เมื่อวันจันทร์ (7 เมษายน) นายหู จิ่น เทา นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน และนางเฮเลน คลาร์ค นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ได้ร่วมเป็นพยานในการลงนามข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระดับทวิภาคี โดยรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของทั้งสองประเทศเป็นผู้ลงนาม และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป และนับเป็นครั้งแรกที่จีนได้เปิดเอฟทีเอกับประเทศพัฒนาแล้ว (Deveoped country) นับตั้งแต่จีนได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ในปี 2544
ฝ่ายนิวซีแลนด์คาดหวังว่าข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตร เช่น ผลิตภัณฑ์ นม และ เนื้อวัว ไปยังประเทศจีนมากขึ้น ขณะที่ฝ่ายจีนหวังจะใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเอฟทีเอ ในการขยายการลงทุนของบริษัทธุรกิจจีนไปยังนิวซีแลนด์ที่มีขนาดของเศรษฐกิจค่อนข้างเล็ก มูลค่าการค้าระหว่างประเทศทั้งสองอยู่ในระดับ 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 118,548 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 8 เมษายน) ในปี 2550
นอกจากนั้นจีนและ นิวซีแลนด์ยังอาจจะใช้ข้อตกลงเอฟทีเอ เป็นรูปแบบในการเจรจาการค้าในอนาคต นางคลาร์คกล่าวว่า "เราเห็นว่าข้อตกลงกับจีนเป็นต้นแบบของความสำเร็จ" และได้เปิดเผยต่อไปว่าเมื่อเอฟทีเอมีผลบังคับใช้จีนจะยกเลิกการเก็บภาษีสินค้าส่งออกจากนิวซีแลนด์ถึง 96% จากจำนวนสินค้าทั้งหมด และคาดว่าข้อตกลงฉบับล่าสุดจะช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าจากนิวซีแลนด์ไปยังจีนเพิ่มขึ้นประมาณ 225 - 350 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ (5,847 - 9,096 ล้านบาท) ต่อปี
อย่างไรก็ตามจีนยังไม่ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์นม ได้แก่ เนย น้ำนม และ เนยแข็ง ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของนิวซีแลนด์จนกว่าจะถึงปี 2560 และจะยังคงเรียกเก็บภาษีนำเข้าเนื้อวัว และ เนื้อแกะ จนถึงปี 2559
นิวซีแลนด์หวังจะทำการเจรจาข้อตกลงการค้ากับประเทศเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และ สหรัฐอเมริกา ในรูปแบบเดียวกันกับการเจรจากับจีน ขณะที่ประเทศอื่นๆต่างมุ่งเปิดประตูสู่ตลาดจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศออสเตรเลียที่ต้องหยุดการเจรจาเปิดเอฟทีเอกับจีนชั่วคราว หลังจากที่ได้ทำการเจรจามาแล้ว 10 รอบ ซึ่งนายเควิน รัดด์ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียคนใหม่มีกำหนดเดินทางไปเยือนจีนเป็นเวลา 3 วันตั้งแต่วันพุธ (9 เมษายน)
นางคลาร์คคาดว่ารัฐบาลออสเตรเลียจะนำเอารูปแบบการเจรจาของนิวซีแลนด์ไปใช้ และแสวงหาประโยชน์ที่จะได้รับ โดยหาวิธีกำจัดอุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างการทำความตกลงกับจีน
การที่นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับออสเตรเลีย ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้กับรัฐบาลออสเตรเลียในการเร่งสรุปข้อตกลงเอฟทีเอกับจีน นายเย ซิ่งหยู นักวิจัยแห่งสถาบันการศึกษาการค้าระหว่างประเทศและความร่วมมือทางเศรษฐกิจแห่งประเทศจีน ให้ความเห็นว่า ถ้ารัฐบาลออสเตรเลียไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเอฟทีเอกับจีนในเร็ววันอาจสูญเสียโอกาสในการทำธุรกิจกับจีนให้แก่นิวซีแลนด์
ทั้งนี้จีนได้ทำความตกลงเอฟทีเอไปแล้วกับ 7 ประเทศและกลุ่มประเทศ ประกอบด้วย เขตปกครองพิเศษฮ่องกง เขตปกครองพิเศษมาเก๊า ประเทศชิลี ปากีสถาน สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และนิวซีแลนด์เป็นประเทศล่าสุด ทั้งยังอยู่ในช่วงการเจรจาเปิดเอฟทีเอกับ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ไอซ์แลนด์ สหภาพศุลกากรแห่งแอฟริกาตอนใต้ (Southern African Customs Union) และ กลุ่มความร่วมมืออ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council)
รัฐบาลจีนและนิวซีแลนด์ได้มีข้อตกลงเบื้องต้นในการเปิดเขตการค้าเสรีระดับทวิภาคีระหว่างกันตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2547













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.