นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า เครือสหพัฒน์มีนโยบายที่จะตรึงราคาสินค้าต่อไปให้นานที่สุด ถึงแม้ต้นทุนสินค้าหลายตัวจะปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม และนอกจากต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตสินค้าจะปรับสูงขึ้นแล้ว ต้นทุนด้านค่าแรงก็ยังปรับสูงขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มจะใช้วิธีในการลดต้นทุนในภาคการผลิตแทน และหาวัตถุดิบทดแทนในบางตัว
ส่วนเรื่องค่าแรงนั้น หากภาครัฐมีนโยบายที่จะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ทางสหพัฒน์ก็พร้อมที่จะปรับค่าแรงขั้นต่ำให้ลูกจ้างตามที่กฎหมายกำหนด แต่ยอมรับว่าการปรับค่าแรงอาจจะกระทบต่อต้นทุนการผลิต ซึ่งหากปรับลดต้นทุนด้านอื่นได้ก็คงจะไม่มีการปรับราคาสินค้า แต่หากต้นทุนทุกอย่างปรับขึ้นพร้อมกับต้นทุนค่าแรงก็อาจจะต้องพิจารณาเรื่องการปรับราคาสินค้าในที่สุด แต่การปรับขึ้นจะต้องเป็นธรรมต่อประชาชน
นายบุญสิทธิ์ มองแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังด้วยว่า จะเติบโตดีต่อเนื่อง และเศรษฐกิจไทยจะเป็นไปแบบไฮสปีดเทรน เนื่องจากจะมีเงินสะพัดมากขึ้นหลังการเลือกตั้ง และการส่งออกขยายตัวดี ส่วนเครือสหพัฒน์เองตั้งเป้าหมายการเติบโตทั้งปีอยู่ที่ 15-20% ซึ่งในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้สามารถทำยอดการเติบโตได้แล้ว 13-15%
ด้านนายบุญเกียรติ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการและประธานกรรมการบริหาร บริษัทไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการจัดงาน “สหกรุ๊ป แฟร์ ครั้งที่ 15” ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 30 มิถุนายน ถึง 3 กรกฎาคม 2554 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่า งานนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สห วันเดอร์ฟูล เวิลด์” โดยจะระดมของกินของใช้ในเครือมากเป็นประวัติการณ์กว่า 900 คูหา สินค้ามากกว่า 1,000 รายการ และในปีนี้ยังเป็นปีพิเศษครบรอบ 20 ปี การจากไปของ ดร.เทียม โชควัฒนา ผู้ก่อตั้งเครือสหพัฒน์ ซึ่งจะจัดกิจกรรมตลอดทั้งปี เพื่อรำลึกถึง และจะมีการแจกชุดผลิตภัณฑ์ซื่อสัตย์ให้แก่ผู้เข้าร่วมงานวันละ 5,000 ชุด ซึ่งรวม 4 วันที่จัดงานจะแจก 2 หมื่นชุด
นายอนุรุทธิ์ โค้วคาสัย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องการกำหนดเกณฑ์ผู้มีอำนาจเหนือตลาด เปิดเผยว่า การประชุมคณะอนุกรรมการ เพื่อปรับเกณฑ์ผู้มีอำนาจเหนือตลาดครั้งล่าสุด ได้ข้อสรุปให้กำหนดเป็นเกณฑ์เดียวที่ใช้กับทุกธุรกิจ โดยผู้ประกอบการธุรกิจที่มียอดขายตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป เข้าเกณฑ์ผู้มีอำนาจเหนือตลาด จากเดิมกำหนดไว้ที่ 1,000 ล้านบาท ซึ่งการปรับเกณฑ์ครั้งนี้ จะช่วยลดช่องว่างทางข้อกฎหมาย ทำให้ตลาดในไทยมีการแข่งขันที่เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.