ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) เผยแพร่รายงานการประเมินการค้าสหรัฐฯ จากข้อกีดกันทางการค้าของประเทศต่างๆ ประจำปี 2553 (National Trade Estimate Report on Foreign Trade Barriers 2010) ซึ่งรวมถึงไทยด้วย โดยข้อมูลในรายงานจะเป็นส่วนประกอบการพิจารณาทบทวนสถานะประเทศคู่ค้าของ สหรัฐฯ ด้านทรัพย์สินทางปัญญา ตามกฎหมายการค้า มาตรา 301 พิเศษ ที่จะประกาศผลสิ้นเดือนเม.ย.นี้
สำหรับนโยบายด้านต่างๆ ของไทยที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า และการลงทุนของสหรัฐฯนั้น มีทั้งนโยบายการนำเข้า ที่เก็บภาษีนำเข้าสูงมากในแทบทุกสินค้า ระบบศุลกากร ที่ขาดความโปร่งใส เช่นเดียวกับการจัดซื้อโดยรัฐ การปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ขาดประสิทธิภาพ และขาดการบังคับใช้กฎหมายจริงจัง กำหนดให้ต้องขอใบอนุญาตนำเข้าสินค้ามากถึง 32 รายการ เช่น วัตถุดิบ ปิโตรเลียม สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์ยา สินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคบางรายการ เป็นต้น
ส่วนด้านการลงทุนนั้น แม้ไทยและสหรัฐฯจะมีสนธิสัญญาไมตรี ที่ให้สิทธิชาวอเมริกันลงทุนทำธุรกิจในไทยเยี่ยงคนไทย แต่ยังจำกัดการลงทุนในหลายสาขา เช่น โทรคมนาคม การขนส่ง เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีข้อกีดกันอื่นๆ อีก เช่น มีมาตรการคุมราคาสินค้า 38 รายการ และ 1 บริการ อย่างไรก็ตาม แม้รัฐธรรมนูญไทยปี 50 ระบุถึงการป้องกันการปราบปรามการคอร์รัปชัน รวมถึงมีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) แต่การคอร์รัปชันในไทยยังมีอยู่ และเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะความไม่โปร่งใสในการบริหารงานของหลายรัฐบาลก่อให้เกิดการคอร์รัปชันในประเทศ
นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) กล่าวว่า ภาพรวมผลการรายงานดังกล่าวในปีนี้น่าพอใจ โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งน่าจะทำให้ยูเอสทีอาร์ปรับลดสถานะไทยมาอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตามอง (ดับบลิวแอล) ได้ โดยหลังจากนี้ มอบให้กรมทรัพย์ทรัพย์สินทางปัญญาประสานงานกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่าง ประเทศ ณ กรุงวอชิงตันดี.ซี. สหรัฐฯชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปสหรัฐฯกลางเดือนเม.ย.นี้.













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.