นายเจน นำชัยศิริ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันน้ำ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า เมื่อวันที่ 18 มกราคม ที่ผ่านมา ส.อ.ท. ได้เสนอยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำต่อนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี โดยหนึ่งในยุทธศาสตร์ระยะยาวคือ แนวคิดการจัดตั้งบริษัทการบริหารจัดการน้ำระยะยาวต่อรัฐบาลภายใต้รูปแบบการระดมทุนร่วมภาครัฐและเอกชน (PPPs: Public Private Partnerships) ในรูปของ Thailand Water Resources Corporation ซึ่งเป็นการเปิดให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โดยมีต้นแบบจาก K-water ของประเทศเกาหลีใต้ ที่เป็นศูนย์กลางความรู้การจัดการทรัพยากรน้ำและระบบผลิตและจ่ายน้ำประปาที่ประสบความสำเร็จ
ในส่วนของบทบาทของบริษัทการบริหารจัดการน้ำร่วมระหว่างรัฐ-เอกชนนั้น มองว่าจะต้องทำหน้าที่บริหารจัดการน้ำตั้งแต่การจัดหาน้ำสะอาด การบำบัดน้ำเสีย รวมถึงการระบายน้ำ โดยควรมีเพียงบริษัทเดียวเพื่อให้สามารถบูรณาการงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากลงทุนเต็มรูปแบบเป็นไปได้ว่าจะต้องใช้เงินลงทุนนับแสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการศึกษาให้ชัดเจนว่า แต่ละพื้นที่ในประเทศไทยควรใช้รูปแบบการบริหารแบบใด เช่น ในภาคกลางมีคลองส่งน้ำทั้งคลองธรรมชาติและคลองที่ขุดขึ้น จึงไม่น่าจะต้องใช้เงินลงทุนสูง แต่ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออาจต้องใช้มีการวางท่อส่งน้ำซึ่งใช้เงินลงทุนสูง
ทั้งนี้ มีเอกชนหลายรายให้ความสนใจที่จะเข้าร่วมในการจัดตั้งบริษัทบริหารจัดการน้ำในลักษณะ PPPs อาทิ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่มีความพร้อมทั้งด้านเงินทุน เทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านธรณีวิทยา บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรืออีสท์ วอเตอร์ ซึ่งมีความชำนาญด้านการจัดหาน้ำอุตสาหกรรมอยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มบริษัทบำบัดน้ำเสียที่ให้ความสนใจกับโครงการนี้พอสมควร แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับภาครัฐว่าจะเห็นด้วยหรือไม่
"ส.อ.ท. เคยเสนอแนวทางนี้ต่อรัฐบาลมาแล้วครั้งหนึ่งก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤติอุทกภัย ในวันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมมาแล้วก็อาจเป็นจังหวะที่รัฐบาลจะทบทวนเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง แต่ก็มีแนวโน้มว่ารัฐบาลต้องการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำและดำเนินการเองทั้งหมด ซึ่งถ้าบริหารจัดการได้มีประสิทธิภาพก็ไม่มีปัญหา"
นายเจน กล่าวด้วยว่า ในภาพรวม ส.อ.ท. ได้เสนอยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำต่อรัฐบาลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการควบคู่กับแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐไปทั้งสิ้น 6 ข้อ แบ่งเป็น ยุทธศาสตร์เร่งด่วนที่ต้องทำภายใน 1 ปี 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ผลักดันการบริหารจัดการพื้นที่เสี่ยงภัยธรรมชาติ ภาคอุตสาหกรรม โดยเห็นว่าหน่วยงานภาครัฐที่ทำหน้าที่อนุมัติอนุญาตการลงทุน จะต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนว่าพื้นที่ใดเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อภัยน้ำท่วม และชี้แจงต่อผู้ลงทุนเพื่อประกอบการตัดสินใจ 2.บูรณาการหน่วยงานที่กำกับดูแลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ 3.สนับสนุนนโยบายรัฐบาลให้หน่วยงานภาครัฐปรับปรุงและปรับเปลี่ยนเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ล้าสมัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน (หน่วยงานละ 2,000 ล้านบาท)
ด้านยุทธศาสตร์ที่ต้องดำเนินการภายใน 2-6 ปี 3 เรื่อง ได้แก่ 1.จัดตั้งหน่วยงานการบริหารจัดการน้ำระยะยาว โดยการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (PPPs) 2.บูรณาการที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนการดำเนินการจัดรูปที่ดินเพื่อการพัฒนาพื้นที่ รองรับภาคการผลิต โดยจะต้องทำผังเมืองจากองค์ความรู้และข้อมูล ไม่ใช่การปรับเปลี่ยนตามความต้องการ และ 3.ผลักดัน Eco-Industrial Town การอยู่ร่วมกันของอุตสาหกรรมกับชุมชนอย่างยั่งยืน เนื่องจากเล็งเห็นว่าการบริหารจัดการน้ำในอนาคตจะต้องเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเพื่อให้เกิดความเข้าใจระหว่างทุกฝ่าย ส่งผลให้การดำเนินการมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ส่วนเครื่องมือที่จะช่วยให้แผนยุทธศาสตร์ประสบความสำเร็จ ประกอบด้วย การมีแผนบริหารจัดการพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและปัญหาคุณภาพน้ำ รวมทั้งแผนที่เสี่ยงภัยธรรมชาติ มาตรการเยียวยาและชดเชยแก่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย กฎหมายที่เกี่ยวข้องการบริหารจัดการน้ำ เช่น กฎหมายผังเมือง การมีหน่วยงานหลักที่บูรณาการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและครบวงจร กรอบประสานการบริหารและพัฒนาทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำต่างๆ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการน้ำ พยากรณ์และเตือนภัย การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมนิเวศ และแนวทางวิศวกรรมและนวัตกรรมในการจัดการทิศทางไหลของน้ำ













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.