Switch to: uk
22 May 2012 10:33AM

แฟชั่น หน้าหนาวรับบทหนักดัมพ์ราคาระอุ อัดลอยัลตี้เป็นที่พึ่ง

06 Dec 11 ,  siamturakij.com
  • 0

ธุรกิจแฟชั่นสำลักน้ำ ห้างใหญ่ระบุยอดหดกว่า 7 พันล้าน ด้าน ‘บลูพินฯ’ ระบุเสียโอกาสพีคการจำหน่ายคอลเล็กชั่นฤดูหนาวไปแล้ว เหตุนักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติชะลอตัว หวังท้าย Q2 ปีหน้ากลับมาฟื้นตัว ขณะที่เกษรพลาซ่าคิดบวก ชี้นักท่องเที่ยวหดหายเพียงระยะสั้น อัดสิทธิพิเศษเอาใจกลุ่มผู้มีกำลังซื้อ ปั้นยอดลูกค้าเข้าห้าง 30% ในปีนี้


เสื้อผ้าแฟชั่นสูญ 7 พันล้าน

สินค้าแฟชั่น เป็นอีกธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อุทกภัยในปีนี้ เนื่องจากการปิดตัวของช่องทางการจำหน่าย กำลังซื้อและอารมณ์ในการจับจ่ายของผู้บริโภค โดยเฉพาะที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ขณะที่ไตรมาสสุดท้ายของปี เป็นช่วงการจำหน่ายของคอลเล็กชั่นฤดูหนาว และเป็นช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองและการให้ จึงเป็นช่วงที่มียอดขาย 1 ใน 3 ของปี และปีนี้โอกาสในการจำหน่ายสินค้าก็กำลังจะผ่านไป

รายงานข่าวจากห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ ระบุว่า เหตุการณ์อุทกภัยที่ขยายวงกว้างในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อภาพรวมธุรกิจเสื้อผ้าแฟชั่นประมาณ 6-7 พันล้านบาท เนื่องจากลูกค้าโดยทั่วไปต้องจับจ่ายสินค้าจำเป็นพื้นฐานและสินค้า สำหรับฟื้นฟูและซ่อม แซมบ้านเป็นอันดับแรก

เสียโอกาสคอลเล็กชั่นหนาว

คุณชาญ กนกวลีวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บลูพิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เจ้าของแบรนด์ “Blue Corner” ผู้นำเข้าแบรนด์ “Port land” และอีกหลายแบรนด์ เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า เดือนตุลาคม นับเป็นช่วงพีคของการจำหน่ายสินค้าแฟชั่นรับฤดูหนาว ทั้งจากชาวไทยและต่างประเทศ แต่หลังจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่เป็นระยะเวลายาวนาน ส่งผลให้บรรยากาศในการจับจ่ายสินค้าแฟชั่นซบเซาลงไป และคาดว่าจะส่งผลต่อยอดการจำหน่ายที่ลดลงถึง 20% และคาดว่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันเกือบทุกแบรนด์ เนื่อง จากอุปสรรคของการเข้าถึงช่องทางการจำหน่าย

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีธุรกิจ แฟชั่นเป็นหนึ่งในอีกหลายธุรกิจที่มีทิศทางการเติบโตที่ดี เนื่องจากภาพรวมของสถานการณ์บ้านเมืองเริ่มเข้าที่เข้าทาง รวมทั้งการขยายตัวของช่องทางการ จำหน่าย จึงคาดว่ายอดขายในปีนี้จะทรงตัวอยู่ในระดับที่เท่ากับปีที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทมีอัตราการเติบโตประมาณ 20% ต่อปี

สำหรับโรงงานผลิตของบริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้บริษัทได้ปรับเปลี่ยน นโยบายการผลิตมาแล้วระยะหนึ่ง โดยปรับลดสัดส่วนการผลิตและรับจ้างผลิต (OEM) มาเป็นการสร้างแบรนด์ของตัวเอง โดยใช้ซัพพลายเออร์ในการรับจ้างผลิตสินค้าของบริษัทปัจจุบันยังคงเหลือโรงงานในลักษณะ Mini Factory อยู่ 1 แห่ง ย่านท่าพระ กรุงเทพฯ โดยมีกำลังการผลิตเพียง 20,000-30,000 ต่อเดือน ทั้งนี้บริษัทมีจุดจำหน่ายสินค้าทั้งหมดประมาณ 150 แห่ง มีการปิดตัวช่วงอุทกภัยระยะเวลาที่แตกต่างกันไปใน 30 จุด

แฟชั่นท้ายปีแข่งแรง

ในช่วงปลายปี เป็นฤดูกาลจำหน่ายสินค้าในหลายหมวด รวมทั้งสินค้าแฟชั่น โดยมีกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นอีกปัจจัยในการกระตุ้นยอดขาย ขณะที่ปีนี้ปริมาณนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทย มีการชะลอตัวลงไป เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวชาวไทย ที่นิยมเดินทางไปต่างประเทศในช่วงปิดเทอมหรือปลายปี ในปีนี้ก็มีการชะลอตัวลงไปเช่นกัน ในส่วนของบริษัทมียอดขายจากช่องทางการจำหน่ายในแหล่งท่องเที่ยวประมาณ 30%

ผลกระทบที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ จะส่งผลต่อการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในช่วงท้ายปี จะเห็นจากสงครามทางด้านราคาที่เข้มข้นขึ้น และคาดว่าจะส่งผลกระทบไปจนถึงคอลเล็กชั่นซัมเมอร์ในปีหน้า ซึ่งทุกแบรนด์ต่างต้องการกระตุ้นยอดขายที่หายไปในปีนี้ให้กลับคืนมา อย่างไรก็ตาม คาดว่า การเปิดตัวของห้างเซ็นทรัล พระราม 9 และการกลับมาครั้ง ใหม่ของ ZEN จะเป็นอีกปัจจัยที่เข้ามาอุดช่องว่างที่ขาดหายของธุรกิจแฟชั่น

ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวคอล เล็กชั่น “Autumn-Winter Collection 2011” เสื้อผ้าสไตล์ Eco Chic Trendy Wear โดยยังคงเน้นการใช้เส้นใยคอตตอนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นวัสดุหลัก

ลอยัลตี้โปรแกรมฟื้นชีพปีหน้า

ด้านกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ในปีหน้า ยังคงสานต่อความสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกค้าผ่านกลยุทธ์ CRM:Customer Relationship Management ซึ่งดำเนินการอย่าง จริงจังเมื่อปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันฐานสมาชิกของแบรนด์ Blue Corner มีอยู่ประมาณ 12,000 ราย แบรนด์ Portland 10,000 รายแบรนด์ Classify 3,000 ราย โดยใช้การสื่อสารตรงตัวต่อฐานลูกค้าหลัก มากกว่าการใช้สื่อแมสหรือโซเชียลมีเดีย เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่า การส่งข่าวสารหรือให้สิทธิพิเศษโดยตรง จะส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้าได้เป็นอย่างดี

คุณชาญ กล่าวในตอนท้ายว่า ทิศทางของธุรกิจแฟชั่นในปี 2555 จะกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงท้ายของไตรมาสที่ 2 ของปีเป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามสถานการณ์ในปีหน้าอีกครั้งว่าจะมีปัจจัยลบอะไรเกิดขึ้นอีกหรือไม่ โดยคิดว่าสถานการณ์จากอุทกภัยนับเป็นปัจจัยลบที่สร้างผลกระทบให้กับธุรกิจมากกว่าเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา เนื่องจากครอบคลุมพื้นที่ในหลายจังหวัดและมีระยะเวลาที่ยาวนาน

หวังลูกค้าไฮโซยังควักกระเป๋า

คุณสาธิมา ทานาเบ้ รองผจก.ทั่วไป บริษัท เกษร แลนด์ แอสเซท แมนเนจเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า วิกฤตการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงด้านจิตวิทยา ต่อนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ ที่ชะลอการเดินทางเข้ามาจับจ่ายใช้สอยในช่วงไฮซีซั่นนี้ ดังจะเห็นได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีปริมาณลดลงมาก โดยคาดการณ์ว่าผลกระทบดังกล่าวจะเป็นเพียงผลกระทบในระยะสั้น

หากมองในระยะ 6 เดือนหลังจากนี้ ด้วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและปัจจัยหนุนอื่นๆ คาดว่า เศรษฐกิจของไทยจะยังคงขยายตัวได้ในภาพรวม และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยในปีนี้เหลือเติบโต 1.5-2.5% (จากเดิมคาดไว้ที่ 3.5-4.0%) ภายใต้เงื่อนไขว่ามีการฟื้นฟูประเทศได้เร็วตั้งแต่เดือนธ.ค.เป็นต้นไป

โดยแคมเปญต่างๆ ของศูนย์การค้าเกษรในไตรมาสสุดท้ายนี้มุ่งเน้นการมอบสิทธิประโยชน์สูงสุดและตอบแทนลูกค้าในเชิงสร้างสรรค์สังคม อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ทำดีเพื่อพ่อ” โดยได้ผนวก กิจกรรมทางการตลาดเข้ากับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม อันจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในย่านราชประสงค์ในช่วงไตรมาสสุดท้ายให้กลับฟื้นตัว จึงได้จัดโครงการ “เกษรปันน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบ ภัยน้ำท่วม” ขึ้น

นอกจากนี้ยังจัดแคมเปญ “เกษรยัง เพียวรีวอร์ด” ซึ่งเป็นแคมเปญใหญ่ปลายปีที่แรงที่สุดและประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี โดยดึงพันธมิตรสำคัญ อาทิ บัตรอเมริกันเอ็กซ์เพรส โรงแรม
ระดับซูเปอร์ไฮเอนด์ และแบรนด์ชั้นนำกว่า 12 แบรนด์ ร่วมกันมอบสิทธิประโยชน์ให้กับลูกค้า คาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายในช่วงเดือนสุดท้ายของปีได้ถึง 20%

สำหรับผลประกอบการในช่วง 10 เดือนแรกของปี มีทิศทางที่เติบโตที่ดีด้วยยอดผู้เข้าใช้บริการที่เพิ่มขึ้น 15% แต่พอช่วงต้นพฤศจิกายนเป็นต้นมา เริ่มมีผลกระทบจากปัจจัยลบ ซึ่งเกิดจากวิกฤตการณ์ น้ำท่วมรุนแรงในประเทศ โดยลูกค้าชะลอการซื้อบ้างเพียงเล็กน้อย คาดว่าปี 2554 จะยังคงเป้าหมายทางด้านจำนวนลูกค้าที่เติบโตขึ้น 30%

 

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.