อย่างไรก็ตามการส่งออกในปี 2553 จะพลิกฟื้นกลับมาเป็น "บวก" เบื้องต้น คาดว่า การส่งออกจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 14% มูลค่า 177,000 ล้านเหรียญสหรัฐ นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก ให้ข้อมูลว่า ปัจจัยบวกการส่งออกปี 2553 มี 3 ด้านหลัก คือ 1) ภาวะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ส่งผลดีต่อการส่งออก สอดคล้องกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่คาดว่า ปี 2553 เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 3%
2) แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปน่าจะปรับตัวสูงขึ้น หลังจากเกิดวิกฤตการณ์อาหาร และภาวะโลกร้อนจนส่งผลกระทบต่อผลผลิตสินค้าเกษตรทั่วโลก ซึ่งจะมีปริมาณสต๊อกลดลงซึ่งจะส่งผลดีทั้งในด้านปริมาณและราคา ส่งออกสินค้าหมวดเกษตรทั้งข้าว มันสำปะหลัง และน้ำตาล เป็นต้น และหมวดอุตสาหกรรมเกษตร 3) การลดภาษีภายใต้กรอบการค้าเสรี อาทิ กรอบการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ซึ่งจะลดภาษีสินค้าทั้งหมด 100% หรือกว่า 8,000 รายการ เป็น 0% ในวันที่ 1 ม.ค. 2553 ซึ่งน่าจะทำให้ตลาดอาเซียนมีโอกาสขยายส่วนแบ่งการตลาดได้ถึง 20% ทั้งยังมีความตกลงเอฟทีเออาเซียน-คู่ค้า ทั้งจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย และออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ซึ่งมีผลตามมา แต่ไทยต้องระวังว่า การลดภาษีในกลุ่มอาเซียนก็อาจจะนำมาซึ่งการแข่งขันที่รุนแรงด้วยเช่นกัน
ปัจจัยเสี่ยงกระทบส่งออกไทย
แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงต่อการส่งออก โดยเฉพาะด้านอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งมีโอกาสจะปรับแข็งค่าขึ้นเป็น 32-33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ตามอัตราเงินเหรียญสหรัฐ ที่ปรับอ่อนค่า ขณะที่คู่แข่งส่งออก เช่น เวียดนามอ่อนค่าลงไป 5% ทำให้คู่ค้าต่างชะลอการสั่งซื้อ เพราะคาดว่าเวียดนามอาจจะปรับอ่อนค่าเงินด่องลงอีก ซึ่งปัจจัยนี้จะส่งผลให้สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทยแข่งขันกับคู่แข่งลำบากขึ้น
ทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยงจากการใช้มาตรการ ที่มิใช่ภาษีของประเทศคู่ค้า เพราะยังมีสัญญาณว่าการปกป้องสินค้าในประเทศ (Protectionism) มากขึ้น โดยเฉพาะ ด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อม ขณะที่ภาคเอกชนยังมีความกังวลปัญหาความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำให้เกิดปัญหามาบตาพุดซึ่งส่งผลให้ขาดความมั่นใจในการประกอบธุรกิจและการลงทุน และปัจจัยการเมืองที่ยังคงไม่มีเสถียรภาพอีก
ขณะที่ปัจจัยราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกคาดว่าจะทรงตัวอยู่ในระดับ 70-80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อาจจะก่อให้เกิดผลทั้งในเชิงบวกที่จะช่วยตลาดคู่ค้าไทย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันมีกำลังซื้อสูงขึ้น แต่ผลในเชิงลบจะสร้างภาระต้นทุน ด้านการผลิตและการขนส่งให้กับผู้ประกอบการไทย
สอ.ปรับแผนเจาะตลาดส่งออก
แม้ว่าโอกาสการส่งออกสินค้าในปี 2553 ยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มสินค้า แต่ทางกรมส่งเสริมการส่งออกยังจัดทำแผนผลักดันการส่งออก "Chief of Products" และแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงของกรมทำหน้าที่ประธานดูแลกลุ่มสินค้า เพื่อจัดวางสินค้า ที่เหมาะสมกับตลาด (Matrix) เพื่อจัดทำแผนเจาะตลาดเชิงลึก ขณะนี้เสร็จสิ้นไปกว่า 80% แล้ว โดยมีเป้าหมายจะต้องรักษาส่วนแบ่งตลาดหลักและเพิ่มการเจาะลึก Emerging Markets เพื่อเพิ่มสัดส่วนการส่งออก ซึ่งประกอบด้วย
1) อาเซียน 9 ประเทศ 2) คู่ค้าสำคัญของอาเซียนที่มีการลงนามความตกลง เอฟทีเอไปแล้ว ได้แก่ จีน อินเดีย 3) ตลาดที่มีศักยภาพด้านอื่น ประกอบด้วยตะวันออกกลาง ซึ่งอาจจะต้องปรับจุดโฟกัสจากเดิมที่ดูไบไปยังประเทศอื่น เพื่อป้องกันความเสี่ยงหลังเกิดวิกฤตดูไบเวิลด์ ยุโรปตะวันออก และเปรู ซึ่งแต่ละตลาดจะเน้นสินค้าส่งออกสำคัญและสินค้าที่มีโอกาสส่งออก
เบื้องต้นกำหนดว่า กลุ่ม 1 สินค้า ส่งออกสำคัญ 10 รายการ ได้แก่ 1) นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออกดูแลกลุ่มสินค้าอาหารและข้าว ซึ่งปัจจุบันมีตลาดสหภาพยุโรป สหรัฐ กลุ่มประเทศซีไอเอส และแอฟริกาเฉพาะสินค้าข้าว 2) นางพิรมล เจริญเผ่า รองอธิบดี ประธานกลุ่มสินค้า สิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ ตลาดอาเซียน อินเดีย และประเทศอื่นในเอเชียใต้ 3) นางมาลี โชคล้ำเลิศ รองอธิบดี ประธานกลุ่มสินค้าเครื่องอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ตลาดจีน ฮ่องกง และออสเตรเลีย 4) นางณัฏฐา รัตนเลิศ รองอธิบดี ประธานกลุ่มยานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยางพารา ตลาดญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน
และ 5) นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ นักวิชาการพาณิชย์ระดับเชี่ยวชาญ ประธานกลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้าง และเม็ดพลาสติก ตลาดตะวันออกกลาง แอฟริกา และละตินอเมริกา ส่วนสินค้าอีกกลุ่ม 2 สินค้าเอกลักษณ์ไทย มีนางทัศนีย์ สุทธภักติ นักวิชาการพาณิชย์ระดับเชี่ยวชาญ เป็นประธานกลุ่ม กลุ่มที่ 3 สินค้าที่มีศักยภาพในการขยายตลาดส่งออก มีนางกาญจนา เทพารักษ์ นักวิชาการพาณิชย์ระดับเชี่ยวชาญ เป็นประธาน และกลุ่มที่ 4 เอสเอ็มอี มีนางวิภาศรี ชาลาประวรรตน์ นักวิชาการพาณิชย์ระดับเชี่ยวชาญเป็นประธาน














You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.