ทารุน กานนา ศาสตราจารย์ของฮาร์วาร์ด บิสซิเนส สคูล และผู้เขียนหนังสือ "Billions of Entrepreneurs : How China and India Are Reshaping Their Future and Yours" มองว่าบริษัทจากแดนภารตที่กำลังขยายอาณาจักรไป ทั่วโลก จะมี "ธรรมาภิบาล" มากกว่าคู่แข่งจากแดนมังกร แต่บริษัทจากจีนอาจไม่จำเป็นต้องเป็นธรรมาภิบาลก็สามารถผงาดเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวได้เช่นกัน
เหตุผลหลักที่ทำให้บริษัทอินเดียก้าวล้ำกว่าจีนในเรื่องนี้ก็เพราะ อินเดียใช้ระบบของอเมริกาที่ต้องสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาของผู้ถือหุ้น แม้ว่าการเข้าถึงข้อมูลในอินเดียอาจเป็นปัญหาบ้างต่างจากในสหรัฐ แต่ทว่าคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี มีข้อมูลเปิดเผยและเป็น กลางเพราะไม่มีใครอยากบิดเบือนความจริง ขณะที่ข้อมูลจากจีนอาจเป็นความลับและมีอคติแทรกอยู่ อาจจะได้เรื่องที่สะอาดแต่เรื่องนั้นอาจไม่ได้ถูกต้องเสมอไป
เมื่อมองในแง่ของความเป็นอิสระของคณะกรรมการบริหาร พบว่าในอินเดียมีบริษัทหลายแห่ง เช่น อินโฟซิส ที่อาจดีกว่าบริษัทตะวันตกในแง่ความรวดเร็วในการเปิดเผยข้อมูลต่างๆ และการยินยอมตามมาตรฐานของแนสแดค แต่ก็ยังมีหลายบริษัทที่ยังเป็นอาณาจักรครอบครัว และบริหารไม่ดีเลย แม้ว่าตัวบริษัทจะมีความสำคัญต่อตลาด แต่แรงกดดันจากตลาดจะทำให้บริษัทเหล่านี้ต้องแก้ไขพฤติกรรมบางอย่างของตัวเองเช่นกัน ตลาดหุ้นในอินเดียทำหน้าที่ได้ดี ทำให้ยากที่จะเชื่อว่าหากบริษัทยังคงละเมิดหลักธรรมาภิบาลแล้ว บริษัทยังสามารถเข้าตลาดหุ้นได้
สิ่งเหล่านี้ไม่ส่งผลอะไรกับจีน เพราะตลาดการเงินต่างจากอเมริกา สำหรับตลาดจีนราคาหุ้นทั้งหมดจะปรับไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะขึ้นหรือลง และไม่มีข้อมูลเฉพาะใดๆ ของบริษัทมีผลต่อราคาหุ้น ทำให้ไม่สามารถตัดสินได้ว่าบริษัทดีหรือไม่ดี เพราะตลาดไม่ได้ทำงานตามมาตรฐานแบบนั้น
อย่างไรก็ตาม มีบอร์ดบริหารหลายรายในจีนที่เริ่มทำงานเหมือนบริษัทตะวันตก คือกรรมการมีอิสระ การปรับตัวของบริษัทจีนไปในทิศทางดังกล่าว อาจดูได้จากความพยายามเข้าซื้อกิจการยูโนแคล ซึ่งจีนแสดงให้เห็นถึงความไร้เดียงสาและขาดประสบการณ์เรื่องการควบรวมกิจการและการซื้อบริษัทในต่างประเทศ แต่เมื่อมาถึงยุคของการซื้อหุ้นในริโอ ทินโท เมื่อเร็วๆ นี้จีนทำได้อย่างคล่องแคล่วและหลักแหลมกว่าเดิมมาก สะท้อนว่ามีการเปลี่ยนแปลงในทางบวก และการขับเคลื่อนภายในของ ผู้บริหารกำลังไปในทิศทางที่ถูกต้อง ทั้งนี้บอร์ดบริหารส่วนใหญ่ในจีนยังคงเดินงานตามนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์ สิ่งเหล่านี้ต่างจากบอร์ดผู้บริหารของบริษัทอินเดียที่มีอิทธิพลทางการเมืองไม่มีผลต่อบริษัทเอกชน แต่อาจมีต่อรัฐวิสาหกิจต่างๆ
กานนาพูดถึงเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของบริษัทอินเดียและจีนว่า ทั้งคู่ต่างมีพัฒนาการที่ดี แต่อินเดียล้ำหน้ากว่าซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอินเดียไม่เคยมีการปฏิวัติทางวัฒนธรรมเหมือนกับจีน ซึ่งได้กำจัดคนระดับนักธุรกิจออกจากสังคมไปจำนวนมาก
สำหรับเรื่องความสามารถของการบริหารความแตกต่างทางวัฒนธรรมของบริษัทจีนนั้น กานนามองว่ายังมีประสิทธิภาพเท่ากับศูนย์ อาจเกิดจากอุปสรรคด้านภาษา ดูได้จากการซื้อกิจการ บริษัทเยอรมัน Schneider ของทีแอลซีเมื่อปี 2545 ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเสิ่นเจิ้น ถือเป็นความหายนะครั้งใหญ่ ตามมาด้วยปัญหาที่หนักกว่า เมื่อตัดสินใจซื้อสินทรัพย์ของบริษัททอมสันในฝรั่งเศสเมื่อปี 2547













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.