พม่า-กัมพูชาตลาดมีอนาคต:
นายถาวร กนกวลีวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท บลูพิน อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้ผลิตและเป็นเจ้าของเสื้อผ้าแบรนด์ bluecorner และ classify กล่าวว่า จากการจัดทำเอฟทีเอกับหลายประเทศของไทยในเวลานี้ถือเป็นโอกาสที่สินค้าเสื้อผ้าแบรนด์เนมชั้นนำของไทยจะเข้าไปขยายตลาดในประเทศคู่สัญญาเอฟทีเอเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดอาเซียน ที่มีปัจจัยเอื้อในหลายๆ ด้าน เช่น ภาษีนำเข้าเสื้อผ้าที่ไทยส่งไปยัง 5 ประเทศสมาชิกเดิมของอาเซียนได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และบรูไน ได้ลดลงเป็น 0% แล้ว ส่วนประเทศที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนในภายหลัง ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม หรือ CLMV จะลดภาษีลงเป็น 0% ในปี 2558 (ปีที่อาเซียนจะรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจ หรือ AEC) ทำให้ราคาจำหน่ายเสื้อผ้าในไทยกับที่จำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้านไม่แตกต่างกันมาก
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเอื้อในเรื่องรสนิยมในการบริโภคสินค้า และมีแฟชั่นใกล้เคียงกัน ดังนั้นการทำโฆษณาส่งเสริมการขายสามารถใช้รูปแบบเดียวกับที่ทำอยู่ในเมืองไทย เพียงแต่เปลี่ยนแปลงแค่ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารเท่านั้น และที่สำคัญเป็นตลาดที่อยู่ใกล้ ค่าขนส่งไม่สูงเหมือนส่งออกไปอเมริกา หรือยุโรปที่มีการแข่งขันที่รุนแรงกว่า ในส่วนของบริษัทนอกจากจะทำตลาดภายในเป็นหลัก โดยมีจุดจำหน่ายทั้งในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และอยู่นอกห้างในจุดที่มีทำเลที่ดีในลักษณะสแตนด์อะโลนรวมกว่า 225 สาขาแล้ว ยังได้ตั้งตัวแทนในพม่า กัมพูชา และสิงคโปร์ เพื่อสร้างจุดจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำด้วย ซึ่งขณะนี้สามารถจัดตั้งสาขาใน 3 ประเทศได้แล้ว รวมประมาณ 15 สาขา และมีแผนจะขยายไปในทุกประเทศของอาเซียนหากมีช่องทางโอกาส โดยที่มองมีศักยภาพได้แก่ เวียดนาม และฟิลิปปินส์
ขณะเดียวกันบริษัทยังได้เป็นตัวแทนนำเข้าเสื้อผ้าแบรนด์ PORTLAND จากญี่ปุ่น และแบรนด์ LILY จากจีน ซึ่งมีข้อตกลงเอฟทีเอกับไทยเข้ามาจำหน่ายด้วย จะเห็นได้ว่าโอกาสจากเอฟทีเอมีอยู่มากมาย แต่ทุกบริษัทคงต้องหาจุดขายของตัวเองให้เจอ
แบรนด์ดังไทยสั่งลุยเพื่อนบ้าน :
ด้านนายยศธน กิจกุศล กรรมการผู้จัดการ บริษัท แวนสัน (ประเทศไทย) จำกัด ได้ฉายภาพการแข่งขันเสื้อผ้าแบรนด์เนม ของไทยและเทศ ที่ได้รับประโยชน์จากความตกลงเอฟทีเอ ในเวลานี้ได้เป็นไปอย่างคึกคัก โดยแบรนด์ที่มีชื่อเสียงของไทยที่ได้เข้าไปขยายตลาดต่างประเทศแล้ว เช่น แบรนด์ Flynow ได้เข้าไปขยายตลาด ในมาเลเซีย และสิงคโปร์ แบรนด์ Espada เข้าไปขยายตลาดในฟิลิปปินส์ แบรนด์ Jaspal ขยายในมาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ แบรนด์ Greyhound ขยายในสิงคโปร์ แบรนด์ GQ ขยายใน ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ พม่า และกัมพูชา แบรนด์ Vanson , AIIZ ,Nobody และอีกหลายแบรนด์ของเครือ ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนลได้เข้าไปขยายตลาดในพม่า เป็นต้น
"เสื้อผ้าแบรนด์เนมจากประเทศไทยได้รับความนิยมในหลายประเทศ ที่ได้รับความนิยมมากคือในพม่า และกัมพูชา ซึ่งแม้เขาจะเริ่มมีแบรนด์เขาเองในประเทศแต่ก็ยังไม่แข็งแกร่งพอ ส่วนหนึ่งเขานำเข้าจากจีน แต่คุณภาพ และดีไซน์ยังสู้ของไทยไม่ได้ ในส่วนของตลาดพม่า กัมพูชา ลาว และเวียดนามหากตลาดเขาเปิดเสรีภาษี 0% ในปี 2558 เราจะมีโอกาสขยายตลาดได้อีกมาก"
แบรนด์ญี่ปุ่น-มาเลย์-อินโดฯบุกไทย :
ขณะเดียวกันก็มีแบรนด์เสื้อผ้าจากมาเลเซีย และสิงคโปร์ก็เริ่มเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย รวมถึงล่าสุดแบรนด์ ยูนิโคล่(Uniqlo) แบรนด์เสื้อผ้าอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นได้เตรียมเข้าทำตลาดในเมืองไทยโดยจะเปิดสาขาแรกในเดือนกันยายนศกนี้ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวิลด์ ส่วนแบรนด์จากเกาหลี ทราบมาว่าได้เตรียมที่จะเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยเช่นกัน จากความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะทำให้ตลาดเสื้อผ้าแบรนด์เนมในเมืองไทยมีความคึกคักและมีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ผู้ที่จะได้รับประโยชน์คือผู้บริโภค
เอาต์ซอร์ซส้มหล่น รง.ผลิต:
นายสุชาติ จันทรานาคราช กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลด์ไมน์ การ์เม้นท์ จำกัด หนึ่งในบริษัทรับจ้างผลิตเสื้อผ้าในแบรนด์ลูกค้ารายใหญ่ ให้ความเห็นว่า จากเอฟทีเอนอกจากจะช่วยสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการเสื้อผ้าแบรนด์เนมชั้นนำของไทยไปทำตลาดในประเทศคู่สัญญาเพิ่มขึ้น รวมถึงแบรนด์จากประเทศภาคีความตกลงจะเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยเพิ่มขึ้นแล้ว อีกมุมหนึ่งจะมีบริษัทเจ้าของเสื้อผ้าแบรนด์เนมชั้นนำของอาเซียน และแบรนด์ชั้นนำของโลกจะมาว่าจ้างโรงงานในอาเซียน เช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม รวมทั้งไทย ที่มีต้นทุนต่ำ คุณภาพดีเพื่อทำการผลิตสินค้าเพื่อส่งจำหน่ายในตลาดอาเซียน รวมถึงตลาดที่มีความตกลงเอฟทีเอกับไทยเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีเพิ่มขึ้น
จากความตกลงเอฟทีเอในหลายกรอบของไทยที่ได้มีผลบังคับใช้แล้วในวันนี้ ที่ได้ส่งผลให้เกิดการแข่งขันเพื่อแย่งชิงตลาดเสื้อผ้าแบรนด์เนมกันอย่างคึกคักของทั้งผู้ประกอบการทั้งไทยและเทศ ซึ่งบทสรุปใครจะอยู่หรือไปในอนาคต แน่นอนว่าย่อมไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่กูรูในวงการชี้ว่าปัจจัยสำคัญที่จะชี้เป็นชี้ตายใครจะอยู่หรือไป มีองค์ประกอบหลายประการ ที่สำคัญคือ การได้พันธมิตร หรือพาร์ตเนอร์ ที่ดีและมีศักยภาพในการขยายตลาดในประเทศนั้นๆ
ประการต่อมาคือในเรื่องตัวสินค้าที่ต้องมีภาพลักษณ์ หรือแบรนด์อิมเมจที่ดีและได้รับการยอมรับ รวมถึงสินค้ามีคุณภาพที่ดี มีรูปแบบดีไซน์ตรงกับความต้องการของลูกค้า และมีการออกสินค้าคอลเลกชันใหม่อยู่เรื่อยๆ และที่สำคัญราคาต้องแข่งขันได้ ส่วนในแง่การตลาด ทำเลที่ตั้งร้านต้องดี มีการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตามไม่ว่าอนาคตใครจะอยู่หรือจะไป แต่ ณ วันนี้ ตลาดเสื้อผ้าแบรนด์เนมใน 7 ตลาดเอฟทีเอของไทยได้เปิดกว้างสำหรับการแข่งขันอย่างเต็มพิกัดแล้ว













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.