จากตัวเลขการส่งออกของไทยปี 2550 ช่วง 11 เดือน ส่งออกแล้วมูลค่า 139,211.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 17.4% คิดเป็นสัดส่วนกว่า 95%ของเป้าหมายการส่งออก(เป้าส่งออกขยายตัว 12.5% มูลค่า 145,962 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และในรูปเงินบาทการส่งออกมีมูลค่า 4.8 ล้านล้านบาทขยายตัว 6.1% จากตัวเลขการส่งออกที่ขยายตัวมากดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์คาดการส่งออกของไทยทั้งปี 2550 คาดจะขยายตัวที่ 16% มูลค่าประมาณ 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5.1 ล้านล้านบาท( 34 บาท/ดอลลาร์) อย่างไรก็ดีในภาพที่สวยหรูดังกล่าว จากการตรวจสอบของ"ฐานเศรษฐกิจ"พบว่า ในสินค้าสำคัญบางกลุ่มมีการขยายตัวแบบภาพลวงตา และบางกลุ่มการส่งออกยังไม่กระเตื้อง
โดยนายวิชัย อัศรัสกร นายกสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ กล่าวยอมรับว่า ตัวเลขการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับช่วง 11 เดือนที่ส่งออกแล้ว 4,931 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 167,654 ล้านบาท คำนวณที่ 34 บาท/ดอลลาร์)ขยายตัวสูงถึง 45% สัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของอัตราการขยายตัวดังกล่าว เป็นผลจากส่งออกทองคำยังไม่ขึ้นรูป(ทองคำแท่ง) สืบเนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกช่วงที่ผ่านมาได้ปรับตัวสูงขึ้นมากใกล้แตะระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ประกอบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่า ซึ่งปกติราคาทองคำกับค่าเงินดอลลาร์จะสวนทางกันโดยหากดอลลาร์อ่อน ราคาทองคำจะสูง
จากสองปัจจัยดังกล่าวทำให้คนหันมาซื้อทองเพื่อเก็งกำไรกันมากขึ้น ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น โดยทองคำแท่งจากเฉลี่ย 400 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนช์ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายนของปีนี้ราคาเฉลี่ยสูงกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนช์ มีผลให้พ่อค้าทองของไทยซึ่งมีสต็อกอยู่เป็นจำนวนมากเทขายทองส่งออกเพื่อเก็งกำไรทำให้ยอดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาขยายตัวสูงมากผิดปกติ และในปีหน้าการส่งออกทองก็จะยังมีผลต่อการขยายตัวการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับในภาพรวม เนื่องจากนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งจะทำให้ราคาทองคำมีโอกาสสูงถึง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนช์
นายณัฐ อ่อนศรี อุปนายก และประธานกลุ่มผู้ผลิตปลาทูน่า สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าวว่า จากสถิติของสมาคมฯการส่งออกผลิตภัณฑ์ทูน่าของไทยช่วง 10 เดือนแรกขยายตัวประมาณ 1% ถึงสิ้นปีนี้คาดจะขยายรูปดอลลาร์ที่ 0% และรูปเงินบาทติดลบ 10% (จากปี 2549 ไทยส่งออกทูน่ากระป๋องและแปรรูป รูปดอลลาร์ 1,289 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และรูปเงินบาท 49,062 ล้านบาท) เนื่องจากปีนี้อุตสาหกรรมทูน่าต้องเผชิญกับปัญหาสำคัญคือ เงินบาทแข็งค่า ประกอบกับราคาวัตถุดิบทูน่าขาดแคลน และมีราคาสูงเป็นประวัติการณ์ อาทิ ทูน่า สคิปแจ็กราคาสูงถึง 1,500 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ส่วนในปี 2551 คาดว่าเมื่อลูกค้ายอมรับราคาใหม่ที่ต้องปรับสูงขึ้นจะทำให้การส่งออกผลิตภัณฑ์ทูน่าของไทยขยายตัวประมาณ 6-7% ไม่ใช่เป็นการขยายตัวอันเกิดการแข่งขันที่แท้จริงด้านนางฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท ฉวีวรรณกรุ๊ป จำกัด ผู้ส่งออกไก่แปรรูปรายใหญ่กล่าวว่า แม้การส่งออกสินค้าไก่แปรรูปของไทยช่วง 11 เดือนจะยังขยายตัวได้ดี(ส่งออกมูลค่า 859 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯขยายตัว 23%) และมีคำสั่งซื้อเข้ามาก แต่โดยเนื้อในของการส่งออกที่ขยายตัวมากดังกล่าว อุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ทั้งระบบต้องเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นเฉลี่ย 40-50% ผนวกกับเงินบาทยังแข็งค่าแม้ไทยจะยังส่งออกสินค้าไก่ได้ดี และสามารถปรับราคาได้แต่ก็ไม่มาก มีผลให้ผู้ประกอบการยังไม่กล้าขยายการลงทุนปีหน้าเพราะกลัวเจ็บตัว
อย่างไรก็ตามจากกรณีที่กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศเป้าหมายการส่งออกในปี 2551 ขยายตัวที่ 10-12.5% มูลค่า 165,000-169,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลุ่มผู้ส่งออกในสินค้าข้างต้นยังมีความเป็นห่วงจะเกิดภาพลวงตาเกิดขึ้นอีก จึงได้ขอฝากเรื่องที่อยากให้รัฐบาลปัจจุบันรวมถึงรัฐบาลชุดใหม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาหลายประการ โดยสินค้าอัญมณีขอให้ลดภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 0% สำหรับวัตถุดิบนำเข้าเพื่อแก้ปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน และสินค้าอัญมณี และทูน่ายังขอให้เจรจาจาลดภาษีนำเข้าเป็น 0% สำหรับการเจรจาเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอในทุกกรอบ) ส่วนสินค้าไก่ให้ช่วยดูแลเพื่อช่วยลดต้นทุนด้านต่าง และสินค้ากุ้งให้ติดตามเจรจาอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกาเพื่อให้ยกเลิกการเก็บภาษีต่อต้านการทุ่มตลาด(เอดี)ช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน
ขณะที่นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่าเพื่อผลักดันเป้าหมายการส่งออกขยายตัว 10-12.5% ในปีหน้า ทางกรมมีกลยุทธ์ในการผลักดันการส่งออกหลายแนวทาง เช่นจะร่วมมือกับบริษัทการค้า(เทรดดิ้งเฟิร์ม)รายใหญ่ของไทยเพื่อใช้เป็นช่องทางในการขยายตลาดส่งออกไปยังตลาดใหม่ให้มากขึ้น
โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมาทางผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของกรมได้หารือร่วมกับผู้บริหารของบริษัท ค้าสากลซิเมนต์ไทย จำกัด(เอสทีซี) ในเครือซิเมนต์ไทยซึ่งมีสำนักงานสาขาในต่างประเทศอยู่เป็นจำนวนมาก ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลในการเจาะตลาดส่งออก ให้กับผู้ประกอบการของไทยมากขึ้น ทั้งจะหารือกับเครือเจริญโภคภัณฑ์(ซี.พี.) ซึ่งมีสำนักงานสาขาในต่างประเทศอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อร่วมมือในลักษณะเดียวกันในโอกาสต่อไป












You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.