น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำ ข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-เปรู ว่า ขณะนี้ไทยและเปรูกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อเร่งรัดให้เอฟทีเอ ที่ทั้ง 2 ประเทศได้ตกลงที่จะเปิดตลาดสินค้าระหว่างกันในเบื้องต้นประมาณ 70% ของสินค้าทั้งหมด คาดว่าน่าจะมีผลบังคับใช้ประมาณต้นปี 2552
ทั้งนี้ ในการเปิดเสรีสินค้าบางส่วน 70% นั้น สินค้ากลุ่มแรก 50% จะมีการลดภาษีเป็น 0% ทันที ซึ่งมีสินค้าที่ไทยจะได้ประโยชน์ทันที 80% ของสินค้าที่ไทยส่งออกไปเปรู เช่น รถปิกอัพ หลอดไฟฟ้า พลาสติกและผลิตภัณฑ์ เลนส์แว่นตา ยางและผลิตภัณฑ์ โทรศัพท์ เครื่องขยายเสียง คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ
ทั้งนี้ อีก 20% จะลดภาษีเหลือ 0% ภายใน 5 ปี มีสินค้าที่ไทยจะได้ประโยชน์ เช่น ด้ายโพลีเอสเตอร์ ด้ายในสังเคราะห์ จักรยานยนต์ เป็นต้น
ในทางกลับกัน ไทยจะมีการลดภาษีเป็น 0% ทันทีสำหรับสินค้า นำเข้าจากเปรู แต่ส่วนใหญ่จะเป็นวัตถุดิบที่ไทยต้องนำเข้าเพื่อการผลิต เช่น สินแร่สังกะสี สินแร่ดีบุก รัตนชาติ ด้ายและผ้าทอขนสัตว์
สำหรับสินค้าที่ไทยจะลดภาษีเป็น 0% ภายใน 5 ปี เช่น สังกะสี น้ำมันปลา
น.ส.ชุติมา กล่าวว่า สำหรับสินค้าปลาป่น ที่มีการเป็นห่วงว่าไทยจะได้รับผลกระทบจากเอฟทีเอกับเปรูนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้รวมอยู่ในการเปิดเสรีการค้าสินค้ารอบนี้ แต่เป็นหนึ่งในรายการที่จะต้องเจรจาเปิดตลาด
“เรื่องปลาป่นคงจะหลีกเลี่ยงการเปิดเสรีไม่ได้ แต่ในการเปิดเสรีมีเงื่อนไขว่าหากมีการนำเข้าเพิ่มมากขึ้นจากการลดภาษีจนทำให้อุตสาห กรรมภายในเสียหาย ก็สามารถใช้มาตรการปกป้อง (Safeguard) เป็นการชั่วคราวได้” น.ส.ชุติมา กล่าว













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.