Switch to: uk
23 May 2012 04:02AM

โรเบิร์ท ดี กริฟฟิธส์ สหรัฐพร้อมที่จะเจรจา FTA กับรัฐบาลใหม่

05 Feb 08 ,  Prachachat
  • 0
ในฐานะคู่ค้า สหรัฐอเมริกาถือเป็นตลาดหลักของไทย แต่ในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา การค้าของทั้งสองประเทศต้อง เผชิญกับอุปสรรค ทั้งการเมือง การยกเลิกสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) ในสินค้าบางรายการ การหยุดชะงักของการเจรจาการเปิดเสรีทางการค้า (เอฟทีเอ) เงินบาทแข็งและปัญหาซับไพรมในสหรัฐอเมริกา

ถึงวันนี้ไทยกลับเข้าสู่การบริหารโดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พร้อมๆ กับการเข้ามารับตำแหน่งใหม่ของ นายโรเบิร์ท ดี กริฟฟิธส์ ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจคนใหม่ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย จึงเป็นเวลาสำหรับการเริ่มต้นสิ่งใหม่และการ แลกเปลี่ยนถึงแนวนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐที่มีต่อประเทศไทย

อุปสรรคในไทยต่อสินค้าสหรัฐ

การค้าไทย-สหรัฐโดยปกติไม่มีปัญหา แต่ในบางสิ่งน่าจะทำได้ดีขึ้น ในสหรัฐมีจุดแข็งคือ ด้านการบริการมากกว่าสินค้า ขณะที่ในเมืองไทยมีบริการบางสาขาที่ไม่ให้คนต่างชาติมาเข้าร่วมด้วย อีกอย่างคือทรัพย์สินทางปัญญา (IPR) ซึ่งหลายคนเข้าใจผิด โดยเข้าใจง่ายๆ ว่า ของที่มาจากสหรัฐมันแพง ดังนั้นไม่ต้องเสียเงินซื้อของจากสหรัฐ ซึ่งเป็นประเทศที่รวยอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้ไม่ตรงกับปัญหาเรื่องสิทธิทางปัญญา ซึ่งเป็นเรื่องเชื่อมโยงกับความปลอดภัยของสังคม

เพราะความจริงแล้วทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกุญแจสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในด้านนวัตกรรมที่ต้องมีความเคารพต่อสิทธิทางปัญญา ซึ่งเป็นกุญแจให้มีนวัตกรรมเพิ่มขึ้นและนวัตกรรมที่ดีย่อมเป็นกุญแจเพื่อสร้างความสำเร็จในตลาดโลก

ดังนั้นในขณะที่ประเทศไทยกำลังเติบโต กำลังไต่บันไดของมูลค่าเพิ่ม ต้องคิดถึงเรื่องนี้ด้วย และถ้าไม่มีบรรยากาศที่จะสนับสนุนให้มีนวัตกรรมที่ดี เมืองไทยจะหาทางเติบโตทางเศรษฐกิจจากที่ไหนได้ สู้กับอินเดีย เวียดนาม ไต้หวัน เกาหลี ไม่ได้แน่ เพราะในเวลานี้ไต้หวัน เกาหลี ไม่มีปัญหาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เศรษฐกิจของเขาจึง แข็งแรงด้วย ฉะนั้นประเทศไทยต้องคิดถึงเรื่องนี้ เพราะเรื่องนี้เป็นอุปสรรคของหลายบริษัทของอเมริกันที่จะเข้ามาค้าขายกับไทย

การปราบปรามการละเมิด IPR ของไทย

เรารู้ว่ากรมทรัพย์สินทางปัญญาของไทยกำลังทำงานหนัก รู้ว่ามีตำรวจบางหน่วยที่กำลังเคร่งครัดในด้านนี้ด้วย แต่ถ้าจะพูดถึงผล บางครั้งก็มองเห็นผลยากหน่อย อย่างชาวบ้านไปพันธุ์ทิพย์ พลาซา ก็มองเห็นของเถื่อนทั่วไป ถนนสุขุมวิทก็มีของละเมิดลิขสิทธิ์อยู่

เรารู้ว่ามีเจ้าหน้าที่พยายามแก้ปัญหาอยู่จริงๆ จริงใจด้วย เรารู้ แต่ถ้าพูดถึงผลตามถนน เราจึงยังไม่ค่อยพอใจเท่าที่อยากให้เป็น แต่ถ้าถามว่าจะให้ทางการไทยปรับปรุงการปราบปรามอย่างไรบ้าง ก็เห็นว่า ในฐานะคนต่างชาติ เราจึงไม่มีทางเข้าใจวิธีทำและสังคมไทยเท่าที่คนไทยเข้าใจได้ แม้เราจะเสนอวิธีแก้ปัญหาได้ แต่ที่สุดแล้ว สิ่งที่เราอยากเห็นก็คือผล ดังนั้นจะใช้วิธีไหนแล้วได้ผลดี จึงเป็นเรื่องที่คนไทยน่าจะคิดเองดีกว่าที่เราจะพูดได้

ความคืบหน้าในการทบทวน ม.301

สำหรับการดำเนินการ 301 review ในปี 2551 ขึ้นอยู่กับการพิจารณาหลายเรื่อง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการละเมิดทรัพย์สิน ทางปัญญา และการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (CL) ของไทย เหตุผลในการเลื่อนสถานะคู่ค้าของไทยเมื่อปี 2550 จากประเทศจับตามอง (watch list) เป็นประเทศถูกจับตามองเป็น พิเศษ (priority watch list) ความจริงแล้ว ตามที่ผมเข้าใจไม่ใช่เรื่องซีแอลเพียงอย่างเดียว

แต่เนื่องจากก่อนหน้านั้น ไทยกับสหรัฐมีการเจรจาเปิดการค้าเสรี และเพื่อไม่ให้กระทบ กับการเจรจา สหรัฐจึงเอาปัญหาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเก็บไว้ก่อน ทั้งที่ปัญหานั้นมีมานานแล้ว แต่เมื่อหยุดการเจรจาการค้าเสรีไป ปัญหา ด้านการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในไทยจึงกลับเข้ามาและไม่ใช่เรื่องซีแอลอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญสำหรับเราคือ ตามกฎหมายเรามีหน้าที่ดูสถานการณ์ทรัพย์สินทางปัญญาของทุกประเทศ ไม่ใช่แค่ที่ประเทศไทย เราเข้าใจด้วยว่า ความสามารถที่จะปฏิบัติตามกฎหมายในด้านนี้ขึ้นอยู่กับระดับการพัฒนาด้วย และไม่มีความคาดหวังว่าสถานการณ์ในเมืองไทยจะเหมือนกับที่ญี่ปุ่น

แต่สิ่งที่เราต้องการเห็นคือความจริงใจและทัศนคติต่อเรื่องนี้เป็นอย่างไร และจะวัดความจริงใจจากการพูด จากการกระทำ และเราจะต้องเห็นผลด้วย ซึ่งอย่างที่ผมพูดว่าเราเห็นเจ้าหน้าที่ไทยพยายามจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่ในด้านผล เรายังขาดความพอใจอยู่

ความคืบหน้าเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ

เราหวังว่า หลังจากไทยมีรัฐบาลชุดใหม่จะได้นำการเจรจาการค้าเสรีกลับมาอีกครั้ง แต่ในการเจรจามันไม่ง่าย เพราะมันละเอียด มีผล ประโยชน์หลายๆ ด้าน มีหลายคนเป็นห่วง มันจึงไม่ง่าย

ดังนั้นจึงต้องมีความตั้งใจทั้ง 2 ฝ่าย จึงจะทำได้ ด้านสหรัฐอเมริกา เราต้องมั่นใจว่าไทยมีรัฐบาลเข้มแข็งพอที่จะสามารถผลักดันเอฟทีเอนี้ได้ ส่วนฝ่ายไทย ต้องมีความตั้งใจว่าต้องการเปิดการค้าเสรีจริงๆ เพราะตามทฤษฎี ทุกคนรู้ว่าการค้าเสรีจะทำให้สังคมยกระดับขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะได้ประโยชน์ แต่จะมี บางคนเสียเปรียบด้วย เพราะฉะนั้นนี่เป็นเรื่องการเมืองมากกว่าเศรษฐกิจ

สำหรับรัฐบาลใหม่ของไทย สหรัฐหวังว่ารัฐบาลใหม่จะมองเห็นความสำคัญของการค้าเสรี แต่การจะกลับมาเจรจากันต่อในเร็วๆ นี้หรือจะหยุดไว้ก่อน เรื่องนี้จึงอยู่ที่การพิจารณาของฝ่ายไทยที่จะตัดสินใจเอง ส่วนฝ่ายสหรัฐ เรายินดี แต่ต้องรู้ประเด็นการเจรจาที่ชัดเจนก่อน

ด้านสหรัฐ แม้อำนาจพิเศษในการเจรจาการค้าของประธานาธิบดี หรือทีพีเอ (trade promotion authority) จะหมดอายุไปแล้วเมื่อกรกฎาคม 2550 ไทยกับสหรัฐก็ยังเจรจาเอฟทีเอกันต่อได้ เพียงแต่กระบวนการภายในของสหรัฐจะไม่ได้ ราบรื่นเหมือนตอนมีฟาสต์แทร็ก

อีกทั้งเนื่องจากการเจรจาต้องใช้เวลาหลายปี และถ้าทั้งสองฝ่ายพร้อม เราก็เริ่มเจรจากันได้แล้ว โดยไม่ต้องรอให้ประธานาธิบดีได้รับฟาสต์แทร็ก จากรัฐสภา และเมื่อมีความมั่นใจว่าทั้งสองฝ่ายมีความตั้งใจจะทำความตกลงกัน ก็ทำเอฟทีเอได้เลย ซึ่งเมื่อตกลงกันได้ก็ต้องคิดถึงวิธีทำที่จะ ผ่านรัฐสภาสหรัฐได้

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.