Switch to: uk
22 May 2012 10:18AM

เจาะตลาดสินค้าเกย์ (ภาค 1) จับตาสินค้าเพื่อชาวสีม่วง

02 May 07 ,  ผู้จัดการรายวัน
  • 0

 

1 พ.ค. 50 

หากจะพูดถึงธุรกิจการขายสินค้าและบริการแล้ว บุคคลที่เจ้าของธุรกิจจำเป็นต้องให้ความสำคัญมากที่สุด

เห็นจะเป็น "ลูกค้า" หรือ "ผู้บริโภค" ดังนั้น พฤติกรรมของพวกเขาจึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องศึกษาเพื่อ

นำปรับปรุงสินค้าและบริการของตนให้สอดคล้องกับรสนิยมของผู้ซื้อ นอกจากนั้น การแสวงหาลูกค้ากลุ่ม

ใหม่ๆ ก็เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่มิอาจปฏิเสธได้


    

 ชายรักชายตลาดใหญ่-กำลังซื้อสูง
      
       ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันมีผู้ที่เป็น "ชายรักชาย" เพิ่มมากขึ้น หรืออีกนัยหนึ่ง คือ คนกลุ่มนี้กล้าที่จะ

ยอมรับ และเปิดเผยตัวตนต่อสังคมมากขึ้น ซึ่งในเชิงกลยุทธ์แล้วตรงนี้นับเป็นตลาดที่น่าสนใจ เพราะ

เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง มีรสนิยมดี และกล้าที่จะใช้สินค้าราคาแพง เนื่องจากพวกเขาไม่มีภาระรับ

ผิดชอบเรื่องครอบครัว จึงสามารถจับจ่ายใช้สอยเพื่อตอบสนองความการของตนเองได้อย่างเต็มที่ อีก

ทั้งยังเป็นกลุ่มซึ่งรักที่จะดูแลตัวเอง ทั้งในเรื่องรูปร่างหน้าตาและการแต่งตัว มีความชื่นชอบศิลปะ และ

ชอบสังสรรค์มากกว่าผู้ชายในวัยเดียวกัน ขณะที่กลุ่มชายแท้นั้น หากมีครอบครัวก็จำเป็นต้องแบ่งเวลา

และเงินทองไปใช้ในการดูแลครอบครัว ทำให้กำลังซื้อลดลง

       

       ผู้ประกอบการที่เล็งเห็นช่องว่างทางการตลาดและหันมาจับลูกค้ากลุ่มนี้ยังมีไม่มากนัก เนื่องจาก

กลัวกระแสสังคม ซึ่งบางส่วนยังมองคนกลุ่มนี้ในแง่ลบ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงเกรงผลกระทบที่จะมี

ต่อภาพลักษณ์ขององค์กร ทำให้สูญเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย ดังนั้น การจะออกสินค้าที่มุ่งเจาะ

กลุ่มชายรักชายนั้น ข้อสำคัญผู้ประกอบการต้องขจัดอคติทางเพศออกไปก่อน อีกทั้งคนในองค์กรต้อง

มองไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้การสื่อสารเป็นไปด้วยความจริงใจ และต้องตีโจทย์ให้แตกว่าลูกค้า

กลุ่มนี้ต้องการอะไร สินค้าแบบไหนที่ตรงใจเขา

       

       วิทยา แสงอรุณ คอลัมนิสต์ชื่อดัง ซึ่งเขียนประจำในนิตยสารหลายฉบับ ทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้

ชีวิตของเกย์ และการเจาะตลาดสินค้าเกย์ ให้มุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างสนใจ ว่า

       

       "การที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่กล้าเปิดตัวว่าจะเข้าจับตลาดกลุ่มนี้ อาจเป็นเพราะยังมีความ

สับสนระหว่างอคติทางเพศกับพฤติกรรมของผู้บริโภค จริงๆ แล้วเจ้าของผลิตภัณฑ์ควรจะมองพฤติกรรม

 

ของผู้บริโภคเป็นหลัก เช่น พฤติกรรมการใช้จ่าย ไลฟ์สไตล์ของเขา ไม่ใช่มองพฤติกรรมบนเตียงของ

เขา อย่างเราจะขายของให้ผู้ชาย-ผู้หญิงนี่เราก็ไม่ได้มองว่ารสนิยมทางเพศเขาเป็นอย่างไร กลุ่มชายรัก

ชายจะชอบสินค้าที่ทันสมัย ดีไซน์สวย ดูมีรสนิยม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สินค้าควรเข้าไปจับ ประเด็น

สำคัญ คือ ผู้ผลิตกลัวเกินไป ทั้งที่ปัจจุบันนี้คนยอมรับเกย์มากขึ้น ขณะที่กลุ่มชายรักชายก็ไม่ได้รู้สึก

กังวลกับสิ่งที่ตัวเองเป็น และเขาก็รอสินค้าที่จะตอบสนองความต้องการของเขา

       

       จริงๆ แล้ว มันมีดีมานด์อยู่มากพอสมควรแต่ยังไม่มีใครเข้าไปตอบโจทย์ตรงนี้ ยังกล้าๆ กลัวๆ กัน

อยู่ ผู้ผลิตมักกลัวว่าคนทั่วไปจะมองว่าสินค้าของเขาเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มเกินไป การเข้ามาจับลูกค้า

กลุ่มชายรักชายจึงเป็นไปแบบลับๆ ล่อๆ ทำให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้มองว่าผู้ผลิตไปไม่จริงใจที่จะผลิตสินค้า

เพื่อขายพวกเขาโดยตรง แต่เห็นพวกเขาเป็นเพียง second class ลูกค้าจึงไม่มี brand loyalty หรือ

ความจงรักดีต่อสินค้า ดังนั้น ถ้าผู้ประกอบการมองข้ามอคติทางเพศซึ่งเป็นมายาคติไปได้คุณจะพบว่ายัง

มีตลาดขนาดใหญ่รออยู่"

       

       จากการสำรวจในประเทศต่างๆ พบว่า ผู้ชาย 100 คน จะมีผู้ที่เป็นเกย์โดยเฉลี่ย 15 คน ปัจจุบัน

ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 63 ล้านคน เป็นผู้ชายประมาณ 31 ล้านคน ในจำนวนนี้มีผู้ที่อยู่ในวัย

ทำงาน (มีกำลังซื้อ) ประมาณ 16 ล้านคน ซึ่งหมายความว่าปัจจุบันประเทศไทยมีกลุ่มลูกค้าที่เป็นเกย์ถึง

2.4 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่ใหญ่พอสมควร อีกทั้งจากผลการวิจัยด้านการตลาด ยังพบว่า กลุ่มชาย

 

รักชายเป็นกลุ่มที่มีอำนาจการจับจ่ายสูง โดยเฉพาะสินค้าหมวดแฟชั่น บันเทิง ดังนั้น การทำตลาดแบบ

Niche Market เพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้จึงน่าสนใจยิ่ง เพราะจะเป็นการเปิดตลาดใหม่ๆ ที่ยังไม่มีผู้ใดยึด

ครอง

       

       เครื่องสำอางเริ่มเจาะกลุ่มเกย์

 

       

       สินค้ารายแรกๆ ที่เข้ามาจับตลาดกลุ่มเกย์ในไทยเห็นจะได้แก่สินค้าประเภทผลิตภัณฑ์ดูแลผิว

พรรณ โดยมักจะวางคอนเซ็ปว่าเป็นสินค้าเพื่อกลุ่ม "เมโทรเซ็กชวล" หรือผู้ชายที่ดูแลตัวเองและให้

ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตา ซึ่งแน่นอนว่าส่วนหนึ่งของผู้ชายกลุ่มนี้ก็คือกลุ่มเกย์ ยี่ห้อที่ติดตลาดก็เห็น

จะเป็น แบรนด์ฟอร์เมน และนีเวียฟอร์เมน ซึ่งออกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสำหรับผู้ชาย อาทิ โรลออนระงับ

กลิ่นกาย โฟมล้างหน้า ครีมบำรุงผิว ไวท์เทนนิง มาจำหน่ายและมีกระแสตอบรับเกินความคาดหมาย ทำ

ให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระแสที่มาแรงเช่นนี้ทำให้แม้แตห้างสรรพสินค้าสุดหรูอย่าง "เซน"

เต็มใจที่จะจัดพื้นที่ส่วนหนึ่งของชั้น 4 ให้เป็นโซนแผนกเครื่องสำอางผู้ชายโดยเฉพาะ

       

       "ผู้ผลิตทราบดีว่าปัจจุบันมีผู้ชายที่เป็นเมโทรเซ็กชวล หรือผู้ชายสำอาง ชอบแต่งตัวมากขึ้น ซึ่งใน

จำนวนที่เป็นเมโทรเซ็กชวลนั้น มีผู้ชายที่เป็นเกย์อยู่มากกว่า 50% แต่สินค้าพวกนี้จะไม่พูดตรงๆ ว่า

ผลิตสินค้ามาเพื่อคนกลุ่มนี้ เพราะเขายังยึดติดอยู่ในโลกใบเก่าเพราะสินค้าประเภทเดียวกันซึ่งจำหน่าย

ในต่างประเทศ อย่าง เบอร์เช่ กาบาน่า เขาจับทั้งกลุ่มเมโทรเซ็กชวลและกลุ่มเกย์ โดยแยกทั้ง 2 กลุ่ม

ออกจากกันอย่างชัดเจน โดยไม่กลัวว่าจะเสียภาพลักษณ์เพราะเขารู้ดีว่าเมื่อไรที่กลุ่มชายรักชายซื้อ

สินค้าของเขาไปใช้และสินค้าติดตลาด ยอดขายเขาจะไปไกลมากเพราะกลุ่มเกย์เป็นกลุ่มที่มีรสนิยมดี

ซึ่งทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์เขาดูดีไปด้วย แต่ในเมืองไทยความรู้สึกแบบนี้มันยังไม่เกิด เพราะยัง

เป็นเรื่องใหม่ อย่างผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสำหรับผู้ชายเราก็เพิ่งจะมีเมื่อ 2-3 ปีมานี้เอง ซึ่งในระยะเวลาอัน

ใกล้นี้ก็จะเริ่มมีสินค้าเฉพาะกลุ่มมากขึ้น" วิทยา กล่าว

       

       J.PRESS ส่ง G-MATE จับตลาดเสื้อผ้าเกย์

       

       สำหรับสินค้าประเภทเสื้อผ้าของกลุ่มชายรักชายนั้นแม้ว่าที่ผ่านมาจะมีให้เลือกมากมายโดยแหล่ง

จำหน่ายก็มีทั้งย่านชายรักชายแถวสีลมซอย 2 และแหล่งช็อปปิ้งของวัยรุ่นย่างสยามและจตุจักร แต่ก็

เป็นไปในลักษณะของกิจการร้านตัดเสื้อที่ตัดและขายเฉพาะภายในร้าน ส่วนเสื้อผ้าแบรนด์เนมของกลุ่ม

นี้ก็ล้วนเป็นสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ แต่ล่าสุด บริษัท เจ.พี นิ้ตติ้ง จำกัด (ผู้ผลิตชุดชั้นใน J.

PREES) เป็นผู้ผลิตสายเลือดไทยรายแรกที่กล้าประกาศว่า 'G-MATE' เสื้อผ้าแบรนด์ใหม่ที่เขาลอนช์

ออกมานั้นเป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นมาเพื่อกลุ่มเกย์โดยเฉพาะ

       

       สุกัญญา เปรมสุมณี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เจ.พี นิ้ตติ้ง จำกัด กล่าวถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเข้ามาจับ

ตลาดเสื้อผ้าเกย์ ว่า เนื่องจากทางบริษัท เจ.พี.มีศักยภาพด้านการผลิตเสื้อผ้าอยู่แล้ว โดยที่ผ่านมานอก

จากจะผลิตชุดชั้นใน เจ.เพรส แล้ว บริษัทยังรับจ้างผลิตเสื้อผ้าและชุดชั้นในแบรนด์ดังของต่างประเทศ

อีกหลายยี่ห้อ จึงคิดที่จะขยายไลน์มาผลิตเสื้อผ้าสำหรับสุภาพบุรุษ โดยมองหาช่องว่างทางการตลาดที่

ผู้ผลิตรายอื่นยังเข้าไม่ถึง ซึ่งก็พบว่าเสื้อผ้าสำหรับกลุ่มชายรักชายนั้นเป็นตลาดที่น่าสนใจและยังไม่มี

แบรนด์ไทยรายใดเข้ามาทำตลาด

       

       " การที่เราทำ G-MATE ออกมาขาย มันเหมือนกับเราไปเติมเต็มช่องว่างที่ลูกค้าต้องการแต่ยังไม่มี

สินค้าไปตอบสนองเขา ตอนนี้ถ้าถามว่ามีแบรนด์ไทยรายไหนผลิตเสื้อผ้ามาเพื่อคนกลุ่มนี้ไหม ก็มีนะ

แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสินค้าที่ผลิตมาสำหรับผู้ชาย คือเขาผลิตเสื้อผ้าสำหรับผู้ชาย แล้วก็มีสินค้าส่วน

หนึ่งที่ดีไซน์มาสำหรับกลุ่มเกย์ เป็นไปแบบแอบๆขาย คือไม่ได้บอกว่าเซ็ตนี้เป็นเสื้อผ้าเกย์ ส่วนที่เปิด

ตัวชัดเจนว่าเป็นเสื้อผ้าเกย์นั้นจะเป็นแบรนด์จากต่างประเทศ

       

       สินค้าของเราจับกลุ่มเมโทรเซ็กชวลและโฮโมเซ็กชวล Metrosexual โดยมีทั้งเสื้อยืด เสื้อกล้าม

กางเกงชั้นใน และบ็อกเซอร์ ซึ่งจะแบ่งสินค้าออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) เบสิก เป็นแบบเรียบๆ คัตติ้งเนี้ยบ

เรียบหรู ส่วนสีจะเน้นขาวและดำ 2) คลาสสิก กลุ่มนี้สีสันจะสดใส เป็นลวดลายดอกไม้สีสดๆ ลายพราง

แบบชุดทหาร แต่เป็นสีส้ม น้ำเงิน ฟ้า สีเขียวตองอ่อน เหมาะกับคนที่ชอบแฟชั่นและกล้าที่จะแตกต่าง

และ 3) สตรอง เป็นชุดชั้นในสไตล์แรงๆ อย่างจีสตริง วายสตริง (เนื้อผ้าน้อยกว่า เส้นสายต่างๆเล็กกว่า

จีสตริง) หรือใช้ผ้าตาข่าย "
      
       ทั้งนี้ ปัจจุบันร้าน G-MATE ยังมีเพียงสาขาเดียวคือที่ชั้น 3 อาคาร J-City ติดกับ BTS ศาลาแดง

แต่ขณะนี้กำลังเร่งขยายตลาด โดยกำลังเจรจากับห้างสรรพสินค้าต่างๆเพื่อนำสินค้าไปวางจำหน่าย โดย

จะมุ่งไปที่แหล่งแฟชั่นชั้นนำต่างๆ

       

       ห้างดังจัดพื้นที่ขายสินค้ากลุ่มเกย์

       

       นอกจากสินค้านานาชนิดแล้ว ศูนย์การค้าบางแห่งก็เริ่มตื่นตัวและหันมาจับลูกค้ากลุ่มชายรักชาย

เช่นกัน ซึ่งห้างสรรพสินค้ารายแรกและรายเดียวที่เปิดตัวว่าพร้อมต้อนรับลูกค้ากลุ่มนี้ พร้อมทั้งจัดพื้นที่

สำหรับขายสินค้าเพื่อชายรักชายไว้โดยเฉพาะ ก็คือ'ห้างสรรพสินค้าเซน' โดยเซนตั้งเป้าหมายทางการ

ตลาดว่านอกจากลูกค้าหญิงชายทั่วๆไปแล้วเซนต้องการครองใจกลุ่มคนเมืองที่มีไลฟ์สไตล์ทันสมัย

โดยเฉพาะกลุ่มผู้ชายสำอางอย่าง Metrosexual ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าส่วนใหญ่มีกำลังซื้อสูง หรือหากจะพูด

อย่างตรงไปตรงมาก็คือแท้จริงแล้วเซนต้องการเจาะกลุ่ม Ultral Sexual หรือ Gay Power นั่นเอง เพราะ

แม้พวกเขาจะไม่ใช่ลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่สุดแต่ก็มีสัดส่วนถึง 20% (ลูกค้าผู้หญิง 50% , ผู้ชาย 30% ) และ

หากสามารถซื้อใจพวกเขาได้เขาก็จะเป็นลูกค้าที่มี Brand Loyalty สูงมากเลยทีเดียว

       

       อลัน นามชัยศิริ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล ซึ่งนั่งควบตำแหน่ง

กรรมการผู้จัดการ ห้างสรรพสินค้าเซน กล่าวถึงแนวคิดในการทำตลาดกับลูกค้ากลุ่มนี้ ว่า

       

       " ลูกค้าของเราไม่ได้มีเฉพาะผู้หญิงกับผู้ชายเท่านั้น ทุกวันนี้เราขายของให้เกย์กรุ๊ปเยอะมาก

เพราะพวกนี้มีรสนิยมดี ให้ความสำคัญกับการแต่งตัว กล้าแสดงออก และมีกำลังซื้อสูง ซึ่งเราไม่ได้มุ่ง

ไปที่ความเป็นเกย์นะ แต่มองที่ไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตของเขามากกว่า คือเราต้องรู้ว่าลูกค้าเป็นใคร

พูดภาษาอะไร และปรับตัวให้พูดภาษาเดียวกับลูกค้าให้ได้ เพื่อให้รู้ถึงความต้องการและรู้ทันความคิด

ของเขา

       

       โดยเซนมีคอนเซ็ปว่า 'Peace of Mind...Art of Live : ศิลปะการใช้ชีวิตที่คุ้มค่าอย่างมีความสุข'

ด้วย Variety of Brand ที่ประกอบด้วยสินค้าแบรนด์ใหม่กว่า 60 แบรนด์ ผมและทีมงานบินไปทั่วโลก

เพื่อเลือกสินค้าที่จะนำมาวางที่ขายเซน ไปหมดทั้งฮ่องกง ญี่ปุ่น ยุโรป และอเมริกา ได้ของเปรี้ยวๆมา

ทั้งนั้น มียีนส์ฮิปๆของ Citizen of Humanity แอสเซสเซอรี่เปรี้ยวๆของผู้ชายก็มี Juicy Couture ซึ่งฮิต

มากในหมู่ไฮโซเมืองนอก"

       

       ภาพยนตร์เกย์มาแรง

       

       ภาพยนตร์เกี่ยวกับชายรักชายก็นับเป็นธุรกิจหนึ่งที่น่าสนใจเนื่องจากที่ผ่านมาได้รับเสียงตอบรับที่ดี

มาก ปัจจุบันจึงมีภาพยนตร์เกี่ยวกับชายรักชายเกิดขึ้นมากมาย ทั้งที่ฉายตามโรงภาพยนตร์และวีซีดี , ดี

วีดี หรือที่เรียกว่าหนังแผ่น มีทั้งภาพยนตร์ไทยและภาพยนตร์จากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์

ฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น เกาหลี หรือภาพยนตร์ไต้หวัน โดยเนื้อหามักมุ่งเน้นไปที่ความรักที่สวยงามและการใช้ชีวิต

อย่างมีคุณค่า

       

       " จะเห็นได้ว่าภาพยนตร์เกี่ยวกับชายรักชายที่มีการส่งเสริมภาพลักษณ์ในแง่บวกมักจะได้รับการ

ตอบรับอย่างดีจากคนกลุ่มนี้ อย่างปี 2005 ที่ผ่านมาหนังที่สามารถเปลี่ยนแปลงวงการภาพยนตร์ในบ้าน

เราก็คือภาพยนตร์เรื่อง FORMULA 17 เป็นภาพยนตร์ไต้หวัน แนวโรแมนติก คอมเมดี้ ซึ่งมาฉายที่โรง

ภาพยนตร์เฮาส์ ดรามา ซึ่งเขาเอาเข้ามาฉายเพราะเป็นหนังที่ได้รับรางวัล เป็นหนังที่มีคุณภาพ แต่

ปรากฏว่ามีกลุ่มชายรักชายไปดูกันเยอะมากจนหนังขึ้นอันดับหนึ่งและทำรายได้สูงสุดของเฮาส์ ดรามา

คือตั้งแต่เฮาส์ฯเปิดมาไม่มีภาพยนตร์เรื่องไหนที่ทำรายได้สูงเท่าเรื่องนี้ เต็มทุกรอบ แม้แต่รอบเที่ยงคืน

ซึ่งปกติไม่ค่อยมีคนดูเรื่องนี้กลับขายตั๋วหมดเกลี้ยง ทำให้เฮาส์ ดรามานำภาพยนตร์เกี่ยวกับชายรักชาย

เข้ามาฉายเป็นประจำทุกปี ทั้งจากอังกฤษ สเปน

       

       นอกจากนั้นโรงภาพยนตร์ลิโด้ก็เป็นอีกเจ้าหนึ่งที่ฉายหนังเกี่ยวกับชายรักชายบ้างเหมือนกัน ซึ่งทำ

ให้ตลาดเริ่มเปิดกว้างมากขึ้น พอมีคนไปดูหนังเกย์มากขึ้นทำให้คนอื่นๆที่กล้าๆกลัวๆก็รู้สึกว่าถึงเวลาแล้ว

นะ ออกมาเถอะ ไปดูกัน ต้องยอมรับว่าอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยทำความเข้าใจกับสังคมก็คือกลุ่มผู้หญิง ซึ่ง

บางคนจะมีเพื่อนเป็นเกย์เยอะ เขาจะมีความเข้าใจคนกลุ่มนี้ เวลามีเรื่องอะไรที่ต้องอธิบาย ผู้หญิงก็จะ

ช่วยอธิบายให้" วิทยา กล่าว

       

       อย่างไรก็ดี สำหรับภาพยนตร์แนวชายรักชายที่สร้างโดยคนไทยนั้นผู้สร้างยังกลัวกระแสสังคมที่มี

อคติกับเกย์ จึงไม่กล้าพอที่จะให้ตัวละครเป็นชายรักชายที่มีชีวิตปกติทั่วไปในสังคมเพราะเกรงจะถูกโจม

ตีว่าสนับสนุนค่านิยมให้คนเป็นเกย์ ดังนั้นภาพยนตร์ส่วนใหญ่จึงมีเนื้อหาที่เน้นความตลกสนุกสนาน ตัว

ละครมักเป็นกระเทยแต่งหญิง หรือเกย์ที่มีบุคลิกตลก เช่นหนังที่สร้างฮือฮาและทำรายได้ถล่มทลาย

อย่าง 'สตรีเหล็ก' ภาค 1 และภาค 2 เรื่องราวของกลุ่มกระเทยที่มีใจรักในกีฬาวอลเลย์บอล ได้เข้าแข่ง

ขันและฝ่าฟันอุปสรรคจนสามารถคว้ารางวัลระดับประเทศ

       

       'พรางชมพู' เรื่องของกลุ่มกระเทยที่พลัดหลงเข้าไปในสรภูมิรบของชนกลุ่มน้อยบริเวณแนวชาย

แดน โดยมีนายทหารเข้าไปช่วยเหลือ เนื้อเรื่องสื่อให้เห็นถึงน้ำใจของกลุ่มกระเทยที่มีไม่แพ้ชายอกสาม

ศอก จนสุดท้ายแม้แต่ทหารเดนตายที่เกลียดกระเทยเพราะผิดหวังที่มีลูกชายเป็นกระเทยก็เปิดใจยอม

รับกระเทย 'แก๊งชะนีกับอีแอบ' เรื่องของสาวๆที่แวดล้อมไปด้วยกลุ่มชายรักชายจนต้องหาทางพิสูจน์ว่า

คนที่เธอกำลังจะแต่งงานด้วยนั้นเป็นเกย์หรือเปล่า นอกจากนั้นยังมีภาพยนตร์ที่เพิ่งฉายไปได้ไม่นาน

อย่าง 'หอแต๋วแตก' และ 'โกยเถอะเกย์' หนังผีแนวตลก ที่มีเกย์เป็นตัวเดินเรื่อง

       

       ทั้งนี้ หนังรักซาบซึ้งซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของชายที่เป็นเกย์ก็พอมีให้เห็น ล่าสุด

คือ 'Me...Myself ขอให้รักจงเจริญ' เรื่องราวความรักระหว่างหญิงสาวและชายหนุ่มซึ่งความจำเสื่อมจึง

ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นกระเทย แต่เมื่อความจริงปรากฏ ทั้งคู่จึงจำเป็นต้องเลือกระหว่างความรักและความเป็น

จริงในสังคม ด้วยพร็อตเรื่องที่น่าสนใจทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม และได้

รับคำชมจากผู้ชมทั้งหญิง ชาย และกลุ่มชายที่ชอบชายด้วยกัน

       

       อีกเรื่องที่ประสบความสำเร็จจนสามารถคว้ารางวัล Jury Prize จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ เมื่อปี

2004 ก็คือ 'สัตว์ประหลาด' เรื่องราวความรักระหว่างทหารเกณฑ์กับหนุ่มบ้นนอก ฝีมือสร้างของ 'เจ้ย'อภิ

ชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล นอกจากนั้นเมื่อ 20 กว่าปีก่อนมีภาพยนตร์เกี่ยวกับชายรักชายเรื่องหนึ่งซึ่งสร้าง

ความฮือฮาเป็นอย่างมาก นั่นก็คือภาพยนตร์เรื่อง 'เพลงสุดท้าย' เรื่องราวของนางโชว์สาวประเภทสอง

ซึ่งเป็นดาวเด่นในคาบาเร่ต์ที่ทุ่มเทชีวิตเพื่อความรัก แต่สุดท้ายเลือกที่จะจบชีวิตลงเพราะผิดหวังในความ

รัก และมีผู้นำมาสร้างอีกครั้งในปี 2549 แต่ไม่ประสบความสำเร็จนัก

       

       สำหรับภาพยนตร์ที่กล้าพอจะให้ตัวละครเป็นเกย์ที่ใช้ตามปกตินั้นส่วนใหญ่จะเป็นภาพยนตร์วีซีดี

(หนังแผ่น) ซึ่งเรื่องที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างมากเห็นจะเป็น 'เรนโบว์บอยส์' ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจาก

นิยายวัยรุ่นเล่มดัง 'เรนโบว์บอยส์' ที่คว้ารางวัล American Library Association เรื่องราวความรักของ

วัยรุ่นสามคน มิตรภาพอันลึกซึ้ง เปี่ยมด้วยอารมณ์ขัน ระหว่างเพื่อนนักเรียนเกย์สามคนในเมืองหลวง

พวกเขาต้องการค้นหาความรู้สึกของตัวเองผ่านการเรียนรู้และต่อสู้กับความขัดแย้งภายในใจ ว่ากันว่า

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการตอบรับจากชาวเกย์อย่างล้นหลาม โดยเฉพาะผู้ที่เคยติดตามมาตั้งแต่ครั้งเป็น

พ็อกเก็ตนี้ และแม้ซีดีเรื่องนี้จะวางตลาดมาตั้งแต่ปลายปี 2548 แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังมีคนถามหาอยู่

       

       ในเมื่อตลาดสินค้าเกย์มีความหลากหลายและทำรายได้ค่อนข้างสูง จึงยังไม่สายที่ผู้ประกอบการ

ไทยจะหันมาทำความเข้าและให้ความสำคัญกับลูกค้ากลุ่มนี้ก่อนที่จะถูกแย่งชิงพื้นที่จากนักธุรกิจข้าม

ชาติ

      

 

 

 

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.