โดยแผนงานที่มีการปรับเพิ่มวงเงินสูงสุด คือ แผนการพัฒนาตลาดและยกระดับสู่สากล เพิ่มวงเงินสูงสุดจาก 691.8 ล้านบาท เป็น 1,421.3 ล้านบาท และมีการเสนอแผนงานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาไทยสู่สากล เป็นเงิน 297 ล้านบาท เป็นแผนงานใหม่ใน ปี 2552 ด้วย
สำหรับสัดส่วนเงินที่ใช้ในแผนการพัฒนาตลาดที่เพิ่มขึ้นถึงเท่าตัวนั้น นอกจากจะนำไปใช้ในการเจรจาจัดทำ ความตกลงเปิดเขตการค้าเสรีอย่างที่ดำเนินการมาในปีก่อนแล้วยังต้องเพิ่ม งบประมาณในส่วนนี้ เพื่อนำไปใช้ในการเยียวยาผล ประทบจากเอฟทีเอ โดยใช้ในกองทุนการปรับตัวจากเอฟทีเอ 500 ล้านบาท สัดส่วนสูงที่สุด
ที่เหลือจะใช้ในกองทุนส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศอีก 45 ล้านบาท ที่เหลือจะใช้ในการพัฒนาตลาดสินค้าหัตถกรรมไทย และมหกรรมหัตถกรรมนานาชาติรวม 37 ล้านบาท และการจ้างล็อบบี้ยิสต์อีก 16 ล้านบาท การส่งเสริมการนำเข้าทดแทน 5 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า การจัดสรรเงินงบประมาณสำหรับกองทุนส่งเสริมการส่งออกที่ประสบปัญหา หลังจากดอกเบี้ยปรับลดลงจึงทำให้มีเงิน ไม่เพียงพอกับการใช้จ่าย จึงจำเป็นต้องกำหนดเงินส่งเสริมกองทุนไว้ในงบประมาณของยุทธศาสตร์กระทรวง พาณิชย์ โดยนอกจากจะแฝงไว้ในแผนงานการพัฒนาตลาดแล้ว ยังแฝงไว้ในแผนงานการสร้างมูลค่าสินค้าและบริการอีกถึง 955 ล้านบาท เป็นวงเงินสูงกว่าเงินที่จะใช้สำหรับแผนส่งเสริมและพัฒนาการส่งออก
ซึ่งตั้งงบประมาณไว้ที่ 936 ล้านบาท ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เฉพาะเงินงบประมาณที่ขอรับจัดสรรมาในกองทุนนี้มีมูลค่าถึง 1,000 ล้านบาท
สำหรับแผนงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เสนอเข้ามาใหม่ในปีงบประมาณนี้ คาดว่าจะนำไปใช้ในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร และลิขสิทธิ์ เป็นเงิน 29 ล้านบาท และพัฒนาตลาดกลางทรัพย์สินทางปัญญา อีก 9 ล้านบาท
นอกจากนี้จะใช้ในการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ และพัฒนาระบบการป้องปรามเพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอีกรวมทั้งสิ้น 90 ล้านบาท
สำหรับแผนงานที่จะเสนอทั้งหมดในปี 2552 ประกอบด้วย โครงการทั้งสิ้น 5 โครงการ โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริหาร และด้านโลจิสติกส์
















You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.