งผุดแบรนด์รองเท้าลำลอง ซึ่งต่อมากลายเป็นสินค้ายอดฮิตติดปลายเท้าของคนทั่วทุกมุมโลก โดยบริษัทบอกว่าอาศัยเวลาแค่ไม่กี่ปี 1 ใน 10 ของผู้ใหญ่ในอเมริกาก็มีรองเท้ายี่ห้อนี้ติดบ้านอย่างน้อย 1 คู่

"ฮัช พัพพีส์" (Hush Puppies) เป็นชื่อที่มาพร้อมกับมาสคอตน่ารักคือ สุนัขตัวยาว หูยาว ขาสั้น ที่สะท้อนภาพลักษณ์สบายๆ แก่ผู้สวมใส่ แบรนด์นี้ถือกำเนิดในยุคที่โลกเป็นของ "วอร์ด" (Ward) และ "จูน คลีฟเวอร์" (June Cleaver) ซึ่งมีกฎตายตัวเกี่ยวกับการเลือกรองเท้ามาสวมใส่ แต่ฮัช พัพพีส์ กลับบ่งบอกและถ่ายทอดความรู้สึก "ผ่อนคลาย" ได้อย่างดี

ความฮิตของแบรนด์ดังวัดได้จากยอดขายรองเท้าเกือบ 19 ล้านคู่ทั่วโลกเมื่อปี 2549 หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของจำนวนรองเท้า 1.2 พันล้านคู่ที่วอลเวอรีน บริษัทแม่เป็นผู้จำหน่าย ความนิยมรองเท้าฮัช พัพพีส์แพร่หลายไปทั่ว คนทุกวัยไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นเก่าสมัยยุคซิกซ์ตี้ หรือเด็ก รุ่นใหม่รุ่นไนน์ตี้ ก็โปรดปรานรองเท้ายี่ห้อนี้เช่นกัน หลังจาก 2 ดีไซเนอร์ชื่อดัง จอห์น บาร์ท เลตต์ และ แอนนา ซุย จับรองเท้าแบรนด์ดังมาผสมผสานกับแฟชั่นของ พวกเขา

เจนนี่ แฮมิลตัน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของฮัช พัพพีส์ ชี้ว่า "มันเป็นรองเท้าของโลก ไม่ได้เกี่ยวกับอายุหรือเพศ แต่เป็นเรื่องของทัศนคติต่างหาก"

ทั้งนี้เช่นเดียวกับแบรนด์ที่มีอายุยาวนานเช่นนี้ ฮัช พัพพีส์ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์หลายครั้ง เช่น มิกาอิล กอร์บาชอฟ ผู้นำรัสเซีย เชิญให้ฮัช พัพพีส์ ไปเปิดธุรกิจในสหภาพโซเวียต ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่แบรนด์มะกันบุกถิ่นหมีขาว หรือครั้งหนึ่งนักดนตรีดังแห่งวงโรลลิ่ง สโตน คีธ ริชารดส์ รอดชีวิตจากเหตุการณ์ไฟฟ้าชอร์ต ระหว่างงานคอนเสิร์ตเมื่อปี 2508 เพราะเขาสวมรองเท้าฮัช พัพพีส์ ที่มีพื้นยางนั่นเอง

มาร์ก นีล ประธานแบรนด์ดังบอกว่า จากจุดเริ่มต้นในอเมริกา ตอนนี้คงพูดได้เต็มปากว่าไลฟ์สไตล์แบบลำลองกลายเป็นเทรนด์ของโลกไปแล้ว ดูจากยอดขาย 3 ใน 4 ของแบรนด์มาจากตลาดต่างๆ นอกอเมริกา และเนื่องจากแบรนด์ดังอยู่ในตลาดหลายประเทศมานาน ทำให้ถูกมองเหมือนเป็นสินค้าท้องถิ่น ทั้งนี้ในบรรดา 9 แบรนด์ของบริษัท ฮัช พัพพีส์เป็นสินค้าขายดีทั่วโลก พร้อมเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

สำหรับช่วงแรกของการบุกตลาดโลก แคนาดาคือปลายทางแห่งแรกเมื่อปี 2502 ต่อมาในยุคซิกซ์ตี้ก็เริ่มเจาะตลาดสหราชอาณาจักร แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ตามด้วยประเทศในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ในช่วงเซเวนตี้ ปัจจุบัน ฮัช พัพพีส์ วางจำหน่ายใน 139 ประเทศ ทั่วโลก โดยเป้าหมายหลักคือเสริมสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ในตลาดเกิดใหม่ เช่น จีน และอินเดีย

เมื่อย้อนมาดูตลาดบ้านเกิดพบว่า ฮัช พัพพีส์ มักวางจำหน่ายตามร้านค้าปลีกเจาะตลาดบน แต่อย่างไรก็ตามภาพลักษณ์ของแบรนด์ยังดูเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่ราคาพอรับไหว เช่น รองเท้าผู้ชายขายในราคา 80-125 ดอลลาร์ต่อคู่ หรืออาจพุ่งแตะ 165 ดอลลาร์ในคอลเล็กชั่นป้ายดำ ส่วนรองเท้าผู้หญิงราคาราว 69-100 ดอลลาร์ และรองเท้าเด็กมีราคา 30-45 ดอลลาร์

แม้ว่าคนทั่วไปมองฮัช พัพพีส์ ในฐานะรองเท้าใส่เที่ยวแบบสบายๆ แต่บริษัทก็ยังเข็นรองเท้าสไตล์อื่นๆ ตั้งแต่รองเท้าแตะ ไปจนถึงรองเท้าบูต ออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ โดยองค์ประกอบสำคัญของการออกแบบ คือ "ความสบาย" ไม่เว้นแม้แต่รองเท้าส้นสูงของผู้หญิง

และแน่นอนว่าหลังผ่านร้อนผ่านหนาวมานาน ปีนี้แบรนด์ดังจึงเดินหน้าจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อฉลองครบรอบ 5 ทศวรรษ เช่น เปิดตัวรองเท้ารูปโฉมแปลกแหวกคอนเซ็ปต์เดิมๆ จากฝีมือดีไซเนอร์รับเชิญ โดยตั้งเป้าปั้นให้เป็นธรรมเนียมนิยมประจำปีต่อไปในอนาคต สำหรับปีนี้ดีไซเนอร์ที่ให้เกียรติมาโชว์ฝีมือออกแบบรองเท้าคือ ฟิลิป บลอช และราเชล แฟนโคนี่ ซึ่งบลอช กูรูแฟชั่นฮอลลีวูด ที่ออกแบบเสื้อผ้าให้ดาราระดับซูเปอร์สตาร์ หลายคน เช่น จอห์น ทราโวลต้า แซนดร้า บูลล็อก วางแผนดีไซน์รองเท้า 3 ประเภทที่บรรดาหนุ่มๆ สามารถสวมใส่ท่องเที่ยวได้สบายๆ ทั้งแบบบูต รองเท้าสำหรับใส่ไปงาน และรองเท้ากีฬา นอกจากนี้บริษัทยังมีกิจกรรมเพื่อสังคม โดยการจัดทัวร์ข้ามประเทศเพื่อระดมทุนสร้างที่พักอาศัยให้สัตว์อีกด้วย

ทั้งนี้หลังจากถือกำเนิดในอเมริกา ตอนนี้ฮัช พัพพีส์ ได้ย้ายฐานผลิตไปต่างประเทศคือ จีน เวียดนาม และบราซิล ขณะที่งานด้านออกแบบและการตลาดส่วนใหญ่ยังคงอยู่ที่สำนักงานใหญ่ที่เมืองร็อกฟอร์ด ซึ่งนีล ประธานบริษัทเชื่อว่า ฮัช พัพพีส์ได้รับการต้อนรับอย่างดีในหลายประเทศ แต่ก็ยังสะท้อนถึงรากเหง้าที่มาจากเมืองเล็กๆ

"ผมคิดว่าไลฟ์สไตล์ลำลองสบายๆ ที่เป็นแรงบันดาลใจของแบรนด์ เป็นส่วนสำคัญของถิ่นเวสต์มิชิแกน และมิดเวสต์นั่นเอง"

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.