Switch to: uk
22 May 2012 10:59AM

เศรษฐกิจจีนชะลอชัด ออร์เดอร์นำเข้าลด คู่ค้ากระเทือนแรง

30 Jan 09 ,  ฐานเศรษฐกิจ
  • 0
ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ สามมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของเอเชียต่างกำลังเผชิญผลกระทบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง สะท้อนจากตัวเลขการส่งออกที่ลดลงอย่างฮวบฮาบจากภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่ทำให้ความต้องการนำเข้าสินค้าของตลาดหลักหลายแห่งโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกาและยุโรปปรับตัวลดลง ความหวังที่จะให้การเติบโตของจีนเป็นหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคนั้นดูจะห่างไกล

ในปี 2551 ที่ผ่านมา วิกฤติการเงินโลกส่งผลให้การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี ของจีน ลดลงไปแล้วเกือบครึ่ง หรือลดจาก 13 % ในปี 2550 มาอยู่ที่ 9 % ในปี 2551 และเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีดังกล่าว จีดีพีจีนก็ขยายตัวที่เพียง 6.8 % เท่านั้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนได้นำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาใช้แล้วหลายมาตรการ โดยส่วนหนึ่งเป็นการกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนและกระตุ้นอุปสงค์ในภาคครัวเรือน เนื่องจากท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงเช่นนี้ ผู้บริโภคได้เพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนเริ่มส่งผลต่อประเทศคู่ค้าในแถบเอเชียด้วยกันแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมาภาคการส่งออกของหลายประเทศได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วของจีนในการส่งออกสินค้าประเภทอะไหล่ ชิ้นส่วนประกอบ และเครื่องจักรกล ดังนั้นรัฐบาลประเทศเอเชียจึงหวังว่า จีนจะช่วยด้วยการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศมากขึ้น แทนที่จะช่วยเหลือผู้ส่งออกของตนเองแต่เพียงอย่างเดียว

++ สามเสือวูบแรงตามๆ กัน
แม้แต่มหาอำนาจอย่างญี่ปุ่น ซึ่งส่งออกสินค้ามายังจีนในอัตราเพิ่มขึ้นตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็เริ่มเห็นผลกระทบเกิดขึ้นแล้วโดยในเดือนตุลาคม 2551 ยอดการส่งออกสู่ตลาดจีนเริ่มลดลง 0.9 % และจากนั้นก็ลดในอัตราเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ โดยในเดือนพฤศจิกายนลดลงอีก 25 % กระทั่งในเดือนธันวาคม (2551) การส่งออกสินค้าจากญี่ปุ่นไปยังจีนลดลงโดยรวม 36 % มีมูลค่าเพียง 7.5 แสนล้านเยน (ข้อมูลจากกระทรวงการคลังญี่ปุ่น) นายอะกิระ มาเอะคาวะ นักเศรษฐศาสตร์จากบริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส ซีเคียวริตี้ส์ ในกรุงโตเกียว เปิดเผยว่า การที่ตัวเลขส่งออกจากญี่ปุ่นไปยังตลาดจีนลดลงนั้นเป็นเรื่องที่อยู่ในความคาดหมายอยู่แล้ว แต่ขนาดของมูลค่าที่ลดและการลดลงอย่างฮวบฮาบเป็นสิ่งที่น่าตระหนกและเหนือความคาดหมาย

ด้านเกาหลีใต้ก็ดูจะเป็นอีกประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงเหนือความคาดหมาย ไม่ว่าจะเป็นความคาดหมายของรัฐบาลเกาหลีใต้เองหรือของสำนักวิจัยใดๆ ก็ตาม ธนาคารกลางแห่งเกาหลีใต้ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับตัวเลขจีดีพีในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2551 ที่หดตัวลงจากไตรมาสที่สามถึง 5.6 % โดยสาเหตุใหญ่มาจากผลผลิตในภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่ปรับตัวลดลงเป็นผลต่อเนื่องมาจากการที่ตลาดจีน ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ มีความต้องการนำเข้าสินค้าลดลง

ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา การส่งออกสินค้าจากเกาหลีใต้ไปยังตลาดจีนลดลงถึง 35 % ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องจากเดือนพฤศจิกายนที่ลดมาแล้ว 33 % ขณะที่การส่งออกโดยรวมของเกาหลีใต้ในเดือนเดียวกันนั้นลดลงที่อัตรา 17.9 %

สิงคโปร์ ซึ่งเป็นอีกประเทศในเอเชียที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก กำลังประสบภาวะเศรษฐกิจหดตัวอย่างแรงเช่นกันและทำสถิติหดตัวมากที่สุดในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้มีการปรับตัวเลขความคาดหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจกันใหม่ โดยคาดว่าจีดีพีโดยรวมของสิงคโปร์ในปี 2552 นี้ อาจจะหดตัวได้ในอัตราถึง 5 % ทำให้รัฐบาลต้องเร่งประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ 

++ หวังอุปสงค์จากจีนไม่ได้แล้ว
สินค้าส่วนใหญ่ที่ประเทศในเอเชียส่งออกไปยังตลาดจีนคือสินค้าประเภทชิ้นส่วนประกอบที่โรงงานในจีนนำไปประกอบเข้าด้วยกันเป็นสินค้าสำเร็จรูป เพื่อส่งออกจำหน่ายในประเทศอื่นๆ อีกทอดหนึ่ง เช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรป แต่จากการที่ตลาดสหรัฐฯ กำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้ความต้องการนำเข้าลดลงมาก ส่งผลต่อภาคการส่งออกของจีนซึ่งต้องหันกลับมากระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศและปรับสมดุลการค้าของตัวเอง ขณะที่หลายประเทศก็คาดหวังว่าท่ามกลางภาวะที่พึ่งพาออร์เดอร์จากตลาดสหรัฐฯ ไม่ได้มาก ความต้องการนำเข้าของจีนและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่นๆ น่าจะเป็นหัวจักรที่ช่วยให้เศรษฐกิจโลกปรับตัวท่ามกลางความผันผวนในตลาดหลักๆ ได้ดีขึ้น

แต่ในความเป็นจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น พิจารณาจากดัชนีหลักๆ ของจีนที่บ่งชี้ถึงอุปสงค์ภายในประเทศ ยังไม่ให้ความหวังมากนัก ทั้งตัวเลขการนำเข้าก็ยังคงลดลง เช่นเดียวกับตัวเลขยอดขายบ้านพักอาศัย ส่งสัญญาณว่า การชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นในแดนมังกรนั้นหนักหนาสาหัสกว่าที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อ 10 ปีก่อนซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศในเอเชียต่างก็ได้รับแรงกระทบจากวิกฤติต้มยำกุ้ง

จากการประเมินคร่าวๆ ของธนาคารโกลด์แมน ซากส์ เชื่อว่านับตั้งแต่ที่จีนเคยมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (รายไตรมาส) ที่อัตรา 6.8 % ในไตรมาสที่สองของปี 2541 เป็นต้นมา การขยายตัวล่าสุดในไตรมาสสุดท้ายของปี 2551 ก็นับว่าขยายตัวน้อยที่สุดแล้ว ผู้บริโภคของจีนได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจตกต่ำทำให้มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคตของตัวเองและต้องประหยัดการใช้จ่ายเช่นเดียวกับผู้บริโภคในประเทศอื่นๆ ดัชนีวัดความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจีนลดลงมาโดยตลอดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ขณะที่ยอดขายบ้านตกลงทุกเดือนนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2551 และในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมา ยอดขายรถยนต์ในจีนก็ลดลงถึง 4 เดือน รายได้ของประชากรทั้งในชนบทและในเมืองมีการเติบโตในอัตราชะลอลง ซึ่งนั่นก็ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ประเมินสถานการณ์ว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคจีนในปีนี้คงจะขยายตัวในอัตราน้อยลงตามไปด้วย จากแนวโน้มดังกล่าวทำให้มีความคาดหมายกันว่า รัฐบาลจีนอาจยังคงมาตรการลดดอกเบี้ยต่อไป และมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระลอกใหม่ๆ ออกมาอีกในเร็วๆ นี้

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผ่านมานับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551 การลดดอกเบี้ยเงินฝาก (deposit rates) ลงมาแล้วเกือบ 2 % ไม่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยมากนัก ในทางตรงข้ามกลับปรากฏว่าผู้บริโภคชาวจีนมีการออมเงินเพิ่มในอัตรารวดเร็วกว่าที่เคยเป็นมา สะท้อนจากตัวเลขการฝากเงินในธนาคารที่เพิ่มขึ้นถึง 26 % ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา (เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2550) นายเอสวาร์ ปราสาท ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ซึ่งทำงานให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เกี่ยวกับประเทศจีน เปิดเผยว่า ไม่มีหลักฐานใดๆ เลยที่แสดงว่า การลดดอกเบี้ยเงินฝากจะทำให้การออมในภาคครัวเรือนของจีนลดน้อยลง ทั้งนี้เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของจีนอยู่ในระดับต่ำมาหลายปีแล้ว การลดลงอีกเล็กน้อยจึงแทบไม่สร้างความแตกต่าง ในทางกลับกัน ความไม่แน่นอนในอนาคตซึ่งเชื่อมโยงกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ ยิ่งทำให้ผู้บริโภคออมเงินไว้ใช้มากขึ้น

++ ลดดอกเบี้ยก็ยังไม่เห็นผล
ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ การปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากให้อยู่ในเกณฑ์ต่ำจึงเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายระยะยาวของรัฐบาลจีนที่ต้องการกระตุ้นการลงทุนของภาคธุรกิจเอกชนให้มากขึ้นด้วยการคงดอกเบี้ยเงินกู้ไว้ในระดับต่ำด้วยเช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่วงเงิน 4 ล้านล้านหยวน (กว่า 5.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่เน้นโครงการลงทุนสร้างสาธารณูปโภคด้านต่างๆ เช่น ทางรถไฟ และสนามบิน เพื่อหวังให้การลงทุนและการใช้จ่ายของภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจฝ่าภาวะวิกฤติ

ในอีกด้านหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ เห็นได้ชัดว่า รัฐบาลจีนได้เร่งกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภค เช่นด้วยการแจกเงินสดตั้งแต่คนละ 90-180 หยวน (ประมาณ 442-884 บาท) แก่ผู้มีรายได้น้อยที่สุดในสังคมจีนจำนวนประมาณ 74 ล้านคนทั่วประเทศ เพื่อนำไปจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังนำเสนอแผนใช้งบราว 8.5 แสนล้านหยวนภายในเวลา 3 ปีเพื่อปรับปรุงสวัสดิการด้านสุขภาพเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาและดูแลสุขภาพให้กับประชาชน นายหม่า เจี้ยนถัง หัวหน้าสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน ให้ความเห็นว่า มาตรการต่างๆ ที่กล่าวมานี้ เป็นทั้งยาที่ใช้รักษาอาการและขจัดต้นเหตุของโรคอย่างถอนรากถอนโคน ซึ่งหมายถึงมาตรการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยบรรเทาปัญหาความยากลำบากเฉพาะหน้าของประชาชนและภาคธุรกิจเอกชนของจีน แต่ยังเป็นการวางรากฐานการพัฒนาในระยะยาวอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ยังไม่มั่นใจว่า ยาที่รัฐบาลจีนนำมาใช้แก้ปัญหาและกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นจะออกฤทธิ์ได้ผล โดยเฉพาะในแง่การสร้างงานและกระตุ้นการใช้จ่ายในภาคครัวเรือนและเอกชน แต่ถึงกระนั้น ความหวังในระยะยาวก็ยังคงมีอยู่ นายหยี กัง รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศจีน มองในแง่ดีว่า เนื่องจากอัตราการออมอยู่ในเกณฑ์สูงและหนี้ภาคครัวเรือนก็ต่ำ จึงหมายความว่า อย่างน้อยประชาชนก็ยังมีฐานะทางการเงินที่แข็งแรง ซึ่งแตกต่างจากสถานะของผู้บริโภคในสหรัฐฯ "ดูงบการเงินของภาคครัวเรือนแล้ว จะเห็นได้ว่าศักยภาพในการใช้จ่ายยังมีสูง"

แต่ปัญหาน่าคิดก็คือ มาตรการภาครัฐจะสามารถกระตุ้นให้ประชาชนนำเงินออกมาจับจ่ายใช้สอย และภาคธุรกิจเปิดกระเป๋านำเงินออกมาลงทุนมากขึ้นเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนเอง ซึ่งจะส่งอานิสงส์ต่อประเทศคู่ค้าของจีนด้วย ได้อย่างที่หวังไว้หรือไม่เท่านั้นเอง

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.