Switch to: uk
22 May 2012 10:55AM

พีน่ากรุ๊ป มุ่งขายแบรนด์-เลิกโออีเอ็ม

25 Jan 12 ,  กรุงเทพธุรกิจ
  • 0

“พีน่ากรุ๊ป” พลิกยุทธศาสตร์ลงทุนมุ่งสยายปีกธุรกิจดาวรุ่ง ค้าปลีก-อินเตอร์แบรนด์-อาหาร พร้อมยกเลิกโออีเอ็ม


นางสาวนัสวีร์ ตันติจิรสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธีม พลาซ่า ดีวีลอปเม้นท์ จำกัด ผู้บริหารโครงการชอปปิงและท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ภายใต้ชื่อ “ซานโตรินี พาร์ค” หนึ่งธุรกิจของ “พีน่า กรุ๊ป” เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจของกลุ่มพีน่าจากนี้ว่าจะมุ่งขยายกิจการค้าปลีก “พรีเมียม เอาท์เล็ต” ธุรกิจค้าปลีกแฟชั่น-เสื้อผ้าซึ่งจะเน้นนำเข้าแบรนด์มากขึ้น รวมทั้งขยายเครือข่ายธุรกิจอาหาร ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มพัฒนา อาทิ ร้านเบเกอรี่และกาแฟ “เกรพ สตอรี่” ร้านสเต็กเดอะวัลเล่ย์กริลล์ เป็นต้น

ทั้งนี้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมากลุ่มพีน่า ทยอยลดสัดส่วนธุรกิจการ์เมนท์ เหลือเพียงการผลิตเพื่อรองรับการจำหน่ายที่หน้าร้านภายใต้แบรนด์ในเครือพีน่า อาทิ พีน่าเฮ้าส์ เท็นแอนด์โค ยูโฟร์ ปัจจุบันกลุ่มการ์เมนท์สร้างสัดส่วนรายได้เพียง 10% ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกและอื่นๆ สร้างรายได้หลัก 90% จากรายได้รวมกว่า 4,000 ล้านบาท จะเห็นว่า ‘กำไรที่ปลายน้ำ’ ดีกว่าเทียบธุรกิจการผลิตซึ่งเป็นต้นน้ำ ขณะที่การรับจ้างผลิต หรือ โออีเอ็มให้แบรนด์อื่นๆ ยกเลิกทั้งหมด

“ช่วงที่ผ่านมาเราเผชิญวิกฤตการณ์หลายอย่างทั้งการเมือง เศรษฐกิจถดถอย ภัยพิบัติต่างๆ นับเป็นจุดที่ดีทำให้พีน่ากลับมาปรับกระบวนการทางธุรกิจมุ่งสู่ธุรกิจปลายน้ำที่กระบวนการผลิต การจัดการ การจัดหาแหล่งวัตถุดิบ การบริหารต้นทุนต่างๆ ทำได้ดีกว่า ซึ่งกลุ่มพีน่าต้องการจะต่อยอดจากฐานธุรกิจเดิมไปเรื่อยๆ เน้นธุรกิจดาวรุ่ง ที่เป็นขาลงก็ต้องลดบทบาทไป” นางสาวนัสวีร์กล่าว

ในปีนี้ กลุ่มพีน่าเตรียมนำเข้า 1-2 แบรนด์ใหม่และรุกทำตลาดแบรนด์ทิมเบอร์แลนด์มากขึ้นหลักจากได้สิทธิทำตลาดตั้งแต่ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้จะเปิดบริการพรีเมียม เอาท์เล็ต 1 แห่งที่อยุธยาในเดือน ก.พ.นี้ ซึ่งเลื่อนมาจากแผนเดิมต้องเปิดในปีที่ผ่านมาแต่เผชิญปัญหาน้ำท่วม

ล่าสุด ได้ใช้งบลงทุนกว่า 500 ล้านบาทพัฒนาโครงการซานโตรินี พาร์ค ชะอำ บนพื้นที่ 60 ไร่ ภายใต้คอนเซปต์ “Amused Shopping Experience” ซึ่งเป็นการผสมผสานการชอปปิงด้วยสถาปัตยกรรมที่ได้แรงบันดาลใจจากบรรยากาศของเกาะซานโตรินี ประเทศกรีซ พร้อมสวนสนุกขนาดย่อมจากต่างประเทศ อาทิ ชิงช้าสวรรค์ สูง 40 เมตร ซึ่งจะเป็นแลนด์มาร์คของโครงการ ม้าหมุน 2 ชั้น เป็นต้น

นับเป็นโมเดลธุรกิจค้าปลีกแนวใหม่ที่มีจุดขายแตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในย่านหัวหิน-ชะอำ ที่มีโครงการค้าปลีกประเภทเอาท์เล็ต คอมมูนิตี้มอลล์ และโครงการชอปปิงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เช่น เพลินวาน ซึ่งต่างพัฒนาโครงการรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ

นางสาวนัสวีร์ กล่าวด้วยว่า ย่านหัวหิน-ชะอำ มีฐานลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง  มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าหัวหิน 4 ล้านคนต่อปี เป็นคนกรุงเทพฯ 80% สะท้อนได้จากผลประกอบการของพรีเมียม เอาท์เล็ต มอลล์  เติบโตสูง 15-20% ต่อปี ต่อเนื่องมา 7-8 ปีแล้วเทียบกับธุรกิจพรีเมียม เอาท์เล็ต ในย่านอื่นเติบโต 5-10% ต่อปีเท่านั้น

สำหรับร้านค้าในโครงการรวม 140 ร้านจะเน้นสินค้าไลฟ์สไตล์ แฮนด์เมด และร้านอาหาร พร้อมเปิดบริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 เดือน 5 ปี 55 ตั้งเป้าหมายลูกค้าหมุนเวียน 1 ล้านคนต่อปี คาดว่าโครงการนี้จะคุ้มทุนภายใน 6 ปี โดยมีรายได้จากค่าเช่าของร้านค้า และค่าผ่านประตู 70% อีก 30% เป็นรายได้จากสวนสนุก

 

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.