ขณะนี้ผู้ประกอบการหลายรายไม่สามารถนำสินค้าออกจากท่าเรือได้ทั้งที่เป็นสินค้าวัตถุดิบการผลิตที่นำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ไม่สามารถเดินเครื่องจักรการผลิตได้ตามปกติ ส่งผลถึงคนงานที่จะไม่มีงานทำทั้งที่ผู้ประกอบการยังต้องจ่ายค่าแรง
ส่วนผลกระทบด้านการส่งออก แน่นอนว่าผู้ประกอบการจะต้องส่งสินค้า ถึงผู้ซื้อในต่างประเทศล่าช้ากว่ากำหนด หากสถานการณ์เป็นไปในระยะสั้นผู้ส่งออกจะต้องเปลี่ยนจากการขนส่งทางเรือไปใช้ทางเครื่องบินแทน ทำให้ต้องรับผิดชอบค่าขนส่งที่จะสูงขึ้น 30-40% ซึ่งการส่งสินค้าล็อตนั้นๆ จะขาดทุนทันทีไม่น้อยกว่า 30%
นอกจากนี้ ยังรู้สึกเป็นห่วงหากสถานการณ์ ไม่คลี่คลายมีการปิดท่าเรือเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะที่แหลมฉบังและศูนย์ขนส่งสินค้าลาดกระบัง รวมถึงการดำเนินงานของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิหยุดชะงัก ก็จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการส่งออกที่ต้องได้รับความเสียหายมาก เพราะเท่ากับว่าช่องทางการส่งออกสินค้าจะถูกปิดหมดทุกหนทาง
”ขณะนี้ผู้ส่งออกเดือดร้อนแล้ว เพราะผู้ส่งออกแต่ละคนจะมีกำหนดเวลา การผลิต หรือโปรดักท์แพลนนิ่ง อยู่แล้วว่าต้องผลิตสินค้าเมื่อใด แต่ถ้านำวัตถุดิบที่นำเข้ามาออกจากท่าเรือไม่ได้ก็ผลิตไม่ได้ กำหนดเวลาก็ล่าช้าออกไป แล้วในส่วนสินค้าที่ผลิตแล้วก็ส่งออกไม่ได้ เช่นกัน การดีเลย์ก็เป็นการเสียเครดิตไปด้วย” นายวัลลภ กล่าวและว่า เอกชนจึงอยากให้การแก้ไขปัญหายุติโดยเร็วเพื่อจำกัดความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ให้ขยายวงกว้างออกไปมากกว่าที่เป็นอยู่นี้
ผู้ส่งออกข้าวชี้ปิดท่าเรือเสียหายยับ
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า เหตุการณ์หยุดงานที่ท่าเรือกรุงเทพ (คลองเตย) ที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น การเสียโอกาสทางการค้าของไทยอย่างรุนแรง รวมถึงระบบเศรษฐกิจ ที่ต้องพึ่งพาส่งออกและการท่องเที่ยว
“เหตุการณ์ใน 1-2 วันนี้ไม่คลี่คลาย การส่งออกจะเสียหายได้เป็นหลายพันล้านบาท เพราะสินค้าตกค้าง ต่างชาติขอทบทวนสัญญาซื้อล่วงหน้า และเสียเปรียบต่อการเจรจาต่อรองด้านราคามากขึ้น ถึงเวลาแล้วที่ต้องลดราวาศอก เห็นด้วยกับการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ตามกติกาประชาธิปไตย หากเป็นการลาออกของคณะรัฐบาล ก็กังวลว่าใครจะเข้าบริหารประเทศและความสมดุลของรัฐบาลแห่งชาติจะมาจากไหน" นายชูเกียรติ กล่าว
นายธนิต โสรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. สายงานโลจิสติกส์ กล่าวว่า การประท้วงด้วยการปิดช่องทางการคมนาคมขนส่ง เป็นเรื่องที่ไม่ควรดำเนินการนาน ถ้าปิดเกิน 3 วัน จะทำให้ธุรกิจได้รับความเสียหายมาก โดยสินค้านำเข้าส่งออกผ่านท่าเรือไม่ได้ ทำให้มีผลต่อกระแสเงินสดของผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ซึ่งการปิดท่าเรือถือเป็นเรื่องใหญ่ของเศรษฐกิจประเทศ ที่ไม่ควรนำไปเป็นตัวประกัน
ชี้ท่าเรือไม่ควรปิดเกิน 3 วัน
นายธนิต กล่าวว่า ปัจจุบันสินค้าเข้าออกประเทศไทยส่วนใหญ่จะผ่านท่าเรือคลองเตย และท่าเรือแหลมฉบัง โดยมีสินค้าผ่านท่าเรือคลองเตยปีละ 1.2-1.5 ล้านตู้ ผ่านท่าเรือแหลมฉบังปีละ 4.8-4.9 ล้านตู้ ซึ่งการจะเปลี่ยนท่าเรือหนึ่งไปอีกท่าเรือหนึ่งดำเนินการได้ลำบาก เพราะแต่ละท่าเรือจะมีเอเย่นต์ของสายการเดินเรือมาจองท่าไว้อยู่แล้ว และการที่สินค้าส่งออกของไทยส่วนใหญ่เป็นการขายในราคาเอฟโอบี ทำให้ผู้ส่งออกไม่สามารถต่อรองกับสายเดินเรือได้ ซึ่งทำให้การเจรจากับผู้นำเข้าที่กำหนดแอลซีไว้แล้วเป็นไปได้ยาก โดยถ้ามีการแก้ไขแอลซีจะทำให้ผู้ส่งออกต้องเสียค่าปรับและทำให้ผู้นำเข้ามีความยุ่งยากจนตัดสินใจสั่งสินค้าจากผู้ผลิตในประเทศอื่นได้
นายไพบูลย์ พลสุวรรณา รองประธานสภาผู้ขนส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ขณะนี้ สรท.ได้เจรจากับสายเดินเรือที่ต้องเทียบท่าคลองเตยเพื่อขนสินค้าส่งออกไปเทียบท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่ง สรท.เห็นว่าท่าเรือแหลมฉบังมีเอกชนเป็นผู้บริหาร น่าจะหารือเพื่อให้เรือที่ต้องเทียบท่าเรือคลองเตยมาที่ท่าเรือแหลมฉบังได้ เพราะต่างฝ่ายต่างทำธุรกิจ และ สรท.พยายามเจรจากับสายเดินเรือให้ไปจอดที่ท่าเรือแหลมฉบัง
นายไพบูลย์ กล่าวว่า ผู้ส่งออกสินค้าต้องการให้การปิดท่าเรือยุติเร็วที่สุด เพราะเวลานี้ต้องชี้แจงและทำความเข้าใจกับผู้นำเข้าที่กังวลว่าสินค้าจะส่งมอบไม่ได้ โดยเมื่อข่าวการปิดท่าเรือออกไปทำให้ผู้นำเข้าตกใจและสอบถามเข้ามาทันที เช่น ญี่ปุ่น
ผู้ส่งออกเผยระบบการเงินป่วน
นางฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่ กล่าวว่า การประกาศหยุดให้บริการท่าเรือกรุงเทพ ถือว่าเป็นเรื่องรุนแรงมากเกินไป แต่เชื่อว่าจะเป็นระยะเวลาสั้นไม่เกิน 1-2 วัน ทั้งนี้การปิดให้บริการท่าเรือ จะส่งผลกระทบกับการส่งออกไก่ ที่จะถึงที่หมายล่าช้ากว่าที่กำหนด การเบิกเงินกับธนาคารที่ต้องใช้ใบรับรองการขนส่งสินค้าทางเรือ หรือ BL ก็จะล่าช้าไปด้วย
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า การหยุดให้บริการของท่าเรือจะทำให้เกิดปัญหาตามมาอย่างแน่นอน การส่งออกจะทำไม่ได้ สินค้าที่เตรียมส่งออกจะถึงที่หมายล่าช้า สินค้าบางอย่างเป็นเรื่องของฤดูกาล หากผ่านพ้นช่วงนี้ไปสินค้าดังกล่าวจะจำหน่ายไม่ได้ และอาจมีปัญหาเรื่องการตีกลับเกิดขึ้นตามมา ยิ่งการส่งออกช่วงนี้ของทุกปีจะมีมากที่สุด เพราะผู้นำเข้าจะเตรียมสินค้าไว้ในช่วงเทศกาลปลายปี หากสินค้าไทยมีปัญหา ประเทศเหล่านี้พร้อมที่จะสั่งซื้อจากประเทศอื่นทันที
การส่งออกของไทยโดยตู้คอนเทนเนอร์ จะมีประมาณปีละ 20 ล้านตู้ หรือเดือนละ 1 หมื่นล้านบาท หากมีการปิดให้บริการ 10 วันความเสียหายที่เกิดขึ้นจะมีมากถึง 1 ใน 3 ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้น ต้องรีบแก้ไขด่วนมาก ซึ่งมีทางเดียวคือการตัดสินใจของรัฐบาลจะเอาแบบไหน
“ในความรู้สึกผมยังลุ้นอยู่ว่าท่าเรือแหลมฉบัง ที่บริหารโดยภาคเอกชน จะเอาด้วยกับท่าเรือกรุงเทพหรือไม่ หากหยุดให้บริการด้วยทุกอย่างจะจบเลย การส่งออกจะปิดหมดทุกทาง แต่หากการบริการที่ท่าเรือแหลมฉบังยังเปิดอยู่ การขนส่งสินค้าจากส่วนกลาง จะมีค่าขนส่งที่แพงขึ้น ในขณะที่สินค้าที่แหลมฉบังจะมีความแออัดมากเหมือนการจราจรติดขัด" นายพรศิลป์ กล่าว














You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.