Switch to: uk
05 February 2012 20:53PM

กสิกรไทยประเมินส่งออก 53 บวก 9-12%

24 Dec 09 ,  bangkokbiznews.com
  • 0
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินส่งออกไทยปี 53 ฟื้นตัวบวก 9-12% แต่สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม อัญมณี เฟอร์นิเจอร์ เครื่องหนังยังน่าห่วงจากการแข่งขันสูง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์สถานการณ์ส่งออกของไทยว่า แม้ว่าการส่งออกของไทยในเดือนพฤศจิกายน 2552 กลับมาขยายตัวเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 13 เดือน ที่ร้อยละ 17.2 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (Year-on-Year) แต่มูลค่าการส่งออกลดลงมาอยู่ที่ 13,840 ล้านดอลลาร์ฯ จาก 14,813 ล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนตุลาคม ขณะที่มูลค่าการส่งออกของเดือนพฤศจิกายนที่ปรับฤดูกาล หดตัวร้อยละ 1.8 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า (Seasonally Adjusted, Month-on-Month) หลังจากเมื่อเดือนตุลาคมก็ได้มีสัญญาณการชะลอตัวอยู่ก่อนแล้ว (MoM, SA)

นอกจากนี้ ในขณะที่มูลค่าการส่งออกของไทยลดลงในเดือนล่าสุด แต่การส่งออกของประเทศอื่นๆ ในเอเชียส่วนใหญ่ ยังคงมีมูลค่าสูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ทั้งจีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์

ทั้งนี้ แม้สินค้าส่งออกสำคัญ 2 อันดับแรก คือ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และรถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม แต่สินค้าหลายกลุ่มมีมูลค่าการส่งออกลดลง ซึ่งอาจจำแนกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก คือ สินค้าโภคภัณฑ์และวัตถุดิบ เช่น ทองคำและน้ำมัน กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ โดยส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการเร่งส่งออกไปแล้วในช่วง 2 เดือนก่อนหน้า และกลุ่มสินค้าที่พึ่งพาแรงงานเข้มข้นและมีการแข่งขันด้านราคาค่อนข้างรุนแรง ที่โดยปกติช่วงเดือนนี้จะเป็นฤดูกาลหลักที่มีการส่งมอบสินค้า แต่กลับส่งออกได้น้อยกว่าเดือนก่อน ซึ่งส่วนหนึ่งอาจมีผลของค่าเงินบาทที่แข็งค่า

นอกจากนี้ ยังพบว่าการส่งออกไปยังจีนเพิ่มขึ้นอย่างมากจากเดือนก่อน โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าวัตถุดิบ โดยเฉพาะยางพารา (ที่เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคมเกือบเท่าตัว) ซึ่งสะท้อนความต้องการนำเข้าเพื่อเก็บสต็อกวัตถุดิบของจีน  
 
โดยภาพรวม การส่งออกของไทยในช่วง 11 เดือนแรกหดตัวลงร้อยละ 17 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับแนวโน้มการส่งออกในระยะต่อไป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การส่งออกในเดือนธันวาคม น่าจะยังไม่ดีขึ้นกว่าเดือนก่อนหน้ามากนัก เนื่องจากหลายประเทศยังคงมีความวิตกกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่วนแนวโน้มในปีหน้า จากปัจจัยหนุนในด้านการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งผลของฐานเปรียบเทียบที่ต่ำในปี 2552 แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนการลดภาษีภายใต้ความตกลงการค้าเสรีหลายกรอบลงเหลือ 0% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การส่งออกในปี 2553 จะสามารถกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ประมาณร้อยละ 9.0-12.0 จากที่คาดว่าจะหดตัวประมาณร้อยละ 15.0 ในปี 2552 โดยการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมหลักๆ เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า กลุ่มรถยนต์และชิ้นส่วน เหล็ก เม็ดพลาสติก และเคมีภัณฑ์ น่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10

ขณะที่สินค้าเกษตรและอาหารหลายประเภทน่าจะขยายตัวในระดับสูง จากปัจจัยหนุนทั้งด้านความต้องการและราคาสินค้า อย่างไรก็ดี สินค้ากลุ่มที่มีการแข่งขันด้านราคาค่อนข้างมาก เช่น สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อัญมณีและเครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ รองเท้า และผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง อาจเผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขันที่รุนแรงกับประเทศคู่แข่งที่มีต้นทุนต่ำกว่า หรือมีการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับไทย
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของการส่งออกในปี 2553 ยังคงอยู่ภายใต้ความเสี่ยงหลายด้าน โดยปัจจัยเสี่ยงหลัก ที่ผู้ประกอบการส่งออกควรต้องติดตาม และเตรียมแผนรับมือต่อโอกาสความไม่แน่นอน ได้แก่
ความเปราะบางของเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งยังมีปัญหาการว่างงานสูง และมีแนวโน้มที่อัตราการว่างงานจะลดลงอย่างเชื่องช้า ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศกลุ่มนี้ขาดแรงขับเคลื่อนที่เพียงพอในการผลักดันให้เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวสูงเต็มศักยภาพ หลังจากที่ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะค่อยๆ ลดน้อยลงในปีหน้า

เศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่ยังมีปัญหาแฝงอยู่หลายด้าน แม้กลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย จะได้รับการคาดหวังว่าจะแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะจีนและอินเดีย ที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตสูง

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่เองก็ยังคงมีปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะแนวโน้มเงินเฟ้อสูง โอกาสที่จะเกิดภาวะฟองสบู่แตก รวมทั้งสถานะของภาคสถาบันการเงินที่จะถูกกระทบตามมา ซึ่งปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้จึงยังคงสร้างความไม่แน่นอนให้แก่เศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า

ค่าเงินบาท แนวโน้มค่าเงินบาทยังมีทิศทางแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในปี 2553 โดยส่วนหนึ่งเป็นผลของทิศทางของเงินดอลลาร์ฯ ที่จะยังคงมีแนวโน้มอ่อนค่า ขณะเดียวกัน ก็มีแรงหนุนจากปัจจัยภายในประเทศ จากทิศทางการเกินดุลการค้าและเงินทุนไหลเข้า ที่จะยังคงมีระดับสูง แม้ว่าจะลดลงจากในปี 2552 ก็ตาม ซึ่งหากทางการจีนยังคงรักษาระดับค่าเงินหยวนให้เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ ดังเช่นปีนี้ หรือทางการเวียดนามมีการลดค่าเงินด่องลงอีก (หลังจากในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 เวียดนามได้ปรับลดค่าเงินด่องลงร้อยละ 5.4)  ก็ยิ่งทำให้ไทยมีความเสียเปรียบด้านราคาสินค้าส่งออกให้แก่ประเทศเหล่านี้มากยิ่งขึ้น และทำให้รายได้ของผู้ส่งออกในรูปเงินบาทมีมูลค่าลดลง

ปัจจัยอื่นๆ สำหรับประเด็นอื่นๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อการส่งออกในปี 2553 ได้แก่ สภาวะการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรง มาตรการปกป้องทางการค้าของแต่ละประเทศ ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ปัญหาทางการเมือง ซึ่งหากเกิดปัญหาความรุนแรงทางการเมืองอาจส่งผลให้ผู้นำเข้าในต่างประเทศมีความไม่มั่นใจต่อการส่งมอบสินค้าจากผู้ประกอบการไทย นอกจากนี้ยังอาจมีปัจจัยที่ไม่คาดคิดที่อาจส่งผลกดดันต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เช่น ปัญหาความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศในตะวันออกกลางและคาบสมุทรเกาหลี เป็นต้น

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.