Switch to: uk
23 May 2012 04:03AM

พาณิชย์ติวเข้ม"มิ่งขวัญ"เดินหน้าเจรจาประชาคมศก.อาเซียน

14 Feb 08 ,  Prachachat
  • 0
กรมเจรจาการค้าฯชง "มิ่งขวัญ" เดินหน้าเจรจาเปิดเขตการค้าเสรี เน้นให้ความสำคัญกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ก่อน ตามด้วย FTA และ WTO แนะสานต่อ FTA ที่เจรจาค้าง โยน รมว.พาณิชย์ตัดสินใจเองจะสานต่อ FTA กับสหรัฐ-อินเดียหรือไม่

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้สรุปสถานะการเจรจาการค้าระหว่างประเทศของไทยเสนอนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณŒ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ไปแล้ว โดยได้ให้ความสำคัญหลักกับการเดินหน้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) หลังจากอาเซียนได้ลงนามกรอบ AEC blueprint ไปแล้วในปี 2550

ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับสำหรับการเจรจาคือ การเปิดตลาดสินค้าภายในกรอบอาฟต้า ลดภาษีเหลือ 0% ในปี 2553 ส่วนรายการที่ยกเว้นไม่ลดภาษีเหลือ 0% มี 100-200 รายการ และการลดอุปสรรคทางการค้า ซึ่งไทยจะต้องเร่งพัฒนาระบบสาธารณูปโภค และยกระดับระบบโลจิสติกส์ เพื่อใช้ประโยชน์จากการเปิดตลาดการค้า

สำหรับการสานต่อความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ฉบับต่างๆ พบว่า ขณะนี้มีการเจรจาเอฟทีเอที่ค้างอยู่ ได้แก่ 1)ไทย-สหรัฐ ซึ่งต้องรอให้การเลือกตั้งสหรัฐเสร็จสิ้นก่อน เพื่อดูว่านโยบายด้านการเจรจาจะเป็นอย่างไร 2)ไทย-อินเดีย การเจรจาจบไปแล้ว แต่อินเดียขอทบทวนรายการสินค้าที่เจรจาไป ส่งผลให้การลงนามล่าช้า ซึ่งหากไม่ได้ข้อสรุปในปีนี้ ก็ควรต้องยุติการเจรจา เพราะได้ใช้เวลาในการเจรจากันมากกว่า 5 ปีแล้ว

3)ไทย-บาห์เรน คาดว่าคงจะไม่มีการเจรจาต่อ เนื่องจากบาห์เรนไม่ได้แก้ไขกฎหมายภายในรองรับการเจรจา ซึ่งทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถเจรจาต่อไปได้ 4)ไทย-เปรู ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการทบทวนบัญชีสินค้าเพื่อลดภาษี ซึ่งต้องปรับไปตามการเปลี่ยนระบบฮาร์โมไนซ์ 2007 คาดว่าจะสามารถมีผลบังคับใช้ได้ภายในกลางปีนี้

"การเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลสหรัฐว่าจะมีนโยบายเจรจาต่อกับไทยหรือไม่ ส่วนเอฟทีเอไทย-อินเดียหากไม่ได้ข้อสรุปปีนี้จริง ควรหยุดแต่ต้องรอนโยบายของ รมว.พาณิชย์ก่อนว่า จะดำเนินการอย่างไร เพราะอินเดียก็เป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจ" นางสาวชุติมากล่าว

นอกจากเอฟทีเอในระดับทวิภาคีแล้ว กรมได้เสนอที่จะนำผลการเจรจาเอฟทีเออาเซียน-ญี่ปุ่นเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ เพราะขณะนี้เจรจาเสร็จสิ้นไปแล้ว โดยไม่ได้มีประเด็นที่แตกต่างจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจมากนัก คาดว่าจะเข้าได้ภายในเมษายน และลงนามภายในเดือนพฤษภาคมนี้

ส่วนการเจรจาเอฟทีเออาเซียน-สหภาพยุโรป ไทยจะต้องเดินหน้าต่อ โดยจะเจรจารอบที่สองที่ประเทศไทยในเดือนเมษายนนี้ สำหรับประเด็นที่มีการหารือกันในรอบแรกเมื่อปลายเดือนมกราคมนี้ เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับกรอบการเจรจาว่าจะครอบคลุมถึงประเด็นใดบ้าง โดย สหภาพยุโรปเสนอว่า นอกจากการเปิดตลาดสินค้าแล้ว ทั้งสองฝ่ายควรได้ประโยชน์จากการเปิดตลาดสินค้าบริการและการลงทุน และให้ความสำคัญเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา นโยบายแข่งขัน การประมูลของรัฐบาล สิ่งแวดล้อม ซึ่งคงจะต้องใช้เวลาอีก 2-3 รอบกว่าจะได้รายละเอียดในแต่ละประเด็น

นางสาวชุติมากล่าวว่า กรมยังได้เสนอความคืบหน้าของการเจรจารอบโดฮา ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ว่า ขณะนี้นายปาสคาล ลามี ผู้อำนวยการ WTO มีความหวังว่า จะประสานความร่วมมือระหว่างประเทศสำคัญ ทั้งสหรัฐ สหภาพยุโรป อินเดีย และบราซิล เพื่อให้ได้ข้อสรุปข้อบทในเรื่องการเปิดตลาดสินค้าเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรมภายในเดือนเมษายน โดยหวังว่า ประธานาธิบดีสหรัฐ นายจอร์จ ดับเบิลยู. บุช จะใช้ความพยายามก่อนหมดวาระในการผลักดันเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตามไทยมองว่าการเจรจา WTO เป็นการแก้ไขปัญหาและสร้างกติกาการค้าซึ่งต้องดำเนินการอยู่ แต่ใช้ระยะเวลานานกว่า จึงเน้นเรื่องอาเซียนเป็นหลัก

ส่วนการทบทวนการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอที่ลงนามไปแล้ว คือ ไทย-ออสเตรเลีย ไทย-นิวซีแลนด์ และไทย-ญี่ปุ่น นั้น ประเด็นหลักตนมองว่า สิ่งที่ลงนามไปแล้วเป็นเครื่องมือที่จะเสริมภาคเอกชน แต่การตัดสินใจใช้หรือไม่ใช้ขึ้นอยู่กับเอกชน มองว่าการไม่ใช้ประโยชน์เกิดจากเอกชนรายเล็กอาจมองว่าไม่คุ้มค่า หรือภาษี 0% อยู่แล้ว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายเพื่อเจาะตลาด เพราะตลาดที่ทำเอฟทีเอถือว่ามีศักยภาพอยู่แล้ว เช่น ญี่ปุ่น ขึ้นอยู่กับว่าไทยจะเข้าไปอย่างไร ส่วนออสเตรเลียมีการใช้ประโยชน์มากถึง 70%

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.