เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน กล่าวเปิดงานสัมมนาประจำปี 2554 ของบริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทศูนย์กลางการเชื่อมโยงระบบการชำระเงิน และการโอนเงินของธนาคารระหว่างประเทศ ซึ่งจัดสัมมนาในหัวข้อ “การเชื่อมโยงของตลาดการเงิน : โลกของโอกาส : ประเทศไทยพร้อมหรือยัง" ในส่วนของการเตรียมพร้อมของประเทศไทยเพื่อรองรับประชาคมอาเชียน (AEC) ในปี 2558 ว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจตะวันตกมีปัญหารุนแรง ทุกคนกำลังมองว่าประเทศในกลุ่มอาเซียนเป็นกลุ่มประเทศที่จะเป็นหัวหอกที่จะทำให้โลกขยายตัวได้ในระยะต่อไป ขณะที่ประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจอันดับ 2 ของอาเซียน กำลังถูกจับตามองว่าจะมีแรงเพียงพอที่จะทำหน้าที่หัวหอกของอาเซียนหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมาเรามีปัญหาการเมืองยาวนาน ดังนั้น ในช่วงนี้จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้น
“ปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ผ่านมา ประเทศในอาเซียนจำนวนหนึ่งได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากประเทศไทย เนื่องจากไทยเป็นแหล่งผลิตที่ใหญ่อันดับ 2 ในภูมิภาคนี้ ทำให้หลายประเทศขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต เมื่อขณะนี้น้ำลดลงแล้ว รัฐบาลจะต้องเร่งสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนในต่างประเทศว่า เราพร้อมแล้วที่จะกลับมาทำธุรกิจ และยังมีความพร้อมที่จะเป็นฐานการผลิต การค้า การส่งออก และการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้และของโลกต่อไป โดยเริ่มการจากประชาสัมพันธ์สร้างความเชื่อมั่นประเทศผ่านเวทีโลกต่างๆ เช่น เอเปค อาเซียน หรือ จี-20 และสื่อในต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้นักลงทุนที่ไม่แน่ใจกลับมาแน่ใจในเศรษฐกิจไทยโดยเร็วที่สุด”
นายสุรินทร์ กล่าวต่อว่า สำหรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนนั้น มีทั้งส่วนที่เป็นโอกาสและความท้าทายต่อประเทศไทย จากการหาโอกาสจากมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจากประเทศเดียว 10 ล้านล้านบาท สู่มูลค่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ 60 ล้านล้านบาท รวมถึงมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน ที่จะสร้างความเท่าเทียมของเศรษฐกิจประเทศสมาชิก และการรวมเป็นหนึ่งเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนให้แข่งขันได้ในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา 10 ประเทศในอาเซียนยังมีการค้าขายและลงทุนระหว่างกันน้อยเกินไป โดยมีสัดส่วนการค้าขายและลงทุนระหว่างกันเพียง 25% ส่วนใหญ่ไปลงทุนและสร้างความเจริญให้โลกตะวันตก ขณะที่ในสหภาพยุโรป มีการค้าขายและลงทุนระหว่างกัน 40% ส่วนกลุ่มประเทศอเมริกาเหนือ หรือนาฟต้า (อเมริกา แคนนาดา เม็กซิโก) มีการค้าและการลงทุนระหว่างกันถึง 68% ดังนั้น เพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มและการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไปที่มาจากภูมิภาคนี้ อาเซียนจำเป็นต้องค้าขายและลงทุนระหว่างกันมากขึ้น
“สำหรับประเทศไทยนั้น ผมได้ยินภาคเอกชนรายใหญ่ และสมาคมภาคเอกชนให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในขณะที่ภาคราชการเริ่มต้นที่จะรวมตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และการลดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายเงินทุนเพื่อออกไปลงทุนในต่างประเทศให้มากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่มาถูกทางแล้ว แต่อาจจะช้าไปในเรื่องความเร็วในการเตรียมตัว รัฐบาล ธนาคารแห่งประเทศไทย คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หน่วยงานทางภาษี จะต้องเร่งทำงานเพื่อที่จะช่วยภาคเอกชนเตรียมการให้มากกว่าและเร็วกว่านี้ เพราะหากมองประเทศอื่น ประเทศเพื่อนบ้านเตรียมพร้อมเรื่องนี้ได้ค่อนข้างดี ขณะที่เรายังอยู่กับที่ ซึ่งเป็นเรื่องต้องทำงานกันอย่างหนัก เพื่อที่จะสร้างโอกาสของประเทศไทยในเวทีประชาคมอาเซียนให้เกิดขึ้นได้
ต่อข้อถามที่ว่า บทเรียนของสหภาพยุโรปจะทำให้การจัดตั้งประชาคมอาเซียนมีปัญหาในอนาคตหรือไม่ นายสุรินทร์ กล่าวว่า บทเรียนจากยุโรป ทำให้เราเห็นปัญหาของการรวมตัวของเศรษฐกิจและการเงิน แต่ไม่สามารถควบคุมนโยบายการเงิน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องอธิปไตยของแต่ละประเทศ รวมทั้งจะต้องตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างภาพเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ดังนั้น ในช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่อาเซียนจะเตรียมความพร้อมให้ 4 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ให้สามารถที่จะพูดภาษาธุรกิจได้รู้เรื่อง และพัฒนาประเทศขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยอาเซียนจะค่อยๆ รวมกันเป็นประชาคมอาเซียนอย่างช้าๆ และระมัดระวัง นอกจากนั้น บทเรียนที่ชัดเจนจากสหภาพยุโรป ทำให้ในขณะนี้เรามีแนวคิดที่ชัดเจนที่จะไม่มีการรวมสกุลเงินของ 10 ประเทศเป็นสุกลเดียว หรือสกุลอาเซียน อย่างที่อียูทำ เพราะเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงจะก่อให้เกิดปัญหามาก ในประเทศที่เศรษฐกิจยังมีความแตกต่งกันมากเช่นในอาเซียนนี้













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.