นายประสพ จิรวัฒน์วงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไนซ์กรุ๊ป ผู้ผลิตและส่งออกเสื้อผ้ากีฬารายใหญ่สุดของประเทศ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงกรณีว่าที่รัฐบาลใหม่มีโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศเป็น 300 บาท/วันว่า จะส่งผลกระทบกับทางกลุ่มค่อนข้างมาก เนื่องจากปัจจุบันใน 5 โรงงานผลิตของกลุ่มที่ตั้งอยู่ใน 4 จังหวัด(นนทบุรี ขอนแก่น นครราชสีมา หนองบัวลำภู) มีคนงานและพนักงานรวมกว่า 14,000 คน ในจำนวนนี้เป็นลูกจ้างรายวันกว่า 10,000 คน ซึ่งปัจจุบันค่าจ้างรายวัน(ไม่รวมโอที)เฉลี่ยที่ 160-170 บาท/วัน
ดังนั้นหากรัฐบาลปรับขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาท/วัน หากที่คิดที่ค่าเฉลี่ยที่ต้องจ่ายเพิ่มอีก 130 บาท/วัน/คน จะทำให้ต้นทุนค่าแรงเพิ่มขึ้นจากเดิมกว่า 80% ซึ่งเมื่อคำนวณจากจำนวนลูกจ้างรายวันที่ 10,000 คน จ่ายเพิ่มอีกคนละ 130 บาท/วัน จะต้องจ่ายเพิ่มอีกวันละ 130,000 บาท หรือ 32,500,000 บาท/เดือน( 1 คนทำงาน 25 วันต่อเดือน) หรือกว่า 390 ล้านบาท/ปี
"การที่ต้นทุนค่าแรงเพิ่มถึง 80% หากลูกค้ารับราคาที่เราปรับได้ก็ไม่มีปัญหา แต่คำถามก็คือหากเราไปขอเขาในอัตรานี้เขาจะคุยด้วยหรือไม่ เพราะประเทศคู่แข่งขันก็ไม่ได้มีการปรับขึ้นค่าจ้างมากทั้งขบวนเหมือนเรา ในเรื่องนี้เราก็ไม่รู้จะมีทางออกอย่างไร หากรัฐบาลมีนโยบายจะผลักไสให้เราซึ่งเป็นอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้นออกไปลงทุนข้างนอกไม่เหมาะอยู่ในเมืองไทย ก็ควรส่งสัญญาณให้ชัด"
นายประสพ กล่าวอีกว่า การที่มีสถานประกอบการทั้งที่ตอบรับ และไม่เห็นด้วยกับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำแบบก้าวกระโดดควรมองด้วยเหตุ และผล ความเป็นไปได้ และพื้นฐานของแต่ละธุรกิจที่มีความแตกต่างกัน ตัวอย่างที่สนับสนุน อาทิ บริษัทผู้ผลิตอาหาร และปูนซิเมนต์รายใหญ่ของประเทศ เมื่อเทียบแล้วใช้แรงงานไม่มาก ความสามารถในการจ่ายมี หากปรับขึ้นค่าจ้างทำให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มก็สามารถผลักภาระไปปรับขึ้นราคาสินค้ากับผู้บริโภคในประเทศได้ อีกทั้งเมื่อลูกจ้างมีรายได้เพิ่ม มีการบริโภคเพิ่มเขาก็ยิ่งกำไรมากขึ้น ส่วนอีกบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการศึกษา เครื่องเขียน ตำราเรียนที่ประกาศขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรับนโยบายรัฐบาล ข้อเท็จจริงก็มีพนักงานไม่มาก และเป็นธุรกิจที่ประมูลงานกับภาครัฐ หากต้นทุนสูงขึ้นก็สามารถผลักภาระได้เช่นกัน แต่อุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่งออกที่ใช้แรงงานเข้มข้นหลายอุตสาหกรรมไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ อนาคตข้างหน้าไม่สดใส เพราะความสามารถในการแข่งขันจะลดลงเรื่อยๆ
เขากล่าวอีกว่า ตามแผนงานเดิมใน 5 ปีจากนี้ทางกลุ่มจะขยายกำลังการผลิตอีกเท่าตัวเพื่อตอบสนองลูกค้า แต่จากการขาดแคลนแรงงาน รวมถึงรัฐบาลใหม่เตรียมปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอย่างก้าวกระโดด ทางไนซ์กรุ๊ปคงต้องหันกลับมาทบทวนและปรับแผนธุรกิจใหม่คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยล่าสุดได้นำคำสั่งซื้อส่วนหนึ่งไปว่าจ้างโรงงานพันธมิตรในเวียดนามทำการผลิตและส่งมอบให้ลูกค้าเพราะมีต้นทุนที่ต่ำกว่า โดยในปีนี้จะผลิตที่ 600,000-700,000 ตัว ปีหน้าเพิ่มเป็น 2 ล้านตัว นอกจากนี้ยังมีการขยายฐานการลงทุนในต่างประเทศทดแทนการผลิตจากประเทศไทยที่มีปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมมาโดยตลอด ทำให้ไม่สามารถขยายกำลังการผลิตตามเป้าหมายได้ ส่วนเป็นการลงทุนในประเทศใดนั้นยังไม่ขอเปิดเผยในเวลานี้ แต่ล่าสุดโรงงานอยู่ระหว่างการก่อสร้าง จะสามารถเริ่มผลิตได้กลางปีหน้า
"ภาพรวมของไนซ์กรุ๊ปในปีนี้ คาดว่าผลประกอบการจะลดลงจากปีที่แล้ว 10% (ปีที่แล้วยอดขายประมาณ 210 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 6,500 ล้านบาท)หลักๆ เป็นผลจากแรงงานที่เราหาเพิ่มไม่ได้ ทำให้ไม่กล้ารับออร์เดอร์เกินกำลัง และเป็นผลจากที่ลูกค้าปรับยอดสั่งซื้อลดลงเพราะในปีนี้ไม่มีงานอีเวนต์กีฬาใหญ่ๆ ที่มีผลต่อการสั่งซื้อเพิ่ม"













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.