เชื่อทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น เหตุผู้ประกอบการต้องปรับตัวลดปล่อยมลพิษเพื่อเสียภาษีน้อยลง นายเดชา พิมพิสุทธิ์ ผู้อำนวยการส่วนมลพิษอากาศ สำนักเทคโนโลยีน้ำและสิ่งแวดล้อมโรงงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" เกี่ยวกับความคืบหน้าของการจัดเก็บค่ามลพิษ (emission charge) ว่า เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ให้นำเสนอร่าง พ.ร.บ.เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ให้นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณาแล้ว
ทั้งนี้หากร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวผ่านกระบวนการต่างๆ จนมีผลบังคับใช้แล้ว ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมในฐานะผู้ปฏิบัติการควบคุมการปล่อยมลพิษของโรงงานก็สามารถจะดำเนินการจัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมสิ่งแวดล้อมโดยยึดหลักกฎหมายได้ ซึ่งตามผลการศึกษาการจัดเก็บค่ามลพิษในส่วนการปล่อยน้ำเสียที่จะมีการนำร่องเป็นตัวแรกในการจัดเก็บภาษีนั้น คาดการณ์จากจำนวนโรงงานทั่วประเทศจะสามารถเก็บภาษีได้ปีละ 1,000 ล้านบาท โดยภาษีที่เก็บได้ก็จะเข้าไปอยู่ใน "กองทุนภาษีสิ่งแวดล้อม" เป็นกองทุนที่จัดตั้งเพื่อนำไปบริหารจัดการลดปัญหาสิ่งแวดล้อม
"แม้ปัจจุบันจะมีผลการศึกษาการเก็บค่ามลพิษไว้อยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินการจัดเก็บเป็นภาษีหรือค่าธรรมเนียมได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายบังคับใช้ที่ชัดเจน ต้องรอให้กฎหมายออกชัดเจนเสียก่อน ซึ่งผมก็มองว่าการจัดเก็บภาษีก็เป็นแรงผลักดันให้การจัดการสิ่งแวดล้อมดีขึ้น ภาษีอาจจะเก็บได้เยอะในปีแรกๆ แต่ในปีหลังๆ คงจะเก็บได้น้อยลง เนื่องจากเอกชนมีการปรับตัว ลดการปล่อยมลพิษเพื่อลดต้นทุนในการจ่ายภาษี แต่ก็คิดว่าไม่น่าจะต่ำกว่าปีละ 500 ล้านบาท" นายเดชากล่าว
ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า ร่าง พ.ร.บ.เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อ จัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ตามหลักการใครเป็นผู้ก่อมลพิษจะต้องเป็นคนจ่ายภาษี ที่ สศค.เสนอให้นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี พิจารณา มีด้วยกัน 7 เครื่องมือ ประกอบด้วย 1) ภาษีสิ่งแวดล้อม ซึ่งคาดว่าจะใช้กับเรื่องมลพิษทางน้ำเป็นเรื่องแรก และตามด้วยมลพิษด้านอื่น เช่น อากาศ หรือบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น 2) ค่าธรรมเนียมการจัดการสิ่งแวดล้อม 3) ค่าธรรมเนียมผลิตภัณฑ์ในกรณีที่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดมลพิษหรือไม่สามารถรีไซเคิลได้
4) การวางพันธบัตรหรือเงินประกันความเสียหาย ในกรณีที่โรงงานอุตสาห กรรมที่ก่อมลพิษในเขตที่ควบคุมตกลงว่าจะไม่ปล่อยมลพิษเกินกว่าที่กำหนด 5) ระบบการซื้อขายสิทธิการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ หรือสิทธิการปล่อยมลพิษในกรณีที่โรงงานที่ตั้งอยู่ในเขตหนึ่งถูกกำหนดให้ปล่อยมลพิษได้ไม่เกินกว่าที่กำหนด ซึ่งสามารถขายเครดิตดังกล่าวให้โรงงานอื่นได้ 6) การอุดหนุนเพื่อให้เกิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และ 7) เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์อื่นๆ ตามที่คณะกรรมการที่จัดตั้งตามกฎหมายนี้กำหนด
สำหรับการจัดเก็บภาษีมลพิษทางน้ำ ตามที่ได้มีการศึกษาจะจัดเก็บตามปริมาณน้ำเสียที่โรงงานปล่อยออกมา กล่าวคือ โรงงานขนาดเล็กที่มีการปล่อยน้ำเสียไม่เกินวันละ 50 ลูกบาศก์เมตร ต้องจ่ายภาษีปีละ 1,000 บาท โรงงานขนาดกลางที่ปล่อยน้ำเสียตั้งแต่วันละ 50-500 ลูกบาศก์เมตร จะต้องจ่ายภาษีปีละ 3,000 บาท และโรงงานขนาดใหญ่ที่ปล่อยน้ำเสียวันละ ตั้งแต่ 500 ลูกบาศก์เมตรเป็นต้นไป จะต้องเสียภาษีตามความเป็นจริง โดยจะคิดอัตราภาษี 2,500 บาทต่อการปล่อยน้ำเสีย 1 ตัน













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.