นายมังกร ธนสารศิลป์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานในพิธีเปิดงาน GFT 2008 กล่าวปาฐกถาพิเศษ
“ยุทธศาสตร์ความร่วมมือ เพื่อความสำเร็จของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม” ว่าอุตสาหกรรมสิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่มเป็น 1 ใน 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ทั้งด้านการผลิต การตลาด การจ้างงาน การพัฒนาเทคโนโลยี และเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เทคโนโลยีที่ทันสมัยกอรปกับการปรับตัวของผู้ประกอบการ เป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้อุตสาหกรรมสามารถเติบโตและสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ปัจจุบันการค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มมีการเปิดเสรีมากขึ้นทำให้อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยนำรายได้เข้าประเทศปีละหลายแสนล้านบาทและก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 1 ล้านคน รัฐบาลคาดว่าตลาดส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในปีนี้จะมียอดส่งออก 7,608 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 8% จากปี 2550 ที่มีมูลค่าส่งออก 7,092 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยตลาดส่งออกสำคัญ คือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 คือ 31% คิดเป็นมูลค่า 2,100 ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมาคือ สหภาพยุโรป ซึ่งมีส่วนแบ่ง 20.3% มูลค่า 1.,350 ล้านเหรียญสหรัฐ อันดับที่ 3 คือ ตลาดอาเซียน ซึ่งมีส่วนแบ่ง 10.88% มูลค่า 578 ล้านเหรียญสหรัฐ อันดับที่ 4 คือ ญี่ปุ่น มีส่วนแบ่ง 5.89% มูลค่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐ
ประเทศไทยมีประสบการณ์และรากฐานที่แข็งแกร่ง ในอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ ไม่น้อยกว่า 60 ปี แต่ต้องตื่นตัวเพื่อยืนหยัดอยู่ในตลาดโลก ปัจจุบันมูลค่าอุตสาหกรรมนี้ในโลกที่มีอัตราเจริญเติบโตมาโดยตลอดเฉลี่ย 7 – 10% ต่อปี โดยมูลค่าตลาดรวมทั่วโลก ณ สิ้นปีที่แล้ว สูงถึง 515,000 ล้านเหรียญสหรัฐ การแข่งขันในตลาดโลกทวีความรุนแรงมากขึ้น เห็นได้จากการรวมกลุ่มกันเป็นเขตการค้าเสรีทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี กอรปกับการผลกระทบจากวิกฤตด้านพลังงานและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอฯ เกิดลักษณะการสั่งซื้อสินค้าที่เป็น One Stop มากขึ้น การเรียกร้องการบริการที่เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ตัดเย็บเพียงอย่างเดียว หรือการกำหนดเงื่อนไขของตัวสินค้าในการรักษาสภาวะแวดล้อมและความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น
ดังนั้น ในการกำหนดยุทธศาสตร์และแผนแม่บทต่างๆ จึงมีเป้าหมายที่ชัดเจน การตั้งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางสิ่งทอและแฟชั่นของภูมิภาคอาเซียน เป็นแกนหลักในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมสิ่งทอ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาคอาเซียน ไทยสามารถช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเพราะได้เปรียบด้านความครบวงจรของอุตสาหกรรมจากต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ ความพร้อมทางการส่งออกสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ราคาสินค้าที่ถูกกว่าการนำเข้าจากประเทศนอกอาเซียนอย่างไต้หวัน เกาหลี หรือญี่ปุ่น ซึ่งอาเซียนเป็นตลาดสำคัญแห่งใหม่ ยุทธศาสตร์จะเน้นเรื่องของกลุ่ม Cluster หรือ supplier ที่เป็นหัวใจสำคัญของ การพัฒนามูลค่าของตัวผลิตภัณฑ์ในลักษณะ value creation โดยใช้วิธีออกแบบแฟชั่นหรือโดยการเอานวัตกรรมมาพัฒนาเป็นฟังก์ชั่นของเสื้อผ้า และการกำหนดยุทธศาสตร์สำหรับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพราะเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทำให้ต้องพัฒนาคนให้ตอบรับกับความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมด้วย นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ยังกำหนดในเรื่องการทำการตลาดเชิงรุกคือต้องมีพันธมิตรในต่างประเทศมากขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เอกชนเข้าถึงตลาดใหม่ๆ อย่างแอฟริกาและรัสเซียด้วย
“อีก 2 ตลาดที่ไทยไม่ควรมองข้ามก็คือประเทศแถบยุโรปและญี่ปุ่น สำหรับตลาดยุโรปเอง ไทยมีการส่งออกมากขึ้นเป็นลำดับเพราะยุโรปเป็นประเทศที่เอาใจใส่ในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของผู้บริโภค ซึ่งไทยเองก็มีความแข็งแรงในเรื่องการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและไม่เป็นอันตรายกับผู้บริโภคตามมาตรฐานยุโรปอยู่แล้ว จึงมีโอกาสขายได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ตลาดญี่ปุ่นเองก็เป็นอีกตลาดที่วันนี้ได้ความร่วมมือระหว่างเศรษฐกิจไทยกับญี่ปุ่น นอกจากนี้ ข้อตกลงทางการค้าระหว่างญี่ปุ่นและอาเซียนจะยิ่งทวีประโยชน์ให้กับไทยที่สามารถขายวัตุดิบผ้าและเสื้อผ้าให้กับญี่ปุ่นได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย และอีกยุทธศาสตร์ที่ต้องให้ความสำคัญได้แก่การเข้าไปสู่ยุคของอุตสาหกรรมสิ่งทอระดับสูง เช่นเรื่องของ Technical Textile ซึ๋งได้แก่สิ่งทอที่ใช้ในอุตสาหกรรมหรืองานวิศวกรรมต่างๆ ที่ในปัจจุบันมีมูลค่าตลาดทั่วโลกสูงถึงมากกว่า 148,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังจะมีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นต่อไปในอนาคต” นายมังกร กล่าว
นางนิชาภา ยศวีร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์ กล่าวว่า งานGFT 2008 เป็นงานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีเพื่อ
ยกระดับศักยภาพการผลิต อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย เป็นงานเดียวในไทยที่จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 15 โดยกำหนด 2 ปีจัด 1 ครั้ง ในปีนี้ นักอุตสาหกรรมจะได้พบกับ นวัตกรรมกว่า 500 เทคโนโลยี จาก 150 บริษัท 20 ประเทศทั่วโลก อาทิ ไทย อิตาลี เยอรมัน ญี่ปุ่น จีน เกาหลี ไต้หวัน เป็นต้น โดยมีนวัตกรรมเทคโนโลยีจากแบรนด์ดัง อาทิ Tajima, Barudan, SWF, Gerber, Feiya, Datacolor, Kansen, Siruba, Musaya, Zoje, H&H, Zentex เป็นต้น
ในงานแบ่งส่วนแสดงออกเป็น 4 โซนหลัก ได้แก่ Garment Zone และ Textile Zone, Fitting & Accessories Zone เป็นโซนที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานให้กับวงการสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทย ให้ก้าวไกลไปกับศูนย์รวมวัสดุและอุปกรณ์ เสริมครบวงจรเพื่อสร้างสรรค์ความหลากหลายทางด้านวัตถุดิบและรูปแบบ เพื่อสร้างรูปแบบที่ทันสมัยและตรงความต้องการของตลาดได้ดียิ่งขึ้น, และโซนสุดท้าย Digital & Screen Printing Zone สำหรับผู้อยู่ในวงการการสกรีน ระบบกราฟฟิคความร้อน การพิมพ์ผ้าระบบดิจิตอล และการตกแต่งเครื่องนุ่งห่มโดยเฉพาะ ผู้ประกอบการนอกจากจะได้เห็นเทคโนโลยีจากทั่วโลก โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายออกเดินทางไปนอกประเทศ แล้ว ยังสามารถได้ความรู้จากมุมมอง ผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็น คีย์แมน ในอุตสาหกรรม จาก อินเดีย, ฮ่องกง, บังคลาเทศ, และเวียดนาม ในสัมมนา Garment and Textile Executives Forum: “Garment and Textile Beyond 2010” ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย
นอกจากนี้จัดให้ มี กิจกรรมพิเศษ อาทิ Industrial Knowledge Zone - ให้ข้อมูลความรู้ในเชิงลึก อาทิ การพัฒนาสินค้า การพัฒนาระบบไอที และการส่งออก Fabric Workshop – โซนที่ให้ความรู้ด้านการพัฒนาและยกระดับมูลค่าสินค้า โดยมีองค์ประกอบจากการนำผ้าและวัสดุต่างๆมาตกแต่งให้สวยงาม Textile Design Zone – จัดแสดงผลงานการออกแบบลายผ้าจากนักออบแบบรุ่นใหม่ เพื่อให้ผู้ประกอบการด้าน Textile ใช้เป็นแหล่งเลือกสรรลายผ้าจากผู้ออกแบบโดยตรงแล้วนำไปผลิตต่อ และ Fashion Show – เป็นกิจกรรมส่งเสริมความสามารถของนักออกแบบรุ่นใหม่จัดวันละ 2 รอบ 11.00 และ 14.00 น. โดยคาด 4วัน ชมงานกว่า 20,000 คน มูลค่าเงินสะพัด 1 พันล้านบาท” นางนิชาภากล่าว













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.