Switch to: uk
22 May 2012 11:10AM

‘ดร.ซุป’เชียร์ค่าแรง 300 บ. ‘แบลร์’ร่วมหนุนสู้น้ำมันแพง/มั่นใจศก.ไทยไปได้สวย

23 Jan 12 ,  siamturakij.com
  • 0

สยามธุรกิจ “ดร.ซุปแบลร์” ประสานเสียงหนุนรัฐบาลปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท หวังยกระดับฝีมือแรงงาน และ เพิ่มโอกาสแข่งขันใน AEC นัก วิชาการชี้เป็นมาตรการเพิ่มค่าครองชีพประชาชน 40% สู้ศึกสถานการณ์ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น คาดเศรษฐกิจไทยยังไปได้สวยเติบโต 5% ในขณะที่กระทรวงแรงงานเตือนคนไทยยังเสี่ยงตกงาน จับตาเดือนกุมภาพันธ์สัญญาณอันตรายเลิกจ้างงงานพุ่ง 68%


จากการที่รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจากวันละ 215 บาท เป็นวันละ 300 บาท โดยได้นำร่องไปแล้วใน 7 จังหวัด เพื่อเพิ่มค่าครองชีพในสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจากวิกฤติอุทกภัยและราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันของประเทศจากการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปี 2555 ซึ่งที่ผ่านมามีเสียงสะท้อนออกมาจากภาคเอกชนทั้งที่เห็นด้วยและคัดค้านเกี่ยวกับนโยบายนี้

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ประกาศนโยบายชัดเจนจะเดินหน้าปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ โดยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการสำนักงานส่งเสริมการลงทุน(บอร์ดบีโอไอ) ยืนยันจะเดินหน้านโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำต่อไป เพื่อขับเคลื่อนอัตราการเติบโตผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) และการขึ้นค่าแรงทำให้มีแรงจูงใจและนายจ้างสามารถยกระดับมาตรฐานให้ประเทศไทย เป็นความหวังที่ไทยมีศักยภาพแรงงานและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ล่าสุดดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) เปิดเผยกับ "สยามธุรกิจ"ว่า ตนเห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลในการปรับขึ้นค่าแรงวันละ 300 บาท โดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะ เพื่อเป็นการส่งเสริมความสามารถ อย่างไรก็ตามการเพิ่มค่าแรงจะต้องให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจด้วย

"มีความจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับแรงงาน การขนส่งของประเทศ และสิ่งที่ประเทศไทยจะต้องเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วนคือ การสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนหลังน้ำท่วม"

สอดคล้องกับความเห็นขอบนายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศอังกฤษ กล่าวในเวทีการประชุมผู้บริหารระดับสูงของภาคเอชกน หรือ CEO Forum ว่า รัฐบาลต้องทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงและต้องทำความเข้าใจว่า การปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำจะช่วยให้ประสิทธิภาพการทำงานของแรงงาน และหากแรงงานส่วนใหญ่มีฝีมือและความเชี่ยวชาญสูงขึ้น ค่าแรงขั้นต่ำก็สามารถปรับขึ้นตามไปด้วย

"ที่ผ่านมาไทยมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาที่ดีขึ้น และเชื่อว่ายังเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการลงทุน"

"ทุกประเทศควรมุ่งพัฒนาความยุติธรรมสองด้านคือ ทางธุรกิจและทางสังคม ที่ผ่านมาเราชอบคิดว่าทั้งสองอย่างนี้ไปด้วยกันไม่ได้ แต่ความจริงสามารถพัฒนาไปพร้อมๆ กันได้ ซึ่งความยุติธรรมทางธุรกิจก็จะเป็นการดูแลควบคุมธุรกิจโดยภาครัฐ ใช้นิติรัฐ และการสนับสนุนธุรกิจรายย่อยให้สามารถแข่งขันกับบริษัทใหญ่ได้ ส่วนความยุติธรรมทางสังคมนั้นสามารถแก้ไขด้วยนโยบายด้านค่าแรงขั้นต่ำ การส่งเสริมให้ทุกคนมีโอกาสเท่ากัน และรัฐสวัสดิการประเทศที่ดี"

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า นโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท หรือปรับขึ้นประมาณ 40% ต่อเดือนถือว่าเหมาะสมในการเพิ่มค่าครองชีพให้กับประชาชนในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันปรับขึ้น นอกจากนี้ การปรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ช่วงครึ่งปีแรกทีมเศรษฐกิจที่ต้องเข้าไปดูแลเกี่ยวกับโครงสร้างงบประมาณและการดูแลราคาพลังงานและราคาน้ำมัน ส่วนในครึ่งปีหลังจะต้องเน้นหนักทางด้านการดูแลราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน คาดว่าปีนี้อัตราการเติบโตเศรษฐกิจน่าจะขยายตัวได้ 5%

ก่อนหน้านี้กลุ่มผู้ประกอบการโดยนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าแรงวันละ 300 บาทได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ ซึ่งที่ผ่านมาภาคเอกชนได้เสนอความเห็นเกี่ยวกับแนวทางบรรเทาผลกระทบของผู้ประกอบการ SMEs หลายประเด็น เช่น การลดจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม การลดหย่อนค่าสาธารณูปโภคให้ SMEs ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า

"ภาคเอกชนส่วนใหญ่ต้องการที่จะให้รัฐบาลทยอยปรับค่าแรงออกไปอีก 3-4 ปี เพราะภาคเอกชนจะสามารถตั้งตัวได้ แต่หากปรับขึ้นทันทีจะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างมาก" เตือนก.พ.คนไทยเสี่ยงตกงานพุ่ง 68%

อย่างไรก็ตาม ขณะที่รัฐบาลกำลังเดินหน้านโยบายปรับขึ้นค่าจ้าง แต่อีกด้านหนึ่งผู้ใช้แรงงานมีความเสี่ยงที่จะตกงานเพิ่มขึ้น โดยสำนักงานเศรษฐกิจการแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้จัดทำรายงานสรุปการเตือนภัยด้านแรงงานพบว่าแนวโน้มการจ้างงานในตลาดแรงงานช่วงเดือนธันวาคม 2554 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2555 เสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตการจ้างงานและการเลิกจ้าง โดยเฉพาะเดือนพฤษภาคม ที่จะถึงมีโอกาสเกิดวิกฤติการจ้างงานสูงถึง 48.52% ซึ่งอยู่ในระดับเตือนภัย และเมื่อประกอบข้อมุลจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพบว่า มีโอกาสที่จะเกิดวิกฤตการเลิกจ้างสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ นี้ สูงถึง 68% ซึ่งอยู่ในระดับอันตราย

ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการแรงงานได้ระบุว่า การจ้างงานใน 12 อุตสาหกรรมเสี่ยงจะถูกเลิกจ้าง ประกอบด้วย1.การผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ 2.การผลิตเครื่องจักรสำนักงานเครื่องทำบัญชีและเครื่องคำนวณ 3.การผลิตหลอดอิเล็กทรอนิกส์ และส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ 4.การจัดเตรียมและการปั่นเส้นใยสิ่งทอรวมถึงการทอสิ่งทอ 5.การผลิตเครื่องแต่งกาย 6.การผลิตเครื่องจักรที่ใช้งานทั่วไป 7.การผลิตเครื่องรับโทรทัศน์และวิทยุ เครื่องใช้ไฟฟ้า 8.การผลิตยาง 9.การผลิตเคมีภัณฑ์ 10.การผลิตเม็ดพลาสติก 11.การผลิตเครื่องใช้ในบ้านเรือน และ 12.การผลิตผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม

 

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.