จากบทบัญญัติมาตรา 190 วรรค 2 ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ พ.ศ.2550 บัญญัติไว้ว่า ก่อนการดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศ หรือองค์กรระหว่างประเทศ คณะรัฐมนตรี (ครม.)ต้องให้ข้อมูล และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ให้ ครม.เสนอกรอบเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย
ต่อบทบัญญัติดังกล่าว นางสาวชุติมา บุณยประภัศร อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ(จร.)กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ล่าสุดกรมได้นำเสนอกรอบการเจรจาการค้าเสรี(เอฟทีเอ)ของไทยที่ทำในนามกลุ่มอาเซียนทุกกรอบต่อ ครม.เพื่อให้ความเห็นชอบในวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งครม.จะเสนอต่อไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ที่ทำหน้าที่รัฐสภาในรัฐบาลปัจจุบันเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
ทั้งนี้ สนช.ควรพิจารณาให้แล้วเสร็จก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคมศกนี้ เพราะหากแล้วเสร็จไม่ทัน หลังเลือกตั้ง สนช.อาจไม่รับพิจารณาเพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลกระทบต่อประเทศชาติซึ่งต้องใช้เวลาในการพิจารณาในรายละเอียด ขณะที่เริ่มต้นปี 2551 มีหลายเอฟทีเอที่อาเซียนได้กำหนดกรอบเวลาในการเจรจาอย่างต่อเนื่องไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากขั้นตอนของไทยมีความล่าช้าประเทศอาเซียนอื่นๆ คงไม่รอ ซึ่งจะทำให้ไทยเสียโอกาสและเสียเปรียบในการเจรจาต่อรองได้
สำหรับกรอบการเจรจาเอฟทีเอที่จะนำเสนอต่อ สนช.ครั้งนี้ มีทั้งสิ้น 6 กรอบเจรจารวม7 ประเทศ ประกอบด้วย เอฟทีเออาเซียน-จีน อาเซียน-เกาหลี อาเซียน-ญี่ปุ่น อาเซียน-อินเดีย อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ อาเซียน-สหภาพยุโรป(อียู) ซึ่งแต่ละกรอบขณะนี้มีความคืบหน้าที่แตกต่างกัน กรอบทเจรจาที่นำเสนอจึงอาจมีความต่างกันเรื่องสาขาในการเจรจา แต่จุดยืนของไทยในแต่ละเรื่องจะไม่แตกต่างกัน อย่างไรก็ดีตามในส่วนของเอฟทีเออาเซียน-ญี่ปุ่น ซึ่งสามารถสรุปผลการเจรจาได้แล้ว และผู้นำทั้ง 11 ประเทศได้ออกแถลงการณ์ถึงความสำเร็จในการประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2550 ณ ประเทศสิงคโปร์ โดยมีเป้าหมายที่จะลงนามความตกลงในเดือนกุมภาพันธ์ 2551ต่อกรณีของเอฟทีเออาเซียน-ญี่ปุ่นที่ได้ผ่านขั้นตอนการเจรจาไปแล้วทางกรมเห็นว่าคงไม่ต้องนำเสนอกรอบเจรจาซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่ย้อนหลังอีก แต่ได้ขอให้ ครม.นำเสนอผลการเจรจาให้ สนช.พิจารณาให้ความเห็นชอบเลยโดยไม่ต้องเสียเวลาในการพิจารณากรอบเจรจา
"มาตรา 190 ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือทำให้ขบวนการขั้นตอนต่างๆ มีความชัดเจนโปร่งใส และทุกคนมีส่วนร่วม ซึ่งในเรื่องกรอบเจรจาภายใต้รัฐบาลชุดก่อนเราก็มีกรอบเจรจาแต่ละเรื่องอยู่แล้ว แต่ไม่เคยนำกรอบเจรจาเหล่านี้มาเปิดเผยให้ทุกคนทราบ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญใหม่กำหนดขึ้นมาเราก็ยินดีที่จะทำตามกฎหมายสูงสุดของประเทศ ส่วนข้อเสียคือ ขั้นตอนที่มากขึ้นมาก ทำให้ความคล่องตัวในการเจรจาหายไป เพราะหากเรามัวมาถกเถียงกันก็จะเสียเวลามาก และอาจเสียเปรียบในการเจรจาได้เพราะประเทศอื่นเขาไม่รอเรา"อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวและว่า
ในกรอบการเจรจาเอฟทีเอที่ทางกรมได้นำเสนอต่อครม.ได้มีการหารือแล้วกับหลายองค์กรที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นักวิชาการ กลุ่มเกษตรกร สมาคม องค์กรต่างๆ คณะกรรมาธิการ 9 คณะของสนช. และเมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมาก็ได้ระดมความเห็นจากภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับกรอบในการเจรจา โดยกรอบเจรจานี้ถือเป็นจุดยืนของไทยในแต่ละเรื่อง ซึ่งจะนำไปรวมกับจุดยืนของประเทศอาเซียนอื่นๆ เพื่อกำหนดเป็นท่าทีร่วมในการเจรจากับประเทศนอกกลุ่มอีกครั้ง
ทั้งนี้กรอบเจรจาที่ไทยได้กำหนดไว้มีทั้งสิ้น 16 สาขาซึ่งครอบคลุมทุกหัวข้อเจรจาประกอบด้วย การค้าสินค้า พิธีการศุลกากร กฎแหล่งกำเนิดสินค้า มาตรการปกป้องและเยียวยาด้านการค้า มาตรการสุขอนามัย มาตรการกีดกันทางเทคนิค การค้าบริการและการลงทุน การระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐ ความร่วมมือและการอำนวยความสะดวกทางการค้า ทรัพย์สินทางปัญญา พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การจัดซื้อโดยรัฐ ความโปร่งใส การแข่งขัน สิ่งแวดล้อม และแรงงาน อย่างไรก็ดีหากกรอบเจรจาทุกกรอบภายใต้อาเซียนได้ผ่านความเห็นชอบจาก สนช.แล้ว ในเร็วๆ นี้ทางกรมจะได้จัดทำกรอบเจรจาเอฟทีเอระดับทวิภาคีในนามประเทศไทยกับประเทศต่างๆ ที่การเจรจายังค้างอยู่ หรือเตรียมเปิดเจรจาใหม่เสนอต่อครม. และรัฐสภาภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ต่อไป












You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.